
ร่องรอยสีขาวขุ่นตัดกับบรรดาสีดำรอบข้างราวผืนผ้าใบถูกละเลง สีดำฉาบวาว และใครสักคนหนึ่งเต็มแรงสะบัดแปลงพู่กันชุ่มสีขาวลากเส้นสายแนวนอน เด่นชัด และยากจะลบออก...รอยขูดที่ดูขาวขุ่นครีม ยิ่งดูขาวบริสุทธิ์มากกว่าเดิมเมื่อพื้นที่ที่เหลือมีเพียงสีดำดุจไม้มะเกลือ ความโหวงเหวงกระแทกเข้าสู่ช่องท้อง มือสองข้างที่จับแฮนด์จักรยานไว้กระตุกสั่น เหงื่อที่ผุดไหลจากไอความร้อนเริ่มไหลพรากยิ่งขึ้นทั่วสรรพางค์ ฉันอยู่ระหว่างตรงหน้าแห่งการเผ่นหนีกับภายหลังแห่งการถูกจับ เพียงแต่สมการนี้สมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะทางไหน ทุกอย่างเสมอเท่ากัน ท้ายที่สุดฉันจะโดนจับ และต่อจากการโดนจับนั้นคืออะไร ฉันหาทางรู้ไม่ สุดความคิดสุมรุมกรีดร้องร่วมกัน ฉันเลือกก้าวเดินเพียงสองก้าวก่อนหยุดชะงัก เพราะเสียงลงฝ่าเท้าหนักแว่วดังมาใกล้ประชิด...ดังขึ้น...เรื่อยๆ ...เรื่อยๆ ใบหน้านิ่งเฉยซ่อนเสี้ยวโกรธเคืองบางสิ่ง ลึกผ่านดวงตาไม่ฉายความอ้างว้าง มีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน ไม่ว่าจะเศร้าโศก ขึ้งโกรธ สับสนจนสิ้นหวัง ไม่ว่าสิ่งใดไม่สำคัญ เพราะฉันรู้ว่ามันจะกระแทกกระทบกันจนเกิดประกายไฟ และจะลุกโชนจนคนนอกหน้าไหนๆ ก็สัมผัสได้ พ่อไม่เห็น ไม่เห็นรอยขูดตรงประตูหน้าข้างคนขับ ฉันสบตากับพ่อ ไม่ยิ้มแย้ม เพียงรับรู้แค่เสี้ยววิว่าสายตาสอดประสานกัน แล้วเลือกเดินต่อ สมการถูกมองข้าม ฉันรอดตัว ฉันยันตัวขึ้นนั่งบนอานจักรยาน ขยับเท้าเสริมแรงลงบนบันได หวังให้แรงทั้งหมดไล่ตะเพิดความกลัว หากแม้ความกลัวเริ่มจางหาย ร่องรอยสีขาวตรงนั้นยังคงคงอยู่ หัวใจที่รัวเร็วไม่ใช่เพราะเหนื่อยหอบ หากเป็นบางสิ่งม้วนขยำช่องท้อง แน่น เจ็บ และหนักหน่วง
สายลมพัดกระทบหน้าราวกับว่าฉันกำลังขี่จักรยานต่อสู้กับพวกมัน เย็นระรื่นช่วยทำให้เหงื่อแห้งเหือด ความรู้สึกเหนียวเหนอะตัวเมื่อกี้พลางเลือนหาย ดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำเรื่อยมา จนเมื่อถึงช่วงเวลาโพล้เพล้ ความเจ็บปวดที่ช่วงท้องเริ่มจางหายไป แทนที่ด้วยความมืดที่เริ่มโรยตัว รถโตโยตาคันสีดำขับผ่านตรงหน้า รอบที่สิบในระยะทางรอบหมู่บ้าน รอบที่สิบที่ฉันเริ่มสะบัดกลัดกลุ้มที่รุมเร้าไหลทั่วร่างกาย และรอบที่สิบที่ฉันโดนโจมตีอีกครั้งด้วยปรากฏของแสงไฟบนเสาไฟฟ้าอันมาพร้อมกับความเป็นไปได้ชิ้นใหม่ สมการเมื่อกี้ไม่ได้ถูกมองข้าม มันเพียงกำลังก่อตัวขึ้นเป็นความจริง
รอยเชี่ยไรเนี่ย ตัวเองทำใช่ไหม มันมีขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหน ประโยคคำถามกระแทกเสียงดังที่ฟังดูเหมือนประโยคด่าทอ ดึงลากฉันที่ยืนนิ่งเป็นตุ๊กตาหินอ่อนหน้าตาพรึงพรั่น ฉันก้าวเดิน ด้วยหวาดกลัวและความหวังริบหรี่กว่าแสงอ่อนล้าสีส้มแดงจากโคมไฟจีนในซอยหนองจิก
พ่อหันหน้ามาตามเสียงการมาถึงของฉัน แล้วบางอย่างในแววตานั้นก็ทำให้ดวงตาคู่สีดำขลับเบิกกว้าง โธ่เอ๊ย อะไรวะเนี่ย จักรยานก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น เข็นดีๆ ไม่ได้หรอ แม่ง...ท้ายประโยคเริ่มอ่อนเบา เขาพยายามอดกลั้นไม่ให้คำรามสาดคำหยาบคายใส่ "ลูกสาว" ไปมากกว่านี้ ฉันกลับมายืนแข็งทื่อราวรูปปั้นเช่นเมื่อครู่ หากฉันหวังอย่างยิ่งให้ความแข็งทื่อนั้นห่มคลุมและแทรกซึมไปทั่วร่างกาย...ทั้งหัวใจ เพื่อเพียงนิดเดียวให้ฉันไม่ต้องรู้สึกถึงแรงเจ็บปวดบีบเคล้นตรงเนื้อดิ้นแรงในอกซ้าย ขอเพียงนิดเดียวเพื่อจะได้หยุดน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอหน่วย ฉันบังคับตัวเองไม่ให้ร้องไห้ กำมือแน่นราวกำลังบีบลูกเทนนิสล่องหนไร้ตัวตนสุดแรง หวังให้ลูกบอลสีเขียวนีออนแตกเป็นเสี่ยงๆ หากอนิจจัง มือของฉันคงเจ็บร้าวก่อน ฉันร้องไม่ได้ ฉันร้องไม่ได้ อย่าร้อง อย่าร้อง หากฉันปล่อยโฮออกไป ฉันจะยิ่งเดียวดาย ไม่มีใคร แม้แต่แม่ที่คงได้ยินเสียงคำรามและคงจินตนาการหน้าคิ้วมุ่นคล้ายตัวร้ายในการ์ตูนออก ไม่มีใครเข้ามากอดปลอบฉันหรอก พ่อคงโกรธกว่าเดิม และเขาจะเริ่มเขวี้ยงข้าวของ ฉันเห็นกุญแจรถในมือของพ่อ ฉันไม่เคยโดนเขาขว้างสิ่งใดใส่ แต่ทุกครั้งที่เขาโมโห ฉันรู้ว่ามันใกล้ขึ้นมาทุกที ราวหากกุญแจนั้นปลิดปลิว หลุดจากมือพ่อ กะซวกแทงเข้าในตา ตาฉันคงจะบอด แดงเลือดคงจะย้อมโลกสีสันสุดหมองหม่น และคงจะมีผ้าก๊อซสีขาวสะอาด หากซึมเลือดเป็นจุดแดง ฉันเรียกสติตัวเองให้กลับมา พ่อไม่เคยปาของใส่ฉัน พ่อไม่เคยทำ พ่อไม่เคยคิดจะทำ ฉันกระซิบโปรยคำหวานสุดจะหลอกลวงลงไปกับสายลมเอื่อย หวังให้มันกำซาบและลบเลือนใจระริกสั่นและภาพสีเลือดสู่ภาพสีดำมืด ฉันหวังลบเลือนความจริงที่ว่า มันใกล้เข้ามาทุกที มันใกล้เข้ามาอีกก้าวเดินก่อนถึงเส้นชัย เส้นชัยที่ข้าวของในมือของพ่อลอยเคว้งกลางอากาศ และทำลายฉัน
ความมืดกำลังโรยตัว มันค่อยๆ ห่มคลุมทุกชีวิตทุกสิ่งทุกอย่างภายใต้ผืนฟ้าใหญ่ ดวงอาทิตย์ยอแสง ริ้วเมฆและแสงส้มแดงย้อมท้องนภา ฉันเฝ้ารอตั้งแต่ความสวยงามสุดสะกดใจมาจนถึงแสงเริ่มอ่อนลาง เลือนหาย ท้ายที่สุด ดวงอาทิตย์ก็ลับลาพ้นหายไกลสายตา ตอนแรกมันเป็นแค่ความคิดสุดขบขัน หากเรื่อยมากลับกลายเป็นความจริงสุดตอกย้ำ ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ คงเป็นครั้งที่สี่แล้วสินะ ฉันเฝ้านึกภาพแม่นอนแผ่กายบนโซฟาในบ้านสุดเงียบเหงา หรือสำหรับแม่ ตอนนี้ บ้านคงสงบและน่าอยู่มากยิ่งกว่าที่ผ่านมา แม่คงยังไม่รู้เช่นเคย ว่า "ลูกสาว" ของแม่นั่งกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลเอ่ออยู่บนม้านั่งหน้าห้องแถวที่เธอถูกกึ่งบังคับให้มาเรียนพิเศษ ฉันจะเดินเข้าไปขอยืมโทรศัพท์คุณครูมาโทรหาแม่ก็ได้ แต่ก่อนจะไป ฉันต้องรีบหยุดน้ำตาที่กำลังไหล และการสะอื้นอันทำให้คำพูดที่จะเปล่งฟังไม่ได้ความ หยดหนึ่งหยด สามหยด ห้า เท่าไหร่แล้วนะ มันกลายเป็นวงใหญ่หลอมรวมเป็นบ่อน้ำตาตรงกางเกงขายาวสีชมพูเข้ม สีที่แม่ชอบ กางเกงที่แม่ซื้อให้ ตอนนี้มันมีวงน้ำใหญ่ย้อมให้กลายเป็นจุดที่เข้มกว่าส่วนอื่น ฉันต้องไม่ร้องสิ ฉันร้องไม่ได้ คนคงหัวเราะเยาะฉัน ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นจะเยาะเย้ยฉันไหม แต่น้ำตาทั้งสองครั้งแรกที่แม่ลืมฉันไว้ มันเปล่าประโยชน์ แม่หัวร่อท้องแข็ง แค่นี้ทำไมต้องร้อง ครั้งต่อไปแม่ไม่ลืมแล้ว แค่นี้ทำไมต้องร้อง ฉันไม่รู้ ครั้งต่อไปแม่ไม่ลืมแล้ว ครั้งต่อไปแม่คงจะลืมอีก เหมือนครั้งที่สามที่ฉันกลั้นน้ำตาไว้ได้ เหมือนครั้งที่สี่ที่น้ำตาที่กลั้นไว้ในครั้งที่สามไม่ได้เหือดแห้งหายไปไหน เพียงมาหลอมรวมหลั่งไหลเป็นสายน้ำเชี่ยวแรงลงบ่อน้ำตาอันเป็นนิรันดร์ ตอนนี้คงเป็นเวลาหนึ่งทุ่มแล้ว ฉันเหลือบมองตัวเลขไร้ความหมายที่ย้ำเตือนฉันเพียงว่า ผ่านมาหนึ่งชั่วโมงแล้วที่ไร้วี่แววการปรากฏตัวของแม่ โทรศัพท์อันไร้ค่า เครื่องเก่าของแม่ที่แม่ให้มา มันใช้โทรออกไม่ได้ หากใช้เล่นอินเตอร์เน็ตได้ แต่ต้องพึ่งการเชื่อมต่อไวไฟ โทรศัพท์เครื่องนี้ช่างไร้ค่า แม่ไม่ต้องการมันแล้ว แม่จึงให้ฉัน และฉันก็ไม่ต่างอะไรกับโทรศัพท์เครื่องเก่า...ไม่สำคัญอีกต่อไป
รถสีดำที่มีรอยขูดเติมแต่งความละอาย ขุดลึกคว้านหาอดีต ตอกย้ำ และฝังลึก ฉันใช้มือรีบปาดน้ำตาออก ปาดแรงจนผิวแสบร้อน หวังให้ไม่หลงเหลือแม้แต่คราบ หวังให้ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่าเคยมีหยดน้ำมหาศาล ไหลรินยากจะหยุด ฉันเปิดประตูและขึ้นรถ ขอบคุณมืดมิดไร้แสงดาวที่ฉาบหน้าปกปิดน้ำตาและความน้อยเนื้อต่ำใจไม่ให้เล็ดลอดออกไป มิฉะนั้น ฉันคงรับมือไม่ไหว หากโดนหัวเราะเยาะอย่างเคย
แม่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา กรามของแม่ชัดขึ้นเป็นสัน เหมือนเวลาพยายามสงบสติอารมณ์ไม่ให้ลุกเป็นไฟเฉกเช่นพ่อ เราปล่อยให้ความเงียบเป็นการสื่อสารระหว่างเรา ปล่อยให้ระยะทางไม่ใกล้ไม่ไกล ปล่อยให้สรรพเสียงกระซิบ กรีดร้องผ่านไปผ่านมา และเมื่อถึงบ้านแม่ก็บอกให้ฉันไปเปิดดูกับข้าวใต้ฝาชี ฉันยิ้มเหยขณะก้มหลบสายตาแม่ รีบเดินเข้าครัวก่อนที่แสงประดิษฐ์ขาวนวลจะสาดกระทบเผยใบหน้าแดงก่ำ จมูกและดวงตาที่แดงเป็นวงๆ ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นดี ฉันก้มหน้าก้มตาหยิบจานกระเบื้องลายดอกไม้สีชมพูอมม่วง มีนกตัวกระจิดเกาะตรงกิ่งที่ตัวดอกงอกออก แล้วก่อนที่มันจะได้กางปีกบินหนีโชคชะตาอันน่าเวทนา ลำตัวของมันก็ถูกตัดขาดเป็นสามซีก ดอกไม้สีชมพูเกิดรอยร้าว ไม่ใช่ดอกไม้ลึกลับชวนมองอีกต่อไป เป็นเพียงเศษซากสมควรถูกทำลาย ไม่น่ามอง ไม่น่าคะนึงหา
เสียงอะไร ลูกทำอะไรอีกแล้ว เสียงตวาดแหลมสูงแว่วมาจากห้องนั่งเล่น ก่อนเจ้าของเสียงจะย่ำเท้าเดินตามมา เพียงเสี้ยวหนึ่งที่ฉันหวังให้แม่ซักถามฉันเรื่องความปลอดภัย ลูกเป็นอะไรไหม ฉันคาดหวังอย่างสุดใจเกือบเหมือนจะได้ยินเสียงแว่วเอ่ยจากปากแม่ เกือบเหมือนว่าคิ้วมุ่นนั่นกลับมาคลาย เกือบเหมือนว่าฉันเห็นความอ่อนโยนที่ไม่ได้เห็นมายาวนานประทับอยู่บนหน้า ทำบ้าอะไรเนี่ย ซุ่มซ่ามจริงๆ เลย แม่ไม่ชอบสาดคำหยาบคายเหมือนพ่อ หากน้ำเสียงของแม่กลับเป็นธนูเพลิงยิงเข้าสู่ดวงใจที่แตกสลาย ให้มอดไหม้ ให้กลายเป็นเถ้าถ่าน และแม้จะเหลือเพียงแค่นั้น ธนูเพลิงยังคงยิงย้ำไม่ยั้งหยุด ไอ้รอยตรงรถพ่อ ลูกก็เป็นคนทำใช่ไหม ชีวิตนี้หยิบจับอะไรแล้วไม่พังได้บ้าง นี่จานโปรดแม่เลยนะ ลูกรู้บ้างไหม ทำไมลูกไม่ถือให้มันดีๆ คนอื่นเขาก็ทำได้ ทำไมพอมาเป็นลูก ต้องทำให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ทุกที แม่เบะปาก คิ้วมุ่นคล้ายจะชิงโอกาสน้ำตาไหลพรากไปจากฉัน หากแม่ไม่ร้องหรอก แม้แต่ตอนที่โดนพ่อตะคอกใส่ แม้แต่ตอนที่โดนเพื่อนบ้านใส่ร้ายยุแยงให้ทะเลาะกับคนอื่น แม่ไม่เคยร้องไห้ แม่เพียงว่างเปล่าด้วยดวงตาสิ้นหวังจับจิต ดวงตาคู่นั้นน่าสงสารเกินกว่าจะทนมองไหว และคงเป็นดวงตาคู่นั้นที่ทำให้ฉันไม่สามารถเกลียด โกรธ โทษแม่ได้ลง
เสียงประตูรั้วนอกบ้านถูกเลื่อนออก และพร้อมๆ กัน เสียงเร่งเครื่องยนต์รถมอเตอร์ไซค์ พ่อกลับมาแล้ว ในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด ในช่วงเวลาที่พ่อไม่ควรจะมาเห็นที่สุด แม่ถอนหายใจและเดินออกจากห้องครัว คาดว่าคงเดินไปหาพ่อ ฉันก้มลงเอื้อมมือที่สั่นเทาไปหยิบเศษจานตรงหน้า เสียงฝีเท้าที่ฉันเกรงกลัวที่สุดกำลังมุ่งมาทางฉัน เชี่ยไรอีกเนี่ย คนพึ่งกลับมาจากทำงานต้องมาเจออะไรแบบนี้อีกแม่ง ทั้งแม่มันทั้งลูกมัน ไม่ได้เรื่องสักอย่าง / แต่หนูยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะพี่ / ไม่ต้องพูด แทนที่จะดูแลมันให้ดีๆ ไปเอาไม้กวาดกับที่โกยมา ตัวเองก็รู้ว่ามือไม้มันอ่อนไปหมด จับอะไรก็พัง แม่เดินออกไปพ้นสายตา ปล่อยให้ฉันถูกลงทัณฑ์ใต้แสงจ้าของห้องครัว ส่วนภัทร เป็นอะไร ฮะ แค่ถือดีๆ ไม่ให้มันตกมันยากขนาดนั้นเลยหรอ รอยเชี่ย…นั่นก็ส่วนหนึ่ง วันนี้ก็ก่อเรื่องอีก ทำอะไรให้มันระวังเหมือนคนอื่นบ้างไม่ได้เหรอวะ แม่กลับมาปรากฏตัวด้านหลังพ่อ มือหนึ่งถือที่โกย อีกข้างถือไม้กวาด ยื่นให้พ่อที่หน้ายับยู่ยี่ราวกระดาษที่ถูกขยำ อยู่นิ่งๆ ตรงนั้นแหละ ฉันหลุบตามองพื้น ตวัดสายตามองการเคลื่อนไหวของไม้กวาดบ้าง หากหัวใจสั่งการให้ฉันชดเชย แม้ขัดคำสั่งของพ่อ แม้สักนิดหากได้ยื่นมือช่วยบรรเทาได้ก็คงดี ฉันยื่นมือช่วยพ่อเก็บเศษส่วนหนึ่งของนก และความเจ็บปวดก็วาบแล่นผ่านปลายนิ้ว เลือดสีแดงไหลซึมออกมา ฉันไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปประชันกับใบหน้าที่คงยับยู่ยี่กว่าเดิมของพ่อ กูบอกให้มึงอยู่นิ่งๆ ฉันชันขายืนตัวแข็งทื่อ ไม่ได้นิ่งด้วยคำสั่ง หากเป็นมวลอากาศกล่าวโทษน่าอับอายที่มัดรวบตัวฉันไม่ให้ขยับได้ ฉันเกรงว่าหากฉันขยับตัวแม้แต่นิด เศษจานจะแตกเป็นเสี่ยงๆ มากกว่าเดิม ไม้กวาดจะถูกเขวี้ยงโยนกลางอากาศ แล้วเลือดไหลซึมที่ปลายนิ้วของฉันจะไม่สลักสำคัญอะไรอีกต่อไป
คืนนั้นฉันเก็บทุกอย่างซ่อนเข้าไปในอนธการของห้องไร้แสง ฉันใช้โทรศัพท์ไร้ค่าเครื่องนั้นเปิดเพลงโปรด None But The Lonely Heart ปล่อยให้เสียงโศกของไวโอลินกลบเสียงสะอื้น กลบความรู้สึกเป็นอื่น หลอมรวมมันกับเสียงกรีดร้องของเครื่องสาย อย่างน้อยในวันนี้ฉันก็เป็นหนึ่งกับเพลงนี้ หากโน้ตตัวสุดท้ายก็แล่นมาปรากฏ หลงเหลือฉันเพียงคนเดียว ให้ต่อสู้กับอาการเจ็บแสบจากรอยบาดที่นิ้วชี้ข้างขวา ให้ต่อสู้กับความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ผ่านมา ฉันพยายามสุดหัวใจจะเข้าใจพ่อและแม่ ฉันรู้ว่าพวกท่านมีเรื่องหนักใจ ฉันรู้ว่าโลกของพวกผู้ใหญ่ช่างน่าหดหู่และน่าเกรงกลัว หากคงเป็นฉันเพียงฝ่ายเดียวที่พยายามจะเข้าใจพวกท่าน คงเป็นฉันฝ่ายเดียวที่พยายามจะเข้าใจโลกใบนี้ และหาไม่ผู้ใด หาไม่โลกใด หาไม่จักรวาลใด พยายามสุดขีด สุดกำลังใจ สุดความสามารถจะค้นหาและทำความเข้าใจตัวฉันเลย ฉันตกลงไปในห้วงของการหลับใหลที่ตื่นตัวที่สุด ฉันฝันถึงกาลวันเวลาหนึ่ง วันหนึ่งที่ฉันมองลอดผ่านกระจกที่กั้นฉันกับระเบียงไว้ ฉันเปิดมันออก รับลมที่พัดตีเข้าหน้า เหมือนจะรุนแรงแต่กลับสดชื่นเบาบางคล้ายอ้อมกอดจากธรรมชาติไม่มีผิด ตอนนั้นท้องฟ้าสลับมืดสลับสว่าง เป็นปรากฏการณ์พิกลที่ฉันไม่ได้ใส่ใจนัก ฉันสนใจเพียงผืนหญ้าชั้นล่าง หญ้าที่เริ่มสูงชัน เหล่าหญ้าเริ่มรกสูงถึงเข่าที่ควรจะได้รับการตัดให้โล่งเตียน หากพ่อไม่มีเวลา แม่ไม่มีเวลา ดอกต้อยติ่งสีม่วงบานอยู่ตรงส่วนหนึ่งของหย่อมหญ้า ฉันเอื้อมมือไปคว้ามันก่อนที่มันจะทันได้หุบและกลายเป็นเพียงส่วนที่ไม่สำคัญ ไม่อาจมองเห็นได้ กลืนไปกับผืนหญ้า ฉันคว้ามันไว้ได้ จ้องมองความสวยงามในมือ เหลือบไปเห็นนิ้วมือแปะพลาสเตอร์ รู้สึกแสบคันตรงแก้มซ้ายที่ประทับแนบอยู่บนหญ้า รู้สึกว่าตาซ้ายมองไม่เห็นสิ่งใด หากสิ่งนั้นไม่สำคัญหรอก ฉันได้ดอกต้อยติ่งไว้ในมือ มันยิ่งสวยงามกว่าเดิมเมื่อแสงแรกของวันสาดกระทบ เหมือนมันจะสะท้อนประกายวิบวับหยอกล้อเล่นกับแสงด้วยล่ะ และฉันก็พลันได้ยินเสียงกรีดร้อง เสียงตะโกนเรียก เสียงเปิดประตูกระแทกผนังอย่างรุนแรง เสียงฝีเท้านับไม่ถ้วน เสียงกระซิบกระซาบ เสียงกระหืดกระหอบ เหมือนจะมีเสียงร้องไห้ด้วยแฮะ ใครหนอ ร้องไห้ได้ปวดร้าวเช่นนี้ และเสียงดังบาดแก้วหูของรถหวอ มาทำอะไรกัน เสียงดังเหลือเกิน ใครจะไปหลับลงท่ามกลางเสียงอลหม่านวุ่นวายเช่นนี้ หากเมื่อทุกอย่างมืดดับ มืดมิดโรยตัว ไม่น่ากลัว ไม่หม่องหม่น ฉันหลับใหลเป็นหนึ่งกับกลิ่นดินโชยฉุน เป็นหนึ่งกับความเจ็บปวดทั่วร่างกาย ไม่สำคัญอีกต่อไป ฉันจะหลับใหล…ในค่ำคืนนี้
ฉันตื่นขึ้นมาท่ามกลางกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ แสงไฟแสบจ้าแยงตา ความเจ็บปวดที่ตาข้างซ้ายภายใต้บางสิ่งที่ปิดตาฉันไว้ทำให้ฉันลืมตาไม่ขึ้น ทัศนะแคบลง มีเพียงตาข้างขวาที่นำทางได้ ฉันไร้ความรู้สึกต่อความระบมเจ็บในส่วนอื่นของร่างกาย หากบัดนี้ยากที่จะขยับเขยื้อนตัว
ฉันโชคดีเหลือเกิน คำกล่าวจากหมอ มีเพียงแค่กระจกตาถลอกกับแขนข้างซ้ายหัก ส่วนอื่นไม่ได้รับความเสียหาย เพียงพักอยู่โรงพยาบาลไม่กี่วัน ฉันก็จะได้ออกจากสถานที่ระหว่างความเป็นความตายนี่
หากสถานที่ระหว่างเป็นกับตาย รักษาฉันให้หายขาดเพียงร่างกาย ฉันยังรู้สึกบอบช้ำ ฉันยังมีบาดแผลล่องหนนับไม่ถ้วน และมันจะยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อฉันมองลึกเข้าไปในดวงตาของผู้เป็นแม่ ดวงตาที่เคยสิ้นหวังจับจิตกลับแปรเปลี่ยนไปสั่นระริก แม่เบือนหน้าหนีฉัน แม่ไม่สามารถทนจ้องมองใบหน้าของฉันได้ ฉันลองมองประชันภาพสะท้อนตัวเองในกระจก ตามหาส่วนที่ทำให้แม่ผวา ฉันเห็นเพียงเด็กสาววัยแรกแย้มที่จ้องกลับมาด้วยแววตาไร้จิตวิญญาณแกมหวาดระแวงกังวลกลัว แกมขอร้องเว้าวอนบางสิ่ง เธอดูน่าสมเพช ฉันดูน่าสมเพช ฉันเบือนหน้าหนี ไม่อยากพบเห็นใบหน้านั้นอีก
ส่วนพ่อ จากฟืนไฟโกรธาไม่เคยมอดดับกลับกลายเป็นคนเงียบงัน ราวมีคนราดน้ำมหาศาล น้ำฝนหลายเม็ดหยด พร่ำสาดไฟโหมแรงให้เปียกปอน ให้ไม่มีทางกลับมาติดไฟได้อีก ทุกอย่างดำเนินเช่นนี้มาพักหนึ่ง ไม่มีใครกล้าเดินหน้ามาถามฉันว่าฉันตกจากระเบียงไปได้อย่างไร ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก พวกเขาทำเพียงขอร้องให้ฉันไปนอนห้องพวกเขา พวกเขาเพียงปิดตายห้องนั้น แม่ไม่เข้าไปทำความสะอาด แม่ไม่กล้าย่างกราย ข้าวของเครื่องใช้ของฉัน เสื้อผ้าของฉันถูกลากมากองมุมหนึ่งของห้องพ่อกับแม่ แล้วอยู่มาวันหนึ่ง หลังจากไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน ระหว่างที่แม่คิดลากฉันให้มาเดินออกกำลังกายรอบหมู่บ้าน และระหว่างที่จำนวนรอบยังไม่ทันครบหนึ่ง ระหว่างที่แมวหน้าตาพิกลสองสีขาวดำเดินตัดหน้า เพื่อนบ้านคนนั้น คนที่เคยเป็นเพื่อนที่แม่เล่าสารทุกข์สุกดิบ คนที่แม่เปิดอกเปิดใจให้ คนที่พลั้งปากเล่าเรื่องที่เก็บงำโดยไม่รู้ว่าวันหนึ่งจากคนสนิทชิดเชื้อจะกลายเป็นแปลกหน้าไร้สายใย หรือว่า…ทำไปเพราะเรียกร้องความสนใจ ความเงียบปกคลุม ใบไม้เสียดสีกัน เสียงรถยนต์แว่วดังอยู่ไม่ไกล เสียงการทำงานของเครื่องปรับอากาศของบ้านบางหลัง และคำบางคำพรั่งพรู รู้ไหม บ้านนั้นน่ะ ไม่ใช่ครั้งแรกนะ พี่สาวคนพ่อน่ะ ก็ทำ แบบนี้ เหมือนกัน แมวอ้วนที่มีส่วนตัวเป็นสีขาวผ่องราวกับไม่ใช่แมวจรถูกทิ้งเร่ร่อนเอาตัวรอด ไม่มีปลอกคอ ไม่เคยพบเห็น และสีดำมืดมิดครึ่งซีกบนหน้าของมัน ดุจเหวลึกลึกลับไร้แสง มันตื่นตระหนกตกใจบางสิ่ง และวิ่งหายลับเข้าไปในบ้านที่ฉันและแม่ไม่เคยพบเห็นเจ้าของบ้าน เราเดินต่อไป แม่ย่างก้าวก้มหน้าก้มตาเดินนำหน้าฉันไปก่อน ขาก้าวฉับไวกึ่งวิ่งราวมีอะไรรั้งเธอไม่ให้ออกแรงเร่งฝีเท้าสุดกำลัง หากในขณะเดียวกัน เธอก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินราวกำลังหนีให้พ้นบางสิ่งเบื้องหลัง
เราวนกลับมาหน้าบ้าน และตัดสินใจว่ารอบเดียวถือว่าคุ้มเพียงพอ แม่เหม่อลอยถอดถุงเท้าทีละข้าง และโยนพวกมันลงตะกร้า แม่เดินอย่างไร้ความตระหนักรู้ต่อสิ่งรอบข้างไปนั่งลงบนโซฟา—ตำแหน่งที่เธอโปรดปราน ฉันก้าวย่างอย่างเชื่องช้า และคิดว่าจะขึ้นไปบนห้อง ลูกทำไปทำไม ฉันชะงักหยุดยืนอยู่บนขั้นแรกของบันได ทำเพื่อเรียกร้องความสนใจเหรอ แล้วถ้าคำตอบคือ ใช่ ฉันจะยิ่งดูน่าสมเพชกว่าเดิมไหม ทำไมลูกถึงทำแบบนั้น ทำไมทำอะไรไม่คิด ทำไมไม่นึกถึงคนที่ต้องอยู่ต่อบ้าง ทำไมต้องทำร้ายจิตใจแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม่กับพ่อไปทำอะไรให้ลูกนักหนา ฉันปล่อยให้ความเงียบดำเนินไปราวกับนั่นคือคำตอบ ทำไมลูกต้องทำแบบนี้ ลูกรู้ไหมว่าแม่เคยเห็นอะไร ลูกรู้ไหมว่าพ่อลูกโทษตัวเองหนักแค่ไหน ลูกรู้ไหมว่าแม่เห็นป้าลูก…ป้าจันนั่นแหละ ขาห้อยเหนือพื้น แม่เงียบหยุด ฉันเดาว่าใบหน้าแม่คงบิดเบี้ยว หากหาไม่น้ำตาใดไหลออกมาเช่นเคย ถ้าลูกทำแบบนั้นไปอีกคน พ่อกับแม่จะทนอยู่ยังไง ลูกอย่าเห็นแก่ตัวได้ไหม อยู่กับแม่นะ และใช่ ทุกอย่างก็เป็นเช่นเดิม ป้าจันที่จู่ๆ ก็หายตัวไปจากโลก ป้าจันที่เหล่าผู้ใหญ่พยายามกลบปัดทิ้งคำถามทั้งหลายว่าเพราะเหตุใดเธอถึงต้องจากโลกไปเร็วขนาดนี้ ป้าจันที่จากไปโดยไร้สัญญาณ หากทั้งหมดนั่นไม่เคยใช่เรื่องจริง บางทีป้าจันก็คงคิดเช่นนี้ ไม่ต่างกับฉัน อยู่ต่อไปเพื่อที่จะไม่ไปสร้างความเจ็บปวดให้ผู้อื่น หากทนอยู่ต่อไปก็ต้องกลายเป็นผู้ถูกรวดร้าวจากบาดแผลที่เคยมี เคยเหวอะหวะ และบัดนี้เริ่มเน่าน่าสยดสยองทำลายซ้ำย้ำเช่นเดิม ฉันไม่คิดว่าป้าจันทำเพราะเห็นแก่ตัวหรอก ป้าคงแค่ไม่อยากเจ็บอีกแล้ว ไม่อยากตื่นขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับการกัดกินของแผลเน่าอีกต่อไปแล้ว ทุกคนอ้อนวอนไม่ให้พวกเราจากไปไม่ใช่เพราะรักหรอก พวกเขากลัว กลัวต้องมานั่งเจ็บปวดกับความรู้สึกผิด กลัวที่จะยอมรับว่าตนก็คือหนึ่งในสาเหตุ ทว่าพวกเราก็กลัวเช่นกัน พวกเรากลัวที่ตื่นมาเจอหน้าพวกเขา พวกเรากลัวที่จะต้องตื่นมาโดนด่าทอต่อว่า พวกเรากลัวเหลือเกินที่จะต้องรู้สึกโดดเดี่ยวแม้ไม่ได้อยู่คนเดียว กลัวเหลือเกินที่จะต้องขอร้องวิงวอนต่อพระเจ้าที่ไม่รู้จัก ไม่ได้นับถือ ให้ลบเลือนความรู้สึกที่ว่าพวกเราเป็นเพียงแค่กระผีกริ้น ไม่สลักสำคัญอะไร และสมควรหายไปในที่สุด
ฉันตัดสินใจทิ้งแม่ไว้กับคำตอบที่ไม่เคยเปล่งออกมา และก้าวเดินขึ้นบันไดขั้นต่อไป ขั้นถัดไป…ต่อไป…จนท้ายที่สุดฉันประชันหน้ากับประตูห้องปิดตาย ฉันเปิดมันออก อิสระไม่ได้อยู่ตรงที่ฉันจะตายไร้ชีวัน อิสระไม่ได้ไหลเวียนเป็นอากาศอยู่ในห้องนี้ อิสระคือฉันหลับตาหนีทุกสิ่ง เป็นคนไม่สำคัญของโลกทั้งใบ ย่อมดีกว่าถูกคนที่กล่าวขอร้องอ้อนวอนให้อยู่ราวกับฉันสำคัญหนักหนา แม้แท้จริงสุดท้ายพวกเขาก็จะย้อนกลับมาทำร้ายซ้ำๆ ยื่นความหวังสุดเย้ายวน และทำลายมัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สู้ให้ฉันสงบเงียบในห้องปิดตายรอคำพิพากษาเป็นสารส่งมาถึงจะดีกว่า
เป็นเวลากี่ยามแล้วที่เสียงฝีเท้าคุ้นหูก้าวขึ้นบันไดอย่างช้าๆ ตรงกันข้ามกับหัวใจที่เริ่มสั่นรัวเร็ว พ่อเปิดประตูเข้ามา หายใจถี่เร็วแว่วดังในห้องเงียบเชียบ จะตายตามป้ามึงไปเหรอ ไม่ใช่เสียงตะคอกแบบที่พ่อชอบทำ รู้ไหมว่าคนที่อยู่ต่อ เขาเสียใจแค่ไหน ฉันนอนแน่นิ่งมองเพดานในห้องมืด ทำอะไรก็คิดถึงคนอื่นบ้างสิ ทำไมถึงเอาแต่พูดอย่างกับว่าฉันไม่เคยคิดถึงพวกเขาเลยแม้เพียงสักนิด คนแบบพวกมึง ไม่เคยทนอะไรได้ น้ำเสียงของพ่อเริ่มกลับมาเป็นตะคอกดัง กูทำงานจะเป็นจะตาย เครียดกว่ามึงตั้งเยอะ ยังไม่เคยคิดจะทำอะไรอย่างนั้นเลย ร้อนรุ่มในทรวงอกผลักดันฉันให้ลุกออกจากเตียง พ่อยังคงตะคอกจนเสียงแหบพร่า โลกนี้ยังมีเรื่องโหดร้ายรออยู่อีกตั้งเยอะ กูไม่รู้มึงเศร้าอะไรนักหนา ถ้าจะเศร้าขนาดนั้น มาทำงานไม่ได้พักแบบกูดูไหมล่ะ จะได้รู้สึกเป็นเหยื่อของโลกนี้น้อยลง พ่อแสยะยิ้มขำแม้ดวงตาดูละห้อยเศร้า ฉันเดินมาประชันตรงหน้าพ่อ แสงไฟจากข้างนอกสาดลอดเข้ามาในห้องเพียงน้อยนิด พวกนี้คือคำที่พ่อพร่ำบอกป้าหรอ ฉันเงยหน้า มองเข้าไปในดวงตาของพ่อ กัดฟันแน่น รอยแสยะยิ้มเมื่อครู่ค่อยๆ เลือนหายไป ใบหน้าพ่อเริ่มบิดเบี้ยว น้ำใสซึมเกือบจะเอ่อรอบดวงตา และ ปัก ไม่ทันได้เห็นว่าน้ำใสนั้นร่วงหล่นหรือเปล่า ความปวดร้าวที่แก้มซ้ายก็แล่นวาบขึ้นมาจนฉันต้องใช้มือกุมไว้ ดวงตาฉันไม่ประชันกับคู่ของพ่ออีกต่อไป เรี่ยวแรงจะยืนเหมือนจะสูญสิ้นไป เสียงหายใจเข้าออกแว่วดังและถี่ แสงสาดจากข้างนอกเลือนหายพร้อมเสียงปิดประตูที่ดังกระทบกระเทือนไปถึงหัวใจ ฉันกุมแก้มซ้าย น้ำตาค่อยๆ ไหลพราก และ เช่นเดิม…ฉันตกไปในมืดมัวของค่ำคืน ของห้องมืดหม่น ร้องไห้โดดเดี่ยวเงียบเหงาไร้ผู้ใดเสียงดังลั่น หากไม่มีใครได้ยินหรอก มันเป็นแบบนี้ เช่นนี้…เสมอมา
ความเงียบเหงาที่ปกคลุมมาพร้อมกับความมืด ไร้ดวงดาว ไร้พระจันทร์ เป็นวันที่มืดมิดที่สุด ฉันย่างก้าวใต้ความสลัวลาง ปล่อยให้ความทรงจำในกล้ามเนื้อขาพาเดินไป ก้าวเท้าให้เงียบที่สุด เปิดประตูให้เงียบที่สุด ปิดประตูให้เบาที่สุด อีกไม่กี่ก้าว และในที่สุดพวงกุญแจก็อยู่ในมือฉัน ฉันหันหลังเดินกลับทางเดิม ยังก้าวเดินด้วยเงียบเชียบ เมื่อถึงหน้าประตู ฉันชะงักหยุด ยืนอยู่บนเส้นสุดท้ายระหว่างถูกกักขังในความพินาศไปชั่วกัลป์ชั่วกาลกับตกเหวลึกไร้กังวล ฉันเลือกเปิดประตู…อย่างเงียบที่สุด ก้าวเดินต่อไป….อย่างเงียบที่สุด เมื่อผิวสัมผัสกับเย็นชื้นของข้างนอก แล้วเมื่อสิ้นเสียงลากปิดประตูรั้ว ฉันโยนพวงกุญแจอันนั้นทิ้งลงท่อน้ำ ก้าวเดินต่อไปภายใต้แสงบนเสาไฟสุดอ่อนล้า ที่ป้อมยามไร้ใครเฝ้าอยู่ คุณลุงยามคงอยู่ในห้องน้ำหรือที่ไหนสักแห่ง…ไม่สำคัญหรอก และฉันก้าวต่อไป เร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้น จนกระทั่งตรงหน้าเป็นคลองน้ำหน้าปากซอย ผู้คนยังคงหลับใหล ฉันจ้องลึกไปในคลองน้ำสีมืดมิด ฉันว่ายน้ำไม่เป็น ฉันคงตะเกียกตะกายและกลืนน้ำสีพิกลนี้ไปนับครั้งไม่ถ้วน ฉันยังคงจ้องมองมันอย่างนิ่งสงบ…อีกครั้ง หลับตาปริ่ม และเมื่อเปลือกตาเปิดออก ดวงอาทิตย์ก็ขึ้นเหนือฟ้า แสงแรกของวันสาดลอดเข้ามา วาบวับพร่างพราว ดวงอาทิตย์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หากมองผ่านตรงนี้ ฉันเห็นมันเต็มตา มันเล็กจ้อย เป็นเพียงลูกบอลลุกไฟ ไม่ว่าสิ่งใดที่พันธการฉันไว้ มันไม่สำคัญ ไม่ว่าฉันจะเหลือเพียงภัทรหรือเพียงธิดา หรือไร้สิ้นชื่อภัทรธิดาไปทั้งหมด ไม่ว่านรก สวรรค์ หรือโลกหลังความตาย มนุษย์จะยังคงสาดข้อกังขาต่อไป ตายหรือเป็นก็ไม่ต่างกัน ฉันเป็นเพียงกระผีกริ้นในบรรดาทุกสิ่ง…และ ผู้คนก็ตื่นจากฝัน บางคนเลือกจะหนี บางคนเลือกจะอดทน ฉันไม่ได้เลือก ฉันไม่อยากเลือก
เนื้อหา : ติณณา
พิสูจน์อักษร : saularis และ นิพิฎฐ์
ภาพ : ณัฐฆวารินทร์ ณัฐรินทร์
