
พวกเขาบอกว่าเสรีภาพแท้จริงแล้วคือขนมหวาน แม้จะชวนให้หนูน้อยทั้งหลายน้ำลายสอ แต่หากกินมากไปต้องจบที่หมอฟันทุกราย ดังนั้นหนูๆ ทั้งหลายจึงไม่ควรกินขนมหวานในปริมาณที่เกินควร พวกเขาริบขนมหวานจากพวกเราไปพร้อมคำหว่านล้อมหวานหูว่าทำเพราะรักและห่วงใย พระเจ้าที่ห้ามอดัมกับเอวาลิ้มลองผลไม้ต้องห้าม หากโทษหาใช่การเนรเทศจากสวนสวรรค์ แต่เป็นคำด่าทอ เป็นไม้เรียว เป็นการประณาม ประจาน หรือถึงขั้นสาปแช่ง พวกเขาทำสิ่งนี้ในนามของความห่วงใยด้วยหรือไม่ เหตุใดจึงไม่ทะนุถนอมผู้คนที่พวกคุณอ้างว่ารักนักหนาล่ะ พวกเขาผ่อนปรนให้พวกเราลองลิ้มรสขนมหวานเป็นบางครั้ง แต่ห้ามชิมมากและบ่อยเกินไป พวกเขาชอบเล่าเรื่องเด็กๆ ที่ติดใจในรสชาติของหวานจนเสียคน ว่าพวกนั้นฟันผุหมดปากบ้างละ เป็นโรคร้ายแรงจนนอนรอความตายก่อนวัยอันควรบ้างละ พวกเขาทำให้พวกเรากลัวว่าวันหนึ่งขนมหวานจะทำลายชีวิต เด็กน้อยทั้งหลายจงยินดีเสียที่ผู้ใหญ่ใจดีเหล่านี้ยึดของหวานของพวกเราจนหมด แล้วค่อยทยอยคืนให้ตอนที่เห็นว่าเหมาะสม
“หนูเข้าวัยรุ่นแล้วสินะ งั้นให้กินเพิ่มอีกนิดหน่อยแล้วกัน!”
ฉันเชื่อว่าเด็กหลายคนอาจสงสัยเหมือนฉัน แต่คงไม่กล้าจะยกมือ (ต้องเป็นมือขวาด้วยนะ!) ขึ้นสูงเพื่อถาม ที่ฉันใช้คำว่า “อาจ” เพราะฉันไม่เคยคุยกับเด็กคนอื่นเรื่องนี้ในตอนนั้น ฉันกลัวแม้แต่กับคนวัยเดียวกันเอง ฉันด่วนสรุปไปแล้วว่าทุกคนเห็นด้วยกับการควบคุมปริมาณของหวานของพวกผู้ใหญ่ พวกเขาล้วนเขียนตอบในการบ้านว่าเห็นด้วยกับแนวทางนี้ (ถูกแล้ว! มันเป็นอาหารขยะ! จะอยากได้ไปทำไม!) พวกเขาไม่คัดค้านตอนได้ยินพวกผู้ใหญ่บอกว่าต้องจำกัดการกินขนมของพวกเรามากขึ้นเพราะต้องการปกป้องพวกเราจากภัยคุกคาม แน่นอนว่าที่โรงเรียนจะควบคุมการกินอาหารขยะเข้มข้นกว่าที่บ้าน
วันหนึ่ง ฉันตัดสินใจถามญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ฉันสังเกตจนแน่ใจว่าไม่ใช่พวกเกลียดของหวานแบบเข้ากระดูกดำว่า
“ทำไมผู้ใหญ่ถึงกินขนมได้เยอะกว่าเด็กคะ?”
ผู้ใหญ่ท่านนั้นเพียงแค่ยิ้มเอ็นดูในความไร้เดียงสา ก่อนเอ่ยด้วยคำตอบเคลือบน้ำเชื่อมที่ทำผู้ฟังรู้สึกหวานจนแสบคอ
“เพราะผู้ใหญ่รู้น่ะสิ ว่าควรกินมากแค่ไหนถึงจะพอดี แต่พวกหนูไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย…”
ต่อให้เคลือบน้ำเชื่อม น้ำตาล น้ำผึ้ง หรือสารให้ความหวานใดมากแค่ไหน ทว่าเนื้อแท้ยังคงเดิม น้ำเสียงและแววตานั้นสะท้อนเจตนาที่แท้จริงจนทะลุชั้นคำหวานที่อุตส่าห์เคลือบมาอย่างดี เขาเป็นดาวเหนือหรือเข็มทิศชี้ทางให้เด็กหลงทางเดินไปยังเส้นทางที่ถูกที่ควร ไม่ได้เป็นพระผู้ไถ่ที่จะมาปลดปล่อยพวกเรา แต่เป็นหนึ่งในผู้ใหญ่อีกหลายๆ คนที่กำลังแย่งขนมไปจากพวกเรา พร้อมคำตอบราดน้ำผึ้งเดือนห้าว่า “เป็นห่วง” ฉีกยิ้มหวานให้เด็กที่ยอมมอบลูกกวาดของตนให้แต่โดยดี แล้วหันไปดุด่าเด็กที่อิดออดไม่ยอมคืนขนมของตนให้คนมากประสบการณ์กว่าจัดการให้
พวกผู้ใหญ่หาได้ระแคะระคายว่า ฉันในคราบหนูน้อยผู้สยบยอมได้จุดประกายไฟริบหรี่ขึ้นมาในจิตใจแล้ว เป็นเปลวไฟจวนมอดในที่รโหฐาน จำต้องเก็บซ่อนนานนับปีอย่างทะนุถนอมให้รอดพ้นจากละอองน้ำลายเคลือบคำหวานของพวกผู้ใหญ่ ปกป้องไม่ให้ดับจากกระแสสังคมที่พัดพาให้เจ้าของดวงใจสับสนในหนทาง ฉันควรดันทุรังรักษาเปลวไฟน้อยๆ นี้ต่อไป หรือปล่อยให้มันดับไปเสีย
พวกเขาชวนให้เราเชื่อว่าถ้ากินหวานมากไปเราจะตาย ชีวิตจะล่มจม พบกับวิบัติในท้ายที่สุด แต่ฉันเห็นมากับตาแล้ว ผู้ใหญ่หลายคนดื่มด่ำกับของหวานหลังอาหารมื้อหลักอย่างไร้กังวลถึงผลเสียที่จะตามมาดังที่เคยขู่พวกเราไว้ ขนมหวานออกฤทธิ์ทำร้ายแค่เด็กหรืออย่างไร
ถ้าเป็นความจริง เมื่อใดที่อายุของฉันข้ามเส้นพรมแดนของความไร้เดียงสา ฉันจะกินของหวานให้มากที่สุด!
บัดนี้อายุฉันผ่านเส้นแบ่งนั้นมาพอควรแล้ว แม้จะไม่ได้กินของหวานอย่างเต็มที่แบบที่เคยฝันไว้เมื่อยังเล็ก แต่โฆษณาชวนเชื่อของพวกคนแก่เริ่มไม่ได้ผลอีกต่อไป ทั้งกับฉันที่เลยวัยไม่รู้ประสาและเด็กที่พวกเขาสบประมาทว่าไร้เดียงสา พวกเด็กๆ หลายคนกล้าปฏิเสธไม่ยกขนมหวานชิ้นสำคัญที่กอดแน่นแนบอกให้ครูที่ยื่นมือมายื้อแย่ง เกิดเป็นการปะทะระหว่างผู้ที่ต้องการเก็บรักษาขนมของผู้อื่นในคราบของความปรารถนาดีกับผู้ที่ต้องการชิมขนมของตนไปทีละนิดเพื่อเรียนรู้รสชาติของชีวิตอย่างเต็มที่ด้วยตนเอง พวกเขามีความกล้าหาญแบบที่ฉันไม่เคยมี
จาก “พวกหนูน้อย” สู่ “พวกผู้ใหญ่” น่าขันที่บทบาทคนเราเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันเพราะจำนวนปีที่ใช้บนโลกเผอิญเกินเส้นที่เขาขีดไว้ จากเด็กที่ถูกห้ามไม่ให้กินหวานมากไปเพราะแมงจะกินฟัน กลายเป็นผู้ใหญ่ที่กินขนมได้ทุกที่ ทุกเวลา กระทั่งกินแทนข้าวยังไม่มีใครมาบ่นว่า เพียงแต่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการกินหวานจนเกินปริมาณที่ “เหมาะควร” เท่านั้นเอง
ถ้าฉันรักษาปริมาณขนมหวานที่กินให้อยู่ภายใต้ปริมาณที่พอเหมาะพอควรของสังคม ฉันจะไม่ถูกลงโทษใช่ไหมนะ บทลงโทษของพวกผู้ใหญ่ที่ต้องการขนมหวานเพิ่มดันไม่ได้จบลงเพียงไม้เรียวหรือเสียงตวาด เพราะฉะนั้นฉันขอกินของหวานตามปริมาณที่กฎหมายกำหนดไว้จะดีกว่า ฉันยังไม่อยากเสี่ยงไปกินข้าวแดงหลังลูกกรงเพียงเพราะร้องขอขนมหวานของพวกเราทั้งหมดที่ถูกยึดไปคืน พวกผู้ใหญ่ของบ้านเมืองอาจป้อนคำหวานใส่พวกเราเช่นเดียวกัน แต่เจตนาของพวกเขาช่างแจ่มชัดว่าไม่ได้ทำไปเพราะรักหรือห่วงใยดังที่พวกผู้ใหญ่ในครอบครัวหรือโรงเรียนเคยพร่ำกล่อมพวกเราเลย
เปลวไฟในใจฉันใกล้จะมอดดับเต็มที กระแสสังคมช่างโหมกระหน่ำจนกองไฟน้อยๆ ที่อุตส่าห์เก็บรักษาในหลืบลับของหัวใจยังจวนเจียนจะวูบหาย หากฉันไม่เติมเชื้อเพลิงเสียตอนนี้ ฉันคงจะกลับไปเป็นเด็กน้อยผู้สงบเสงี่ยม ปล่อยให้น้ำลายและแรงลมจากผู้ใหญ่และสังคมดับแสงแห่งความหวังลงไป
เนื้อหา : ครวญคราม
พิสูจน์อักษร : พิชชาภา หัวใจแก้ว และ ชรัสมิ์ญดา บุญปวัน
กราฟิก : ginger cat