
เธองามเช่นนั้น
เธองามเช่นนี้
งามพริ้งพรายไร้ที่ติในตาฉัน
—
กาลครั้งหนึ่ง นักเขียนที่ฉันหลงรักเคยรำพันเอาไว้
งานเขียนทำให้เขาได้เข้าใกล้กับสิ่งที่รักมากขึ้น
ได้ขยับเข้าไปทีละก้าว ครึ่งก้าว จากผืนดิน ขึ้นสู่สวรรค์
ได้จมดิ่งลงไปยังก้นมหาสมุทร
ได้ร่วงหล่นลงลึกยังหุบเหวไร้ก้นบึ้ง
แล้วก็— ได้ตกหลุมรักมากขึ้น
มากมายอย่างที่ทั้งวิญญาณก็ไม่ขอรับคืนกลับ
“เขาจากไป”
“จากตายน่ะ”
“ดีกว่าจากเป็นเยอะเลย”
ฉันเล่า แต่เพื่อนร่วมโต๊ะหัวเราะ กล่าวว่าฉันมาผิดที่แล้ว หากจะร่ายกลอนก็ควรเข้าซาลอน ผู้มีการศึกษามากมายที่นั่นคงพร้อมจะรับฟัง ไม่ใช่ขี้เมาโขยงหนึ่งที่สนเพียงว่าเหล้าผสมน้ำนี่แพงขึ้นจากเดือนก่อนกี่เหรียญ
ฉันส่ายหน้า ตอบกลับไปว่า “เพราะพวกเขาเมามายจึงจำไม่ได้ว่าฉันพูดอะไรออกไปบ้าง วันพรุ่งก็ลืมเสีย ดีแล้ว”
“นั่นน่ะซี แล้วคนที่ยังจำได้อยู่ต้องทำอย่างไร”
คำพูดนั้นถูกใจฉันอยู่มาก ในยามที่พยักหน้ารับ น้ำเสียงก็คล้ายจะฟังดูกระตือรือร้นขึ้นไม่น้อย “ก็จำต่อไป ไม่เห็นเป็นอะไรเสียหน่อย”
เพื่อนร่วมโต๊ะไร้นามส่ายศีรษะ ไม่รู้ว่าหน่ายใจหรืออดเสียมิได้ ในที่สุดแล้วก็กระดกแก้วต่ออย่างเงียบงัน
สาวน้อยด้านข้างเพียงแนบแก้มตนลงบนสองอุ้งมือ ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีรอฟังเรื่องซุบซิบซึ่งไม่เกี่ยวกับหล่อนต่อไป
อันที่จริง การเล่าเรื่องคนตายขายคนเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่วิสัยปรกติฉันเท่าไหร่ ตายไปแล้วก็ตายเถอะ อย่าได้ทำให้คนเป็นต้องตายตามไปด้วยเลย ติดก็เสียที่ว่านักเขียนไร้วิญญาณผู้นั้นฝากฝังให้ต้องขานต่อ
“ทำไมคนชอบเหล้า”
“แล้วทำไมจะไม่ชอบ”
ฉันที่เตรียมคำคมโก้เก๋ไว้สองสามประโยคแล้วเตรียมจะร่ายมันออกมามีอันต้องชะงักไป ในที่สุดก็ทำได้เพียงพยักหน้ารับอีกครั้ง “นั่นซี”
ความจริงแล้วฉันไม่ใช่คนกะล่อนเหมือนพวกกวีที่มักยืนร่ายกลอนเล่นกลที่ริมจัตุรัสหรอก แล้วก็ไม่ได้ขี้เหล้าขี้ยาด้วย นานครั้งบ้างจะจิบวิสกี้ บ้างละเลียดซิการ์หลังมื้อค่ำ ส่วนกิจวัตรอันเป็นประโยชน์ต่อตนอย่างอ่านหนังสือหรือเข้าร่วมเสวนาวรรณกรรมนั้นไม่มีเสียหรอก ด้วยเวลาว่างล้วนหมดไปกับการเฝ้าฟังเสียงเครื่องพิมพ์ดีดดังต๊อกแต๊กเสียแล้ว แต่กระนั้นก็เข้าใจดียิ่งว่าทำไมผู้คนจึงวนเวียนไม่ห่างไปจากเมรัยสีใสพวกนี้
เพราะเสพติดไปแล้วเลยก้าวไม่พ้นนี่เอง
การชักนำบทสนทนาไปในทางที่ต้องการนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย พาลพาให้ก่นด่าคนตายในใจอีกตลบ แต่พอสั่งเบียร์แก้วใหม่เสร็จสรรพก็ปลงทันที เอาเถิด เอาเถิด อย่ากระนั้นกระนี้เลย อย่างไรเสีย วันพรุ่งทุกคนก็ลืมไปเอง
สาวน้อยถึงคราเมียงมองด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างเสียมิได้
“ทำอย่างไรนักเขียนจึงเป็นนักเขียน”
ไร้นาม— จะเรียกเช่นนี้ก็แล้วกัน เขาไม่ยอมบอกชื่อตนสักที “ไร้นาม” ไม่ตอบอีกแล้ว อาจหมายความว่าเขาก็ไม่รู้ หรือเขารำคาญที่ฉันเพ้อพกปรัชญาน่าเบื่อมากมายในสถานที่เช่นนี้
ฉันจดทดไว้ในใจ ภายหลังจะกลับไปทบทวนเสียใหม่
“กระแสสำนึกเป็นเพียงลวงหลอก ทุนนิยมต่างหากของจริง”
เขาชอบข้อความนี้มาก ถึงขนาดเขียนแปะฝาผนังเอาไว้ ครั้นยามจะลงมือเขียนกวีสักบท หรือคำอุทิศสำหรับหนังสือสักเล่ม ก็จะเริ่มตบตีกับตัวเองว่านี่คือกระแสสำนึกหรือกระแสนิยมกันแน่
หากรักตนจนตัวตายก็ไม่แคล้วต้องพ่ายให้ทุนนิยม แขวนปากกา กลับไปเร่หางานบนท้องถนน หากไม่รักตนแล้วเลือกคว้าเงินก็คงจะคลุ้มคลั่งด้วยทอดทิ้งดวงใจไปกับมือ สุดท้ายต้องจบลงยังเตียงผู้ป่วยอยู่ดี
ไม่ว่าจะเลือกทางใด หากกลายเป็นนักเขียนแล้วก็ล้วนมีจุดจบต้องเป็นบ้าทั้งสิ้น
เขาบอกว่าเขาเองก็เป็นบ้าไปแล้ว ฉันส่ายหน้าแล้วเหน็บแนมในใจ
พวกนักเขียนนี่ประหลาดจริงเชียว
เขาเคยถามฉัน ถ้าขายวิญญาณได้ จะขายมันหรือไม่
แน่นอนว่าในฐานะคนที่ยังมีสติสัมปชัญญะอยู่เต็มร้อย ฉันกระดกเหล้าเถื่อนที่เหลืออยู่ครึ่งขวดจนหมดแทนอีกฝ่าย แล้วหันกลับไปร่ายเสียยาวเหยียด ปิดท้ายด้วยการโซซัดโซเซไปควานหาน้ำมนต์ขวดเล็กจากตู้ไม้มะฮอกกานีริมหน้าต่าง
“ถ้าวิญญาณของพวกเรามีค่ามากพอ นักเขียนร้อยคนจากร้อยคนย่อมยินดีขายมันแลกกับเศษเสี้ยวดวงใจของผู้คนแน่นอน”
เขาว่า ดวงตาเลื่อนลอยด้วยฤทธิ์น้ำเมา มองเลยผ่านไป ไม่รู้ตกยังที่ใดในห้องเช่าคับแคบนี้ ฉันจับความน่าเชื่อถือในประโยคนั้นหารสิบ ด้วยเกรงจะเป็นเพียงการพร่ำเพ้อจากความเครียดที่รุมเร้า
“ทำไมผู้คนถึงอยากถูกจดจำ” ฉันสงสัย
คราวนี้สาวน้อยตอบ “เพราะในความทรงจำ เรานั้นเลิศเลอกว่าความจริงเสมอ”
ฉันไม่ได้อะไรจากการคุยกับพวกเขาเลย
ความทรงจำเลือนรางอย่างหมอกควัน เห็นๆ อยู่แท้ๆ แต่พอคว้าเข้าไปก็แตกออกเป็นละอองเล็กกระจ้อยร่อย แล้วจางไปจนไม่เหลืออะไรไว้ แม้กระนั้นก็รู้ว่าคงอยู่ แล้วที่ไหนสักแห่งการคงอยู่นั้นก็เปลี่ยนแปลงบางสิ่งไป
พอรุ่งเช้ามาก็เหลือเพียงหัวที่ปวดตุบจากการดื่มแอลกอฮอล์ราคาถูกเกินปริมาณแพทย์กำหนด ทั้งยังต้องหอบสังขารไปสารภาพบาปหน้าหลุมศพเขาว่า นักเขียนผู้เคร่งขรึมถูกฉันนินทากลางวงเหล้าจนไม่เหลือเค้าดี
สุดท้ายจึงได้แต่สัญญาว่าดาฟเนแรกของทุกฤดูหนาวจะมาประดับบนป้ายหินของเขาเป็นการแลกเปลี่ยน
คำจารึกของเขาไม่สั้นไม่ยาว คงเป็นเพราะเจ้าตัวเลือกเองกับมือจึงดูๆ ไปแล้วก็ไม่เลวเลย
ต้องเรียกว่า สมเป็นนักเขียนที่ขายวิญญาณตนไปแล้วจริงๆ ด้วย
ฉันอ่าน ฉันเขียน
กระนั้นฉันจึงคงอยู่
เนื้อหา : จรุงจัณฑ์
พิสูจน์อักษร : วรวลัญช์ วงศ์อามาตย์ และ ชรัสมิ์ญดา บุญปวัน
กราฟิก : ginger cat