ทบทวนโมงยามที่เหลืออยู่ ผ่านการตระหนักคุณค่าของขีดจำกัดและความชั่วคราวใน “ชีวิตเรามีแค่สี่พันสัปดาห์”


ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร ไม่ว่าจะยอมรับหรือเจ็บปวดกับการมีอยู่ ตัวตนของเราอาจถูกมองว่าไม่สลักสำคัญจำเป็นในสายตาใครบางคนและบางครั้งแม้แต่ตัวเอง แต่เราก็เกิดขึ้นมา มีตัวตนและกำลังถูกจองจำอยู่ในจำกัดเวลาที่มิอาจรู้ขอบเขตแน่ชัด มิอาจรู้สาเหตุของการมีอยู่ ช่างคลุมเครือ สับสน ไร้แก่นสาร… 


เมื่อมีอยู่ก็ต้องมีดับ… ในบรรดาสิ่งอันที่ผูกร้อยเชื่อมโยงกันด้วยคุณสมบัติของความไม่ชัดเจนผันแปรไม่แน่นอน “ความตาย” กลับไม่เป็นเช่นนั้น ใช่ มันอาจสับสน ลึกลับ น่าพิศวง แต่มันแน่นอนและรอคอยเราอยู่ที่ปลายทางอย่างไม่อาจหลีกหนีได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


มรณานุสติ (Memento mori) “จงพึงระลึกถึงความตาย” คำสอนคำกล่าวที่พบได้ในหลายความเชื่อ แนวคิดที่เราต่างรู้จักเป็นอย่างดี แต่มันช่างเป็นสิ่งไกลตัว ในยุคสมัยที่ผู้คนต่างเร่งรีบและถอดตัวเองออกจากความเป็นจริง เรารู้จักแต่นานครั้งที่จะรู้สึก ผู้คนในยุคที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมวัตถุนิยมทางโลกและการแสวงหาความก้าวหน้า จมดิ่งไปในห้วงภวังค์การเอาตัวรอดจากระบบเศรษฐกิจ ต่างหลงลืมและใช้ชีวิตราวกับตนเป็นอมตะอย่างไรอย่างนั้น ทั้งที่ความเป็นจริงความตายยังอยู่ตรงหน้าและรอคอยเราทุกคน ไล่ตามหลอกหลอนในบางคำนึงคิดที่จิตอ่อนแอ


ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อเราต่างหลงลืมว่าเรามีข้อจำกัด จึงนำมาซึ่งรากฐานทางความคิดที่ผิดมหันต์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรากับเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดผลิตภาพ (Productivity) ซึ่งเน้นการพยายามบรรลุเป้าหมายต่างๆ ในปริมาณมากที่สุด มากจนเพดานความคาดหวังและความสำเร็จขยับขยายอย่างไม่มีทีท่าจะสิ้นสุดขัดแย้งกับเวลาที่มีอย่างจำกัด หนังสือ “ชีวิตเรามีแค่สี่พันสัปดาห์” โดย Oliver Burkeman จึงเป็นการพยายามอธิบายและหาแนวทางที่จะ “ปรับสมดุล เพื่อให้เห็นว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือที่เราจะค้นพบหรือรื้อฟื้นแนวคิดบางอย่างเกี่ยวกับเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์ที่แท้จริงของชีวิต ซึ่งก็คือระยะเวลาอันแสนสั้นจนน่าโมโหและความเป็นไปได้ต่างๆ อันพร่างพราวในช่วงเวลาสี่พันสัปดาห์ของเรานั่นเอง” (Burkeman, 2022, p. 3) ในแต่ละบทตอนของหนังสือล้วนผูกโยงในเรื่องเหล่านี้ หยิบยกทฤษฎีเกี่ยวกับเวลาและการบริหารเวลา และเน้นย้ำให้เห็นว่าต้นตอปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้จัดการชีวิตได้ล้มเหลวไม่เป็นท่านั้นมาจากความเข้าใจที่ผิดว่าด้วยเรื่อง “เวลา” ของพวกเราเอง


ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าหรือคาดหวังจนเกินความจริง


ผู้คนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิ่งที่อยากทำและสิ่งที่ทำได้จริง คนในยุคก่อนสมัยใหม่ที่เคร่งครัดในศาสนาไม่มีปัญหาดังกล่าวนี้ (อย่างน้อยก็ในสังคมวัฒนธรรมคริสต์) เพราะพวกเขาเชื่อในโลกหลังความตาย ชีวิตบนโลกมนุษย์เป็นเพียงสิ่งรอง รองจากละครฉากใหญ่สำคัญในวันพิพากษาที่กำลังจะมาถึง แต่เมื่อคนเลิกเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย ทุกสิ่งทุกทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับว่าจะใช้ชีวิตนี้อย่างไรให้ “คุ้ม” ที่สุด และเมื่อแนวคิดเรื่อง “ความก้าวหน้า” ครอบงำสังคมในเวลาเดียวกัน ประวัติศาสตร์ที่มีแต่จะพัฒนาไปข้างหน้ากลับสร้างความเจ็บช้ำให้กับพวกเขาเมื่อใดก็ตามที่ตระหนักได้ว่า “ชีวิตที่แสนสั้นนี้” ไม่อนุญาตให้พวกเขาได้เห็นและทำให้พลาดทุกสิ่งในอนาคต ผลที่เกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างนี้คือ การออกไปใช้ชีวิตให้มากที่สุดเพื่อชดเชยคืนวันอันน่าเสียดายที่จะไม่ได้ประสบ ทว่า การเริ่มต้นด้วยแนวคิดเช่นนี้และการพยายามเพิ่มประสบการณ์ให้ “มากเท่าที่จะมากได้” ไม่มีทางทำให้พึงพอใจและขัดแย้งกับเป้าหมายทั้งที่ยังไม่ถึงปลายทาง นี่เป็นการ “พยายามสวาปามประสบการณ์ต่างๆ ที่โลกนี้เสนอให้ เพื่อที่จะได้รู้สึกราวกับว่าคุณได้ใช้ชีวิต อย่างแท้จริง” (Burkeman, 2022, p. 42) แต่โลกมีสิ่งที่พร้อมจะให้เราอย่างไม่มีที่สิ้นสุด มันมากเกินกว่าที่ชั่วชีวิตมนุษย์ทั้งคนจะสามารถมีประสบการณ์เหล่านั้นทั้งหมดได้ แม้จะขวนขวายหาประสบการณ์เท่าไร มันก็จะยังคงเป็นเพียงกองทรายในมหาสมุทรแต่เพียงเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในท้ายที่สุดก็คือ คุณไม่ได้ใช้ชีวิตคุ้มค่าเท่าไรนัก ช่องว่างของความหวังนั้นก็ยังไม่ได้ถูกเติมเต็ม และมันช่างเหนื่อยเกินรับไหวในการเดินไปในเส้นทางที่ชี้นำโดยความหวังที่ไม่มีทางเป็นจริง


เมื่อกลับมาพิจารณาข้อจำกัดของชีวิตด้วยประเด็นดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าใครจะอยากใช้ชีวิตให้คุ้มค่า หากแต่การทบทวนคุณค่าและสำรวจกระบวนการก็เป็นสิ่งที่ควรคำนึง เพื่อที่เราจะเดินหน้าต่อไปโดยได้ผลลัพธ์ตรงตามเป้าประสงค์ที่ต้องการหรือถ้าจะให้พูดอย่างง่ายก็คือ “หากลองลดความคาดหวังใดๆ ลงมาบ้าง คุณอาจจะไม่เจ็บปวดเท่าที่เคยเป็น”


คุณค่าของความจำกัด และความชั่วคราว


“คำถามที่แท้จริงเพียงข้อเดียวของการมีอยู่อย่างจำกัด คือเราจะยอมเผชิญหน้ากับมันหรือไม่” ไม่… ไม่ใช่ยังไงเราก็ต้องเผชิญกันทั้งหมดไม่ใช่หรือ ต้องเป็น เราจะตระหนักกับสิ่งที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเผชิญได้หรือเปล่า และห้วงเวลาที่เหลือก็อาจไม่มากอย่างที่รู้สึกสบายใจเสียด้วยซ้ำ เราอาจไม่ได้เป็นไปตามคนส่วนใหญ่ไปเสียทุกเรื่องก็ได้ อาจมากกว่าค่าเฉลี่ยหรือน้อยกว่าค่าเฉลี่ย การตระหนักรู้ในเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่าหดหู่เลยสักนิด แต่เป็นทางเดียวที่มนุษย์ผู้มีชีวิตจำกัดจะได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และก้าวไปสู่การมีสัมพันธ์ที่แท้จริงกับชีวิตของตนเอง


หากเราเอาความจำกัดนั้นมาเทียบเคียงกับความเป็นนิรันดร์ ภาพดังกล่าวจะชัดเจนขึ้น “ถ้าคุณคิดว่าชีวิตไม่มีวันจบสิ้นก็คงไม่มีอะไรสำคัญอย่างแท้จริง เพราะคุณจะไม่มีวันได้เผชิญหน้ากับการต้องเลือกว่าจะใช้เสี้ยวชีวิตอันล้ำค่าของตนไปกับอะไร” (Burkeman, 2022, p. 56) และนี่คงทำให้ราวกับว่าไม่จำเป็นต้องทำอะไรกับเวลาที่มีเลยเพราะยังคงมีวันถัดไปอยู่เสมอ การรู้ดีว่าเราจะไม่ได้อยู่ตลอดไปต่างหากที่ทำให้สิ่งต่างๆ ที่ทำมีคุณค่า เพราะเราอาจไม่ได้มีประสบการณ์อย่างที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้อีกแล้ว 


และเราจะใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง เมื่อใดก็ตามที่เราตระหนักและกล้ายอมรับที่จะเผชิญกับความแน่นอนของความตาย หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นการตระหนักอยู่เสมอว่าเรามีโมงยามที่เหลืออยู่อย่างจำกัดเพื่อจะได้ใช้ปัจจุบันในแบบที่มีความหมายสำหรับตัวเราขณะนั้น มิใช่เผื่อมีสุขในวันข้างหน้า ความสุขที่ไม่มีอะไรยืนยันกับเราได้ว่ามีอยู่ที่ปลายทางนั้นจริงๆ 


ท้ายที่สุด อย่างไรก็ตามในการอ่านหนังสือหมวดพัฒนาตนเองหรือแม้แต่หนังสือที่อ้างว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือแนวปฏิบัติต่างๆ สิ่งสำคัญไม่ใช่การจำจดทุกกระบวนความคิดและทฤษฎีอย่างเคร่งครัด หรือเชื่อผู้เขียนไปเสียทุกตัวอักษร สิ่งสำคัญคือความสามารถในการมองหนังสือดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งตัวบท ตัวบทอันร้อยโยงกับตัวบทที่เรียกว่าชีวิตของเรา ปล่อยให้ตัวบททั้งสองและตัวบทอื่นๆ ได้พูดคุย ขัดแย้ง คัดกรอง สื่อสารกันอย่างเป็นอิสระ และสุดท้าย คือการหยิบใช้แต่แก่นสาระที่เป็นประโยชน์จากข้อความเหล่านั้น


“หวังว่าคุณจะใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี และใคร่ครวญทบทวนถึงโมงยามที่เหลืออยู่เป็นประจำ”


เนื้อหา : กฤติน จันทร์โชติเสถียร

พิสูจน์อักษร : นูรีฮะห์ เง๊าะ และ ปุณณิศา

กราฟิก : juillet.