
เขาเงยหน้า มองดูป้าย มิ่งขวัญเอกสาร ในฟ้าสางแรกหลังรัตติกาลมืดมน ตัวอักษรสีทองสื่อถึงกิจการที่มั่นคง นำพาเงินทองไหลมาเทมา อักษรนูนขึ้นจากผิวพื้นหลังสีดำสนิท โดดเด่นในแบบที่เขาชอบ
วันนี้เป็นฤกษ์ดี เขาจึงตัดสินใจเปิดร้านเป็นวันแรก ภายในคูหานี้มิได้มีการตกแต่งให้งามตา ก็มีเพียงแต่การทาผนังให้เป็นสีเขียวเหนี่ยวทรัพย์ และการปูกระเบื้องลายเหรียญจีนเท่านั้นที่เขาใส่ใจเป็นพิเศษ ส่วนที่เหลือเป็นข้าวของเครื่องใช้ทำมาหากินทั้งสิ้น อย่างเครื่องถ่ายเอกสารเครื่องใหญ่ คอมพิวเตอร์ และกองกระดาษหลายขนาด หลายแกรม หลายรูปแบบ
เมื่อพึงใจกับป้ายสวยงามสะดุดตาดั่งที่สั่งทำ เขาเลื่อนสายตามาทางประตูเหล็กยืดที่ถูกดันเปิดกว้างเอาไว้ก่อนหน้านั้น ทำให้เห็นภายในร้าน ฝั่งซ้ายมือเป็นพื้นที่ของคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ขวามือคือพื้นที่ของเครื่องถ่ายเอกสาร และมีชั้นวางสี่ชั้น สูงพอ ๆ กับตัวเขา ชั้นสามเป็นที่อยู่ของกระดาษหลากรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษแข็ง กระดาษการ์ด กระดาษสี ส่วนชั้นสองมีสันรูดพลาสติก สันห่วง สันกระดูกงูเรียงนอนแน่นเต็มชั้นวาง ลึกเข้าไปด้านในเป็นพื้นที่พักรอลูกค้าเข้าร้านของเขา ส่วนชั้นสองของอาคารเป็นที่สำหรับอยู่กิน ไม่ใหญ่เกินให้ความเหงาเริ่มก่อตัว เพียงพอให้ซุกหัวนอนและตื่นลุกไปทำงานด้วยการเดินเท้าลงบันไดมาชั้นล่าง
นับตั้งแต่วินาทีที่เขาเรียนจบจากม.อ. ก็เกือบสามปีแล้ว การต้องต่อสู้ฝืนเรียนในวิชา คณะ และมหาลัยที่ไม่ถูกใจ ทำให้ความทะเยอทะยานพุ่งสู่การเป็นแรงงานในสายอาชีพที่ตรงกับที่เขาเพียร (อดทน) ร่ำเรียนมาไร้ความหมาย น่าเบื่อ ซังกะตาย เขาต้องการพัก ต้องการบางอย่างที่จะต่อลมหายใจ แสงสว่างเรืองรองที่ไม่ใช่แสงไฟประดิษฐ์ของร้านเหล้าส่องสะท้อนลงบนแก้วเบียร์พอดิบพอดียามยกดื่ม ด้วยเหตุฉะนี้ เขาจึงซมซานกลับบ้าน ขอแม่ให้เขาได้หลับเต็มอิ่ม ไร้ซึ่งความเครียดจากการเรียนสักพักหนึ่ง อย่างมากคงปีเดียวก็มากโขแล้ว ที่ไหนได้ ไม่ว่ากี่คืนที่เวียนผ่าน เขาก็ไม่พบไฟใดเลยที่สามารถปลุกเขาให้ปรารถนาจะลุกขึ้นไปหางานทำ มีเพียงเตียงและยิมเท่านั้นที่เขาเวียนซ้ำอย่างเบื่อหน่าย เป็นเช่นนี้เรื่อยมา จนเวลาผ่านพ้นไปสองปีเศษ จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาได้ยินเสียงแม่พูดคุยไม่ยั้งหยุด
บ้านของเขาเป็นร้านเสริมสวย ลูกค้าแวะมาไม่ถี่บ่อย แต่ก็ไม่ห่างจนเงียบเหงา ปกติเมื่อมีลูกค้าเข้า เขาจะนอนไถโทรศัพท์อยู่ในห้องซึ่งอยู่ด้านหลังร้าน วันนั้นเขาเปลี่ยนจากชุดลำลองเป็นชุดสำหรับออกกำลังกาย เพื่อที่จะไปยิมแถว ๆ บ้าน เสียงแม่ยังคงเจื้อยแจ้ว เดาว่าคงคุยกับลูกค้าที่มาใช้บริการประจำ ถึงได้พูดไม่ยั้งหยุด เขาขาดเพียงถุงเท้าอีกข้าง มองหาเท่าไรก็ไม่เจอ ถุงเท้าข้างนั้นของเขาหายไปในซอกหลืบสักแห่งของบ้านชั้นเดียวหลังเล็กกระจิด เขาอยากจะตะโกนถามแม่ แต่ก็ไม่อยากรบกวนคนที่กำลังคุยอย่างออกรส จึงคุ้ยหาเอาเองจากตระกร้าผ้าที่ยังไม่ได้ซัก ซึ่งตั้งอยู่ข้างประตูที่เชื่อมกับร้านเสริมสวย
“ลูกพี่นะ ส่งเรียนม.อ. จนจบ บอกจะไปอยู่หอใกล้ๆก็ให้ ส่วนค่าอยู่ ค่ากินก็ส่งให้มันตลอด แต่เนี่ย สอง อีกนิดจะสามปีแล้ว กลับบ้านมานอนกินบ้านกินเมือง ไม่ยอมออกไปหางานทำสักที พี่พูดจนจะไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว ถึงหนี้จะเคลียร์ใกล้หมด แต่น้องนึกออกไหม พี่คงหาเงินมาเลี้ยงมันจนแก่ตายไม่ได้หรอก ไม่ใช่จะแช่งตัวเองนะ แต่อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้าพี่เป็นอะไรขึ้นมา มันจะอยู่ได้ยังไง จะเอาเงินจากไหนเล่า”
เจอแล้ว ถุงเท้าคู่เก่าที่เขาเพิ่งใส่เมื่อวันก่อน เขาหยิบมันมาสวม สีเทาหม่นเหมือนอีกข้าง แต่ความยาวทำให้ดูออกอย่างเห็นได้ชัดว่าแตกต่างจับผิดคู่ แล้วจึงเปิดประตูเข้าตัวร้านเสริมสวย แม่ทักถามว่าจะไปไหน เขาบอกไปว่าจะไปยิม ออกประตูทางเข้าร้านพบหน้าลานบ้าน นับตั้งแต่นั้นมา เขาละอายเกินกว่าจะแน่นิ่งบนเตียงนุ่ม ละอายที่ชายหนุ่มอย่างเขาไม่อาจทำหน้าที่เลี้ยงดูครอบครัวได้ ละอายที่สิ่งเดียวที่เขาใช้เงินเก็บของตนซื้อให้แม่ได้ เป็นแค่กำไลร้อยหินสีเขียวมรกตสามสิบลูก เขาจึงวิ่งหางานให้วุ่น ท้ายที่สุดก็มาเจอป้าย ให้เช่า ติดต่อ XXXX เป็นตึกคูหาหนึ่ง ตั้งอยู่ท่ามกลางหอพักนักศึกษา ทำเลเหมาะเหม็ง เหมาะสำหรับให้เขาเริ่มทำอะไรสักอย่าง อะไรสักอย่างที่เขาจะไม่ถูกบงการโดยเบื้องบนหรือถูกระบบผูกรัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง อะไรสักอย่างที่คนยอมละทิ้งสิ่งที่อดทนอดกลั้นเรียนมา จนตอนนี้ไร้ตัวตนผูดติดกับคณะความรู้สาขาใด ๆ อะไรสักอย่างที่เขาพอจะทำได้
จนไปได้ยินเสียงพูดคุยแว่วดังจากกลุ่มนักศึกษาสาวชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังจับกลุ่มบ่นกับแม่ค้าชาใต้อย่างสนิทสนม น้ำเสียงฟังดูเหมือนจะมีปากเสียงทะเลาะเบาะแว้งกัน ทว่านั่นเป็นน้ำเสียงปกติของคนที่นี่ “แถวนี้มีร้านพรินต์บ้างไหมอ่ะ/ หาไม่ตะ นู้น ต้องไปอีกซอยหนึ่ง” เท่านั้น เขาจึงตัดสินใจโทร. ติดต่อเบอร์ที่ระบุไว้บนป้ายผูกแขวนคาประตูเหล็กยืด จัดการกู้ยืมเบ็ดเสร็จ มาจ่ายค่าเครื่องถ่ายเอกสารเกือบแตะแสน ส่วนของทำมาหากินที่เหลือก็เจียดเงินเก็บส่วนตัวมาบ้าง ถือเป็นการลงทุนที่เขาไม่เสียดาย เพราะเขาเชื่อว่ากำไรแม้ไม่งอกงามเร็วพลัน แต่ทำเลเช่นนี้ ที่ตั้งเช่นนี้ อีกไม่นานเงินจะหวนกลับมาหาเขา และมั่นคงผลิดอกต่อไป เขาเชื่อ และวาดฝันเช่นนั้น ยี่สิบห้าทั้งอายุ และเลขสองตัวท้ายของปี ปีนี้อาจเป็นปีของเขา
เขาเชื่อ…เขาเชื่อ
ผ่านมาหกเดือนแล้วตั้งแต่ร้านเปิดวันแรก ลูกค้าเข้ามาไม่เคยขาด น้องมัธยมมาถ่ายเอกสารแฟ้มสะสมผลงาน ครูบาอาจารย์มาพรินต์วิจัย น้องนักศึกษามาถ่ายเอกสารประกอบการเรียน วนเวียนแบบนี้ทุกวัน กิจการรุ่งเรืองมาพร้อมกับหกเดือนไร้วันหยุด แต่เขาก็สบายใจและพึงพอใจกับสภาพเช่นนี้ หากอาการหวนคิดถึงคนที่บ้านก็หาลู่ทางกลับมาหาเขาทุกค่ำคืน เขาจึงคิดตัดสินใจว่าจะปิดร้านสักสองสามวัน แล้วกลับไปเยี่ยมแม่ช่วงปลายพฤศจิกานี้
แต่คืนนั้น ฝนเริ่มกระหน่ำ
เป็นช่วงของปีที่หาดใหญ่จะเกิดน้ำท่วมเป็นปกติ พื้นที่ที่ร้านตั้งอยู่ไม่ได้อยู่ในจุดที่น้ำจะท่วมถึง ทว่าเขาก็ไม่ประมาท เตรียมกระสอบทรายวางกั้นทางเข้า ซื้ออาหารแห้ง ปลากระป๋องมาตุนไว้จำนวนหนึ่ง เทศบาลประกาศธงเหลือง เสียงฝนกระทบหลังคาอาคารบ้านเรือนกล่อมให้เขาง่วงซึมเร็วกว่าปกติ เขาจึงตรงขึ้นชั้นบน เอนกายหลับนอน ภายใต้ความหวังภาวนาให้ฝนพายุหยุดกระหน่ำตกให้ไว เมื่อถนนเริ่มแห้ง เขาจะปิดร้าน และกลับไปหาแม่
เขาสะดุ้งตื่นกลางดึกด้วยเหงื่อซึม อากาศหนืดเหนียวทำให้ศีรษะคันยุบยิบ ฝนกระหน่ำแรงกว่าเก่า เสียงก้องสะท้านของฝนเม็ดใหญ่ทำให้ขนลุกชัน เขาควานคว้าหาโทรศัพท์ในความมืด เปิดดูข้อความในเมสเซนเจอร์ เพื่อนเก่าจากสถาบันที่จบไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนส่งข้อความมา เป็นลิงก์โพสต์ของเทศบาล
ธงแดง ฉุกเฉิน… แต่ยังไม่มีประกาศให้อพยพ
และคำของนายกฯ “เชื่อใจในทีมเทศบาลหาดใหญ่ในการทำงานครับ มั่นใจในทีมเทศบาลครับ”
คำพูดนั้นยังคงก้องอยู่ในหูเขา หากชั่วครู่ที่ด้านนอกฝนยังคงสาดหนัก ไม่มีวี่แววว่าจะหยุดจะสิ้น เมื่อนั้น ราวกับว่าลางสังหรณ์บางอย่างไหลย้อนจากใต้เท้าขึ้นมาถึงกระดูกสันหลัง ไหลวูบจนมือไม้เริ่มกระตุกสั่น วินาทีนั้น เขาจึงตัดสินใจลุกพรืดลงจากเตียง เปิดไฟในห้องและวิ่งลงบันไดไปชั้นล่าง ในมืดมิดของชั้นล่าง ก้าวย่างสู่ขั้นสุดท้ายเปียกแฉะตรงฝ่าเท้า เขาพยายามหยุดใจหวั่นไหวด้วยการก้าวย่างอย่างเชื่องช้ากันไว้ไม่ให้ลื่นหล่น ฝ่ามือคว้าหาบางอย่าง ตัวแนบชิดผิงกำแพง เสาะหาสวิตช์ไฟชั้นล่างเพื่อทำลายมืดมน เมื่อพบสวิตช์ไฟ ความสว่างไล่อนธการหายไป เขาเห็นน้ำไหลบนพื้นชัดเจน กึ่งเดินกึ่งวิ่งกรูผ่านบริเวณนั่งรอลูกค้าซึ่งน้ำไหลเข้ามาถึงแล้ว ผ่านพื้นที่คอมพิวเตอร์ ผ่านเครื่องถ่ายเอกสารซึ่งน้ำไหลเข้ามาถึงแล้ว จนถึงจุดประตูทางเข้าร้าน ทั้ง ๆ ที่เขาวางกระสอบทรายกั้นด้านหน้าไว้เรียบร้อย แต่น้ำก็ไหลทะลักเข้ามาถึงแล้ว
บัดนั้น ความสับสนวิ่งพล่านทั่วร่างกาย
เคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ก่อน
เคลื่อนย้ายเครื่องถ่ายเอกสารก่อน
แต่…น้ำทะลักเข้ามาแล้วนะ…ตัวเขาคนเดียวจะยกทั้งหมดนี้ไหวแน่หรือ หรือสิ่งที่เขาควรทำอย่างแท้จริงคืออพยพออกจากที่นี่
ความสับสนแปลงร่างเป็นอาการหวั่นกลัว เขาตัดสินใจวิ่งขึ้นบันไดคว้าโทรศัพท์ กดหาเบอร์แม่ กล่อมสติไม่ให้เตลิดไปมากกว่านี้ พยายามอย่างมากที่จะลบภาพน้ำค่อยๆ ทะลักท่วมชั้นล่างจนข้าวของทำมาหากินของเขาพังไม่เหลือซาก พยายามหยุดใจไม่ให้หวั่นกับภาพการล่มสลายของกิจการที่กำลังไปได้ด้วยดี ทว่าไม่ว่าจะกดโทร. กี่ครา รอสายนานเท่าใด ไร้เสียงแม่ตอบรับ…
เขากำโทรศัพท์ไว้ในมือ เดินลงบันได ฝ่าเท้าแตะน้ำซึมอีกครั้ง คิดจะเปิดประตูออกเพื่อดูสถานการณ์ เสียงประตูเปิดออกถูกกลบด้วยเสียงฝนสาดแรง เขามองลอดผ่านช่องว่างของประตูเหล็กยืด เห็นกระสอบทรายก่อซ้อนเป็นกำแพงต้านน้ำสูงกว่าสีน้ำตาลเหลืองภายนอกไว้ไม่ไหว คะเนจากความสูงของระดับน้ำ อพยพหรือ…
ไม่ไหว
ไปไหนไม่ได้
ทำอะไรไม่ได้
ความหวังเลื่อนลอยเฮือกสุดท้าย คือการภาวนาขอฟ้าขอเทวดาให้ฝนหยุดตกในคืนนี้ เขาพยายามโทร. หาแม่หลายสิบสายจนแบตโทรศัพท์หมด จู่ ๆ ไฟก็ดับ ถูกตัดหลงเหลือเพียงมืดมัว ภาคใต้ที่หาไม่ฤดูหนาว ทว่าความวิตกกังวลหวั่นลึกผนวกกับความชื้นที่โอบกอดเขาราวกับผีเกาะติดตัวช่างหนาวเย็นจนกายสั่นเทิ้ม ทั้งการภาวนา ทั้งความวิตก ทั้งหมดนั้นทำให้เขาเหนื่อยล้าจนเผลอสัปหงกงีบหลับไปตรงขั้นบันไดทางขึ้นชั้นสอง
ไม่ว่าเขาจะเผลองีบหลับไปกี่ครั้ง จนฟ้าเริ่มสว่าง เมฆก็ยังมืดครึ้ม หามีแสงอาทิตย์สาดเข้ามาไม่ เสียงฝนยังดำเนินต่อ น้ำภายนอกยังคงไหลเชี่ยวแรง น้ำบางส่วนจากภายนอกไหลทะลักเข้าท่วมชั้นหนึ่งเรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ไม่มีวี่แววจะระบายออกหรือลดลง
เมื่อผ่านไปอีกวันหนึ่ง ยังคงไม่มีวี่แววที่น้ำจะลด
ผ่านไปอีกวัน ร้านถ่ายเอกสารของเขาได้กลายเป็นห้องเก็บน้ำมหาศาลโดยสมบูรณ์…
วันถัดมา เขาได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมแรงจากภายนอก เขาจึงออกไปดูตรงระเบียงชั้นสอง เห็นเจ็ตสกีวิ่งเข้ามาสองสามคัน ฝนยังคงโปรยปราย และเสียงเจ็ตสกีเคลื่อนผ่านก็ถูกกลบ หาใช่ด้วยเสียงฝน หากระงมด้วยเสียงร้องโหยหวน “ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยด้วย” เขาตัดสินใจรับเพียงอาหารช่วยเหลือ และปล่อยให้ผู้เฒ่าผู้แก่ละแวกนั้นอพยพไปก่อน ตัวเขาต้องการเพียงเสียงของแม่ แต่ความสิ้นหวังยังคงทวีคูณและดำเนินต่อ เพราะโทรศัพท์ใช้การไม่ได้ ทำได้เพียงเฝ้ามองระดับน้ำค่อย ๆ เขยิบก้าวขึ้นขั้นบันได ทีละขั้น…ทีละขั้นหากฝนยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ อีกไม่นาน ชั้นสองของเขาก็คงมีสภาพไม่ต่างจากชั้นหนึ่ง
จนท้ายที่สุด ในเช้าวันต่อมา ผีสางเทวดาก็ได้ยินคำสวดภาวนาอ้อนวอนทุกคืนวันของเขาสักที ฝนหยุดโปรยปราย เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาถึงคราจบ แต่จะให้วางใจมิได้ เพราะแสงอาทิตย์ยังไม่ปรากฏ
โชคดีที่วันนั้นไม่มีน้ำฝนเทลงมาอีก ข่าวดีอีกเรื่องนั่นคือน้ำค่อย ๆ ลด ขั้นบันไดที่ถูกมวลน้ำมหาศาลกลืนกินเมื่อไม่กี่วันก่อนเริ่มเผยกายรอดพ้นเหนือน้ำ จนท้ายที่สุด ร้านถ่ายเอกสารของเขาก็ถูกกอบกู้กลับมา หากการกอบกู้ครั้งนี้กลับไม่ต่างจากการเข้าร่วมสงคราม แม้ผลจะออกมาว่าฝ่ายเขาชนะ ผู้คนที่เสียไป เนื้อหัวใจที่หยุดเต้นลงมีเป็นร้อยเป็นพัน จะให้เรียกว่าชัยชนะก็ช่างขมขื่นและน่าละอายเกินกว่าจะประกาศชัยออกมาให้เต็มปาก เช่นกัน ชั้นหนึ่งของเขาไร้ซึ่งมวลน้ำแล้วก็จริง แต่ข้าวของทำมาหากินที่เขากู้เงินซื้อมา พังหมดสิ้น เครื่องถ่ายเอกสารล้มตึงไม่เป็นท่า คอมพิวเตอร์เคลือบโคลนดินจนไร้เค้าเดิม ชั้นวางนอนจมโคลน กระดาษ สันรูดกระจัดกระจาย เก้าอี้ไม้กลมที่เขาวางไว้รอลูกค้าขาหักจนเซล้มไปหลายตัว เหลือเพียงตัวเดียวที่ยังพอนั่งได้ไม่โคลงเคลงนัก เขาหยิบมันมาวางไว้หน้าร้าน และนั่งลง มองกองซากรถที่ทับซ้อนกันราวของเล่นเลโก้เด็ก มองซากขยะภูเขาใหญ่ มองผู้คนออกมาเดินอิดโรย เขาเห็นแม่ค้าร้านชาใต้เดินไปเดินมาพลางมองไปทั่วทิศเช่นเขา นางดูร่างซูบกว่าที่เคยเจอครั้งก่อน จนนางหันมาทางเขา มองเบี่ยงไปทางร้านชาของตนที่พังทลายไม่แพ้ร้านเขา แล้วอยู่ดี ๆ ก็ค่อย ๆ นั่งคู้ตัวอยู่กลางถนนที่รถไม่อาจสัญจร เสียงสะอื้นแว่วดังกำซาบสู่หัวใจ น้ำตาเขาก็เผลอไผล ไหลออกมา พึมพำ “ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยพวกเราด้วยเถิด” พวกเรายังคงจมอยู่ ในกองหนี้ ในกองซากปรักหักพัง ในกองความสิ้นหวัง ไร้ทางออกทางเดิน…
เมื่อไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ เขารีบชาร์จโทรศัพท์ทันพลัน ระหว่างล้างร้านด้วยอารมณ์หมองหม่น ก็อดกลั้นน้ำตาไม่ไหว ยิ่งเมื่อจินตนาการว่าจะได้ยินเสียงปลอบประโลมจากแม่ เขายิ่งอ่อนไหว พยายามจะเลิกคิดถึงความพินาศที่เขาได้เผชิญและรอดมาได้อย่างหวุดหวิดกระเซอะกระเซิง หากเมื่อโทรศัพท์ใช้การได้ ไม่ว่าจะกี่สายก็ไม่อาจนำพาเสียงแม่มาหาเขา เขาทำได้เพียงไล่โทร.หาญาติๆ ของแม่ที่กระจายอยู่ทั่วภาคใต้ ติดต่อได้บ้างไม่ได้บ้าง หากล้วนคนที่ติดต่อได้ต่างบอกว่าไม่สามารถติดต่อแม่ได้ คำตอบนั้นทำให้เขามวนท้องคล้ายจะคลื่นเหียนชอบกล โดยเขากลืนบางอย่างที่กำลังล้นออกปากลงไปด้วยการไถโซเชียลมีเดียอย่างไม่รู้จักหยุดจักยั้ง อนิจจัง ทั่วอินเทอร์เน็ตพบเพียงข่าวน้ำท่วม ยิ่งน่าสลดถึงความตายที่ถูกพราก ถึงความหดหู่ขมขื่น เขาจึงพยายามเลื่อนผ่านจนมาพบกับบัญชีเฟซบุ๊กของกู้ภัยคนหนึ่ง เขียนโพสต์ความเรียงยาว เนื้อความเต็มไปด้วยความสลด
“…น้ำท่วมครั้งนี้คือการสูญเสียครั้งใหญ่ที่กำลังถูกกลบฝัง ตัวเลขผู้เสียชีวิตถูกบิดเบือน ทั้งในหาดใหญ่และทั่วภาคใต้ครับ ทุกคนเสียหายกันหมด โดยเฉพาะวันนี้ที่ผมได้ออกมาช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้อง และได้มาเห็นกับตา แค่ในละแวกนี้ก็สิบสองศพเข้าไปแล้ว… คิดดูเถอะครับ หลายหลังเป็นอาคารชั้นเดียว มีเหล็กลวดกันโจรกันขโมยที่หน้าต่าง จะให้หนีออกอย่างไรล่ะครับ น่าสลดใจมากจริงๆ …”
เขากดดูภาพใต้โพสต์ เลื่อนเจอละแวกคุ้นเคย ทรงอาคารกระตุ้นความทรงจำ ใช้นิ้วแตะหน้าจอตวัดนิ้วขึ้นเพื่อเลื่อนลง เห็นภาพสลดชวนหดหู่ เห็นซากของพังทลายสิ้น และเห็นภาพร่างสวมเสื้อโหลๆ คลับคล้ายที่แม่ชอบใส่ ร่างนั้นสวมใส่กำไลหินสีเขียวมรกตสามสิบลูก แม้ใบหน้าจะถูกเบลอบัง เสื้อผ้าเปียกโชกแนบชิดจนเห็นรูปร่างโครงกาย กำไลสีเขียวที่คงจะชุ่มน้ำมาหลายวันแต่ยังคงคงสีสดใส เขายังคงจ้องมองภาพนั้น แม้ไม่ได้จ้องมองอีกแล้ว
น้ำค่อยๆ ทะลักอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ในกลางดึก ตื่นขึ้นมาบนความชื้นชุ่ม ร่างกายหนาวสั่นทั้งตัว กับข้าวลดน้อยลงทุกสองสามคำที่ตักเข้าปาก มือเท้าไม่เคยแห้ง ขี้เยี่ยวต้องใส่ถุง น้ำเริ่มขึ้นจนตัวลอย งับอากาศเฮือกสุดท้ายด้วยปาก และด้วยแรงอ่อนล้า บางครั้งฝืนใจดำลงไปที่หน้าต่าง มองเห็นเพียงมวลน้ำสีน้ำตาลหม่น และเหล็กดัดกันขโมย สุดท้ายน้ำตาก็รินไหล ค่อยๆ หยุดฝืนดึงพลังอันน้อยนิดและจมลงไป ในบ้านที่เป็นทั้งที่ทำมาหากิน ในบ้านที่ผ่านทุกข์ร้อนหนาวก็ยังหวนกลับมา ในบ้านที่กลายเป็นสุสานฝังศพนับหลายหน้า หนึ่งในนั้น คงเป็นแม่ของเขา…
เขาวางโทรศัพท์ลงแล้วเดินออกไปนอกร้าน ก้มหน้า มองดูป้าย มิ่งขวัญเอกสาร ในฟ้าสางแรกหลังรัตติกาลมืดมน ตัวอักษรสีทองสื่อถึงกิจการที่มั่นคง นำพาเงินทองไหลมาเทมา อักษรนูนขึ้นจากผิวพื้นหลังสีดำสนิท โดดเด่นในแบบที่เขาชอบ หากตอนนี้ทั้งสีดำพื้นหลังและสีทองตัวอักษรเปรอะเปื้อนโคลนดินดูไร้สง่าราศี ก่อนเคยติดตั้งอยู่สูง ตอนนี้ตกต่ำสู่พื้นดิน เขาเดินย้อนกลับไปเอาเก้าอี้กลมตัวเดิมที่ขาไม่หัก หยิบเชือกที่เคยใช้มัดกับถุงอาหาร โยนขว้างไปให้บ้านตรงข้ามที่หิวโซแลกกับน้ำสะอาดสักขวดกลับมา แล้วหาจุดพอจะมัดปลายเชือกสองข้างให้แน่น ห้อยมันลงมาเป็นห่วงรีกว้าง อยากจะเขียนอะไรสั่งเสียเสียหน่อย ก็ลืมไปว่าทุกอย่างถูกน้ำพัดดินคลุมจนใช้งานไม่ได้ เพียงนั้นจึงขึ้นเหยียบบนเก้าอี้กลม จับเชือกสองมือวางใต้คาง ถีบเก้าอี้ล้มตึง กลิ้งไปมาชวนน่าขัน พึมพำคำสุดท้าย
“ผมไม่เหลืออะไรแล้ว ผมไม่เหลืออะไรเลย”
ผู้เขียน : ติณณา
พิสูจน์ : ศิริกัลยา, ศศินุช
ภาพ : juillet
.