นักปรับตัว : เปลี่ยนตัว ปรับตน สิ้นคนร่ำไป


“คุณช่างเป็นคนที่ปรับตัวเก่งจังเลยนะคะ” 


เธอเอ่ยกับฉันระหว่างที่เรากำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่บนตึกหรูใจกลางเมือง เนื้อสเต๊กมีเดียมแรร์ที่กำลังจะเข้าปากพลันชะงักอยู่ตรงหน้า ทั้งๆ ที่ดูจะเป็นคำชมปกติทั่วไป แต่อดรู้สึกตะหงิดใจไม่ได้ อาจเป็นเพราะรอยยิ้ม แววตา แลน้ำเสียง แฝงความหมิ่นเกียรติและหยามเหยียดไว้ 


ใช่ ฉันเป็นนักปรับตัวที่เก่งกาจ


ฉันเล็งเห็นอำนาจและความต้องการที่ซ่อนอยู่ภายใต้แววตาและน้ำเสียงของพวกเขาได้อย่างดี ฉันมองเห็นความคิดและจิตใจอันวิปริตของผู้คนที่ถูกฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มอย่างชัดเจน ฉันจ้องมองมันด้วยแววตาของผู้ชนะที่เท่าทันความคิดอันโสมมของพวกเขา ฉันรู้ว่าฉันควรจะทำยังไงให้พวกเขาพึงพอใจ ฉันหลงระเริงกับความสามารถอันแสนวิเศษนี้จนลืมไปว่าจุดที่ฉันยืนอยู่นั้นไม่ได้ดีเด่นเด่นดีและน่าภูมิใจอะไรเลย ภายใต้จุดเด่นกึ่งจุดด้อยนั้นแอบแฝงอะไรไว้มากมายมากมายเอาไว้ ความสามารถอันล้ำเลิศนี้ไม่ใช่พรที่พระเจ้าประทานให้ แต่เป็นดั่งคำสาปที่ทำให้ฉันต้องคอยดิ้นเร่าอยู่กลางกองไฟ มองหาที่สงบและปลอดภัยให้ผ่านพ้นไปได้ในแต่ละวัน ความจริงแล้วฉันไม่ได้เท่าทันความคิดและคำพูดของเขาด้วยความทระนงใจอย่างที่ใครคิด ฉันเพียงสัมผัสสิ่งเหล่านั้นได้เพราะความหวาดกลัวที่เอ่อล้นอยู่ในใจเสียมากกว่า ฉันกลัวว่าหากทำอะไรผิดเพียงนิด ร่างกายของฉันจะโดนโยนทิ้งไปอย่างไม่ไยดี ฉันกลัวว่าถ้าฉันช้ากว่าพวกเขาเพียงก้าว มีดแหลมคมที่ซุกซ่อนอยู่ในจิตใจผู้คนจะทะลุออกมาฟันคอฉันให้ดับดิ้นอยู่ตรงนั้น ฉันระแวงและระวังทุกคำพูดและการกระทำที่จะสื่อออกไป สายตาที่แปรเปลี่ยนเพียงเสี้ยววินาทีอาจหมายถึงความสัมพันธ์ที่มีจะยับยู่ยี่จนไม่สามารถกู้คืนมาได้ตลอดกาล ฉันเคยทะนงใจในความสามารถที่เท่าทันคนอื่น อนิจจาเอ๋ย ฉันมันก็แค่คนโง่ที่หลงเข้าใจผิดไปเพียงเท่านั้น ฉันไม่ได้เท่าทันความคิดของพวกเขาเพื่อต่อยอดและวางแผนอย่างแยบยลได้อย่างเหล่าตัวละครเอกในนิยาย แต่ฉันเป็นเพียงตัวประกอบที่ต้องคอยรู้เท่าทันความคิดของพวกตัวละครเอกเหล่านั้นต่างหาก เพื่อจะรักษาชีวิตและความสัมพันธ์ที่แสนสิ้นคิดนั้นให้คงอยู่ต่อไป แม้มันจะเป็นสายสัมพันธ์ที่น่าขยะแขยง และต้องแลกมาด้วยตัวตนที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลก็ตาม ฉันไม่ได้รับความสามารถพิเศษนี้มาเพราะพระเจ้าท่านเห็นว่าฉันคู่ควร แต่ฉันได้รับมันมาเพราะความหวาดระแวงที่เจอะเจอมาตลอดทั้งชีวิตของฉันต่างหาก มันสอนให้ฉันรู้ว่าควรหลบ ควรหลีก ควรปลีกตัวจากคมมีดเหล่านั้นอย่างไร ถ้าความสามารถนี้ไปอยู่ในมือของคนฉลาด พวกเขาคงพลิกหาโอกาสคว้ามันมาเป็นแต้มต่อ ช่างน่าเสียดายที่มันมาอยู่ในมือของคนโง่ มันเลยเป็นได้เพียงการพลิกหาทางรอดแค่พอหล่อเลี้ยงชีวิตไปวันๆ เท่านั้น ไม่รู้ว่าพวกคนเหล่านั้นเขาทะนงในตัวเองกันมากหรืออย่างไร ทำไมฉันถึงต้องมาคอยเท่าทันความคิดของคนเหล่านั้นอยู่เรื่อย ทำไมฉันต้องสานความสัมพันธ์จอมปลอมนี้ให้อยู่รอดต่อไปด้วย  พวกเขาไม่ได้มองฉันเป็น “คน” เสียหน่อย พวกเขามองฉันเป็นเพียงสถานระบายอารมณ์ เป็นเพียงลูกคู่ที่ต้องคอยคล้อยตาม มิใช่นักร้องนำที่จะร่วมขับขานบทเพลงไปพร้อมกัน พวกเขามองหาความสนุกในบทสนทนาอย่างไร้ความพอดี ตามหาคนที่พร้อมจะตอบรับกับทุกถ้อยสนทนาวาจา โดยไม่สนว่าอีกคนมีจุดยืนของตนเองอย่างไร พวกเขาใฝ่หาคำตอบและคาดคั้นมันจากฉันอย่างไร้ความปรานี พวกเขามองหาคนที่แสนเพอร์เฟกต์ที่พอจะมาเป็นไม้กระดานให้พวกเขาปีนป่ายทางจิตใจเท่านั้น และไม้กระดานที่แข็งแรงพอคือฉันที่ยังยืนอยู่ตรงนี้ อาจเป็นเพราะสังคมปัจจุบันนั้นไร้ซึ่งความเข้าใจในกันและกัน เมื่อความหลากหลายที่เคยเป็นความสวยงามของมนุษย์ถูกปฏิเสธอย่างไร้ความปรานี ความเข้าใจที่ควรพึงมีจึงแปรเปลี่ยนเป็นคมมีดที่ใช้ทิ่มแทงกัน คงเพราะอย่างนั้นกระมัง ฉันจึงต้องคอยสนองความคิดและการกระทำของพวกเขาให้ตรงใจ แม้ผิดไปนิดจากที่พวกเขาคาดไว้ก็พร้อมจะได้รับสายตาละเหี่ยและระอาใจกลับมา ฉันต้องเรียนรู้ที่จะจ้องมองสีหน้าและแววตา เห็นความนัยของความหมาย จุดประกายในคำตอบที่พวกเขาต้องการ และยังต้องยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์ แม้จะไม่ได้เข้าใจความหมายในจุดยืนแสน “ปลอมเปลือก” อย่างถ่องแท้เลยก็ตาม น่าเศร้า ที่ฉันมองเห็นความต้องการทุกอย่างของพวกเขา แต่ฉันกลับมองหาตัวตนของตัวเองไม่เจอ แม้จะพยายามเพ่งเท่าไรก็พร่ามัวจนมองไม่เห็น ฉันกลายเป็นเพียงหมารับใช้ตัวนึงที่เอนเอียงไปตามเจ้านาย หวังเพียงว่าข้าวมื้อต่อไปที่พวกเขาประทานให้คงจะไม่ใช่กระดูกไร้หนังที่ยิ่งกินยิ่งเสียดแทงกระเพาะและลำไส้ เมื่อโลกนี้ไร้ซึ่งความพยายามที่จะเข้าใจในกันและกัน ฉันจึงได้รับหน้าที่อันแสนยิ่งใหญ่เพื่อสนองความพึงพอใจให้พวกเขา ในฐานะนักปรับตัว


“ค่ะ ขอบคุณนะคะ” ฉันนำเนื้อสเต๊กที่เคยค้างอยู่เข้าปาก รสช่างกลมกล่อมและหอมหวาน ไม่ “สุก” ไป ไม่ “ดิบ” ไป ช่างพอดีเสียจริงๆ


เนื้อหา: โลกกลม

พิสูจน์อักษร: ศศินุช และ ริณี

กราฟฟิก: Nattarin