
Trigger warnings : Suicide, Child Abuse, Sexual Assault
“ฤทัยสอดคล้องประสานดั่งทำนอง ผิตริตรองจะสดับรับฟังได้”
“ฤทัยสอดคล้องประสานดั่งโซ่ตรวน พันผูกคล้องเกินหวนลบกลบไหว”
แม้ตรอกนี้จะคับแคบชวนให้อึดอัด บรรยากาศเคว้งคว้างเหมือนจะมีผีสางโผล่มาหลอกหลอนผู้ผ่านไปมา แต่เมื่อฟ้าอัสดง เสียงดนตรีก็เริ่มขับขานไปพร้อมๆ กับไฟสีแดงสดที่สาดส่องไปทั่ว ย้อมให้ทางเดินกลายเป็นสีชาดคล้ายเลือด ไม่สิ สีแดงก่ำของลิปสติกที่แต่งแต้มอยู่บนปากของเธอต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นสีของอะไร มันก็ดึงดูดให้ผู้คนมากหน้าแวะเวียนมาไม่ขาดสาย เพราะที่นี่คือ “ตรอกบุปภัสดาภิรมย์” ตรอกแห่งดอกไม้ที่ชายใดก็ใหลหลง จะว่าชายใดก็อาจจะไม่ถูกนัก คนคิดชื่อคงไม่ได้ตั้งมาส่งๆ นอกเสียจากจะเน้นย้ำว่าไม่ใช่ชายทั่วไป แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ของที่นี่คือชายผู้มีภรรยาแล้วต่างหาก แน่ล่ะ ที่นี่ ชายเหล่านี้ไม่ได้มาซื้อดอกกุหลาบไปมอบให้ภรรยาของเขาเนื่องในวันพิเศษ แต่เข้ามาซื้อดอกไม้จันทน์แต้มสีชาดเนื่องในวันเผาเศษเดนรักที่ถูกความใคร่บดขยี้ต่างหาก
ตรอกนี้มีร้านจำหน่ายบุปผางามสองร้านเปิดเคียงคู่กัน เป็นทั้งพันธมิตรและศัตรูตัวฉกาจ แต่ถึงกระนั้น “ร้านบุปผชาด” เหมือนจะได้รับความนิยมกว่าหน่อย เพราะนำเสนอดอกไม้ไม่เหมือนร้านใด ด้วยเอกลักษณ์การนำความขลังของท่าร่ายรำแบบจีนในอดีตมาผสมรวมกับความทันสมัยของเด็กสาว ทำให้ร้านนี้โดดเด่นและครองใจผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี
จะว่าอย่างไรดี คอนเซ็ปต์ประหลาดนี่ชวนเธอขบขันมาตลอด ร้านที่ดู “แก่” ต้อนรับพวกคน “แก่” มีเจ้าของร้านเป็นยาย “แก่” แต่กลับใช้ดอกไม้เยาว์วัยเป็นสินค้าหลักของร้าน เหล่าดอกไม้ที่กำลังร่ายรำอย่างงดงามตรงนั้นก็มีอายุไม่เกิน 20 สักคน คนที่อายุเกินหรือหน้าตาแก่ก่อนวัยจะถูกขับออกไปทำงานหลังร้าน คอยล้างจานแก้วคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเมรัย บางวันก็ต้องทำความสะอาดห้องพักอบอวลไปด้วยกลิ่นคาว กระทั่งต้องล้างห้องน้ำเหม็นสาบ แต่ถึงกระนั้น คนพวกนั้นก็ไม่ต้องคอยสะบัดชายกระโปรงยาวที่ไม่ได้ทำมาปกปิดอะไรเพื่อเรียกแขก ไม่ต้องฟ้อนรำตามแบบจีนที่ผู้ชมละความสนใจจากศาสตร์ศิลป์อันงดงามมาตรงก้อนเนื้ออกทั้งสองที่ถูกรัดจนแทบผลิ ไม่ต้องรองรับอารมณ์ที่เอ่อล้นจากกึ่งกลางลำตัวของบุรุษเพศแทนที่จะมาจากสมองและหัวใจ
ใช่แล้ว เธอทำงานเป็นโสเภณีในซ่องชื่อดังประจำจังหวัด ถ้าญี่ปุ่นมีย่านโคมแดง ในประเทศไทยก็มีตรอกบุปภัสดาภิรมย์นี่แหละเป็นของขึ้นชื่อ “ลิลลี่” เด็กสาวธรรมดาที่ถูกทิ้งไว้ที่ตรอกแห่งนี้ ได้รับชีวิตใหม่จากยายน้อยเจ้าของร้านบุปผชาด เติบโตมาเป็นหญิงงามเมืองคนดัง ด้วยหน้าตาที่อ่อนหวาน ส่วนโค้งเว้าในร่างกายดั่งพระเจ้าตั้งใจปั้นมาอย่างดี เสียงอันไพเราะที่ขับขานสะกดใจผู้ฟัง ลีลาการชงเครื่องดื่มที่เธอไปสรรหามาตอบสนองความต้องการชายแก่ที่ไม่มีแม้แต่แรงขยับ ล้วนประกอบให้เธอเป็นโสเภณีชำนาญการพิเศษประจำร้าน
ยายน้อยเก็บเธอมาเลี้ยง ฟูมฟักจนดอกไม้แห่งความบริสุทธิ์เติบโตมาอย่างงดงาม หากแต่ความบริสุทธิ์อยู่ได้เพียงไม่นาน ยายน้อยก็แต่งแต้มสีแดงชาดลงมา บังคับให้เธอขายความบริสุทธิ์แลกกับการเอาตัวรอดในโลกเทาๆ สิทธิถูกลิดรอนริดรอน ไร้โทรศัพท์ ไร้บ้านให้กลับ—เช่นเดียวกับทุกคนในตรอกนี้ ยายน้อยบอกว่า ผู้หญิงเกิดมาพร้อมกับเรือนร่างไม่ใช่ความฝัน ณ ที่แห่งนี้ความฝันเป็นสิ่งต้องห้าม สิ่งที่เธอทำได้คือต้องกลืนมันลงไปแล้วใช้เรือนร่างที่มีขับเคลื่อนชีวิต ลิลลี่ในวัยเด็กคัดค้าน เธอกรีดร้องก้องหากแต่สะท้อนอยู่เพียงในใจ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ความฝันคือจิตวิญญาณ ความฝันคือชีวิต ร่างกายคือพาหนะ หากไร้ซึ่งความฝัน ผู้ใดกันเล่าจักขับเคลื่อนพาหนะนี้ กระนั้น เมื่อเธอเติบใหญ่ เสียงของยายน้อยที่กรอกหูเธอซ้ำๆ ก็เริ่มแทรกซึมทะลุห้วงจิตใจอัน (เคย) บริสุทธิ์ เธอเข้าใจแล้วว่าบนโลกใบนี้ โลกที่ขับเคลื่อนด้วยพระเจ้าซึ่งเรียกว่าทุนนิยม ต่อให้เธอไร้ซึ่งคนขับ แต่พาหนะก็ยังต้องกระเสือกกระสนและแล่นสะท้านพายุคลั่งต่อไปด้วยพลังมืดของเงินตรา
คืนนี้เธอแต่งหน้าค่อนข้างดูมีอายุ ใช้สีทาแก้มสีส้มจัดปัดลงมาเป็นปื้นยาว ดูเกรอะกรังคล้ายรอยน้ำลายยามหลับใหล ใช้สีดำทาเปลือกตาจนดูดำเหมือนพังก์สตาร์ที่เธอเคยเห็นตามทีวี สีดำที่เหลือนำมาถมคิ้วได้รูปจนผิดเบี้ยว ใช้ปากกาเน้นย้ำขอบตาล่างจนดำกริบแบบฉบับสาวอินเดีย ปิดท้ายด้วยลิปสีแดงก่ำเป็นเอกลักษณ์ของเธอ สาวเจ้าหันมองในกระจก ยิ้มขบขันกับสภาพของเธอในวันนี้ พึมพำในใจ นี่แหละนางสิริมายุค 2024
“ตายแล้ว เอ็งแต่งหน้าอะไรของเอ็งลิลลี่ ไปล้างออกให้หมดเดี๋ยวนี้ ชวนชม เอ็งไปช่วยมันล้าง แล้วอย่าริใช้น้ำยาอันแพงที่ข้าซื้อมาเชียว ยัง! ยังไม่ไปอีก!” ลิลลี่พยักหน้าแล้วรีบแจ้นออกไปด้วยใจเบิกบาน ส่วนเพื่อนของเธอส่ายหัวอย่างเอือมระอา
“แกรู้ว่ายายน้อยขี้งก เลยจงใจทำวิธีนี้หนีรับแขกใช่ไหม”
“เออ แค่น้ำยาลบเครื่องสำอางยังให้ฉันใช้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องเอาเงินจากฉัน”
“แหม ทุกวันนี้แกมีอยู่มีกินเพราะเขา แกมีชีวิตได้ก็เพราะเขา”
“แต่ฉันตายแล้วชวนชม ข้างในฉันมันตายไปนานแล้ว ตั้งแต่วันที่เขายัดข้าวเข้าปากฉันคำแรกนั่นแหละ”
เธอออกมาที่หลังร้าน มุดรั้วที่หักออกไปข้างนอก เธอมักใช้ที่ตรงนี้เป็นแหล่งหลบภัย มันเป็นพื้นที่ว่างขนาดเล็ก ถัดไปจากนั้นเพียงเล็กน้อยเป็นกำแพงสูงใหญ่ที่กั้นตึกทั้งสองตึกออกจากกัน ตึกร้านของเธอและร้าน Midnight Flower ที่เป็นร้านคู่แข่ง ที่ตรงนี้แคบแค่เพียงเธอเหยียดขาก็จะติดกับกำแพง แต่ลิลลี่ชอบมานั่งขดอยู่ที่นี่ ปล่อยใจให้ลอยคว้าง และดื่มด่ำกับหนังสือวรรณคดีไทยที่เธอไปขโมยมาจากยายน้อย เธอแอบรู้มาว่ายายน้อยเองก็เคยเป็นมนุษย์—มีความฝัน ฝันว่าอยากเป็นนักเขียน ยายน้อยเคยพร่ำเพ้อบทกวีของสุนทรภู่ให้เธอฟัง เคยกล่าวชมเจ้าพระยาหนพร้อมร่ายสามก๊กกล่อมเธอนอนทุกคืน แต่ยายน้อยก็กล้ำกลืนฝันนั้นลงคอเมื่อครอบครัวจ่อปืนบังคับให้เลือกเดินในทางสีหม่น บางที คำพูดของยายน้อยที่คอยย้ำเตือนลิลลี่อาจเป็นเครื่องยืนยันว่ามนุษย์เรามีวิธีฝังกลบความต้องการส่วนลึกได้ดีแค่ไหน แล้วบิดเบือนมันได้งดงามแค่ไหน
ต่อให้ทุนนิยมจะพรากความฝันไปจากลิลลี่เช่นเดียวกับยายน้อย แต่ละอองความปรารถนาเฮือกสุดท้ายยังคงปรากฏในทุกตัวอักษรที่เธอเลื่อนสายตาผ่าน เธอรักตัวอักษรเหล่านี้ ท่วงทำนองการร้อยเรียงของบทกวีไพเราะกว่าเพลงไหนที่เธอเคยร่ายรำ เธอยังคงมีความฝัน ก้อนเนื้อแห่งความปรารถนายังคงเต้นระรัวในส่วนลึก เงินขับเคลื่อนร่างกาย ความฝันหล่อเลี้ยงจิตใจ
เธอไม่ได้อยากเป็นโสเภณีชำนาญการพิเศษ แต่เธออยากเป็นครูสอนภาษาไทยชำนาญการพิเศษที่เป็นที่รักใคร่ของศิษย์
เธออยากใช้เสียงหวานของเธอขับขานบทเสภา ไม่ใช่ใช้มันครวญครางอย่างขมขื่นเพื่อเอาใจบุรุษเพศที่แม้แต่เพลงในร้านก็ยังไม่สนใจจะฟัง
เธออยากสอนเด็กๆ ให้อ่านออกเขียนได้ ไม่ใช่สอนวิธีจัดท่าทางให้แก่เด็กที่ยังไม่เจริญพันธุ์
น่าขันชะมัด เธออยากเรียกตัวเองว่า “สาวน้อยผู้ทะเยอทะยาน” แต่เหมือนโลกภายนอกจะตราหน้าเธอว่า “โสเภณีอายุน้อยใฝ่สูง” แทนเสียนี่
แล้วมันทำไมล่ะ คนแบบเธอมีความฝันไม่ได้เลยหรือ คนแบบเธอเปิดหัวรับความรู้แทนการเปิดร้านรับผู้ชายไม่ได้หรือ ขายบริการแล้วอย่างไรกันล่ะ แต่ถึงกระนั้น เธอก็เกลียดอาชีพนี้ เกลียดคำว่าขายเรือนร่างที่ป้ายลงมาที่เธอ กลบลบตัวตนที่ครั้งหนึ่งเคยสุกสว่างเรืองรอง
เหมือนกับแรงงานก่อสร้างที่ไม่อยากรับความเสี่ยงจากการโดนปูนทับตายในขณะที่ผู้คนฮือฮากับห้างใหม่ เหมือนกับคนกวาดถนนที่ไม่อยากเอาชีวิตไปแลกกับผู้คนที่ไม่เคยสนใจชีวิตจริงและโพสต์รัก(ษ์)โลกตามกระแส เหมือนกับคนใช้ที่ไม่อยากฝืนรับใช้ดอกเตอร์จบนอกที่มีเงินเป็นฉากบังหน้าภาวะไร้การศึกษา โสเภณีแบบลิลลี่ก็ไม่อยากรองรับกามารมณ์จนตายในขณะที่สังคมเหยียบซ้ำซากศพนารีพวกนี้ให้จมลงดิน
ก๊อก
ก๊อก ก๊อก
ขณะที่ลิลลี่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในห้วงความคิด เสียงเคาะปริศนาก็ดังขึ้นจากฝั่งตรงข้ามของกำแพง เธออมยิ้ม “โรย” ของเธอมาแล้ว ณ ที่เดิม เวลาเดิม ท่วงทำนองเดิม เธอสอดกระดาษแผ่นสีขาวที่เธอตั้งใจเขียนไปในรูเล็กๆ ของกำแพง
‘เราได้ยินลูกค้าบ่นว่าเธอสวยแต่ชอบทำหน้าอมทุกข์ เขาก็เลยหนีมาหาเรา แถมลูกค้านินทาอีกว่าเธอชอบแต่งหน้าลอย ขำอะ เราแต่งหน้าให้เธอมั้ยโรย’ กระดาษใบนั้นหายเข้าไปสักพัก ก่อนจะผลุบเข้ามาใหม่ เป็นสีปากกาสีแดงที่โรยชอบใช้
‘ว่าที่คุณครูคนสวยยุ่งอะไรกับหน้าหนูคะ’
‘เด็กไม่ดีต้องโดนอะไรน้า โดนเราแต่งหน้าให้ยังไงล่ะ’
‘เนียนนักนะ ทำหยั่งกะว่าเธอจะออกจากร้านได้’
‘งั้นคุณโรยก็มาหาเราสิคะ ไหนเคยบอกว่าจะมาหากัน เรารอจนจะแก่ตายละ’
‘มันยากเธอก็รู้ เฮียเพชรไม่ค่อยปล่อยเราไปไหนเท่าไหร่ ก็นะ ลีลามันดีอะ ลูกค้าเยอะ’
‘แต่งหน้าลอยแต่ยังลูกค้าเยอะ งั้นเราต้องเข้าไปพิสูจน์ลีลาเธอด้วยตัวเองแล้วละ’
‘พิสูจน์อะไรคะ เลิกยุ่งเรื่องแต่งหน้าเราแล้วสนใจชีวิตเธอเถอะแม่ครูตัวน้อย’
‘อะไร ไม่ชอบหรือไงที่เราเข้าไปยุ่งในชีวิตเธอเนี่ย’
‘เธอว่ากำแพงนี้มันหนามากปะ’
‘ถามไรของเธอ เปลี่ยนเรื่อง?’
‘มือเราถลอกทุกวันเลย ต้องสอดจดหมายแล้วดันให้มันไปโผล่ฝั่งเธอ กำแพงนี่ก็หนาบรม แต่เราก็ยังมาเจอเธอทุกวันศุกร์ได้ เธอคิดว่าเราชอบไหมล่ะคุณครูลิลลี่’
‘แล้วชอบไหมล่ะ’
‘เธอไม่อยากรู้คำตอบของเราหรอก’
‘เออ!’
ไร้ซึ่งการโต้ตอบเพิ่มเติมจากอีกฝ่าย ลิลลี่กัดปาก ประหม่าเล็กๆ ในใจสะท้านทุกครั้งที่เอ่ยถาม เธอถามเช่นนี้เป็นล้านๆ รอบ และในใจก็กระตุกวูบทุกครั้งที่รู้ว่าจะได้คำตอบเดิม
เรื่องราวเริ่มตั้งแต่ปีก่อน ลิลลี่หนีมานั่งอ่านหนังสือ พูดให้ถูกคือ เธอหนีมานั่งร้องไห้ใส่หนังสือที่พอจะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอต่างหาก ไอชั่วนั่นบังคับเธอ ร่างหนาอย่างกับเดรัจฉาน แรงที่ทาบทับลงมาหยาบกร้านพอๆ กับสันดาน กลิ่นแก่ผสมเหงื่อไคลยังคงตามมาลูบไล้ผิวเธอจนเธอแทบบ้า ยายน้อยบังคับให้ลิลลี่รับกามอารมณ์ของมันต่อเพราะเงินมันหนา ดีกรีผู้ว่าประจำจังหวัด
แต่ดูเหมือนเสียงสะอื้นของเธอจะดังเกินไป จนกระทั่งกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขียนด้วยปากกาสีแดงสอดเข้ามาผ่านรูอิฐอันขรุขระ
‘ไง เราโรย เธอล่ะ?’
เธอมองกระดาษใบนั้นอยู่นาน ไม่กล้าทำอะไรต่อด้วยความกลัวว่าจะมีคนรู้ที่ซ่อนตัว ที่เดียวที่ทำให้เธอหลุดจากนรกสีแดงนั่น สุดท้ายเธอก็ขยำกระดาษนั่นทิ้งแล้วเดินจากไป แต่โรยไม่เคยยอมแพ้ กระดาษโน้ตจำนวนมากถูกส่งเข้ามาจนเธอรู้สึกกลัว ความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นรำคาญ ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจตอบกลับด้วยใจอันขุ่นเคือง
‘อย่ามายุ่งกับเรา’
เหมือนอีกฝั่งกำลังรอการตอบกลับของเธออย่างใจจดใจจ่อ กระดาษเปื้อนหมึกสีชาดส่งกลับมาในทันที
‘ไม่ได้ยุ่ง เราแค่อยากอยู่ข้างๆ โลกมันใหญ่นะ ไม่เหงาบ้างเหรอ ลองอ่านโน้ตที่เราส่งไปบ้างยัง?’
ลิลลี่เก็บความรู้สึกขุ่นมัวลงอก ในใจมีแสงสีแดงวูบไหวแผ่วเบา ก่อตัวขึ้นช้าๆ ยามเมื่อต้องตากับอักษรสีแดงบนกองกระดาษ
‘วันนี้ร้องไห้ไหม สู้ๆ ดิวะ’
‘วันนั้นเธอสะอื้นน่าสงสารมากเลย ถึงเธอจะไม่ตอบแต่เราดีใจนะที่วันนี้เราไม่ต้องมานั่งฟังเธอร้อง ก็เสียงเธอมันหนวกหูอะ’
‘วันนี้เป็นไงวะ ไม่ตอบก็ได้ แค่อยากให้รู้ว่าเธอไม่ได้ตัวคนเดียว’
‘วันนี้เป็นไง เราแนะนำชื่อไปละ ตามมารยาทเธอควรบอกคืนไหม แต่ช่างเหอะ สู้ๆ นะ’
‘ดาวสวยนะเธอวันนี้ เลิกร้องไห้แล้วนอนดูดาวดีกว่า’
เหมือนโลกทั้งใบของเธอกลับมาหมุนวนอีกครั้ง คราวนี้ มันชุ่มชื่นและมีชีวิตชีวา นับตั้งแต่โรยเข้ามา หัวใจเล็กๆ ของเธอ จิตวิญญาณของเธอถูกถักทอขึ้นมาอีกครั้ง รูปทรงมันค่อนข้างประหลาดและไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่เธอก็ยังคงหวัง—เหมือนกับที่หวังเรื่องความฝัน เป็นหวังเล็กๆ ที่ไม่อาจแผ่ขยายรังสีไปไกลมากกว่านี้—หวังว่าหัวใจของเธอ จิตวิญญาณของเธอจะประกอบกันสมบูรณ์อีกครั้ง
‘เราลิลลี่ ญ 19 ทำงานอยู่ร้านข้างๆ เธอ’
‘นี่เธอตอบจดหมายหรือนัดอะไรวะ ช่างมัน เผื่อลืมนะ เราโรยจากบานไม่รู้โรย ญ 19 ทำงานอยู่ร้านข้างๆ เหมือนกัน’
.
.
.
ก๊อก
ก๊อก ก๊อก
กระดาษแผ่นหนึ่งสอดมาหลังจากเธอตกอยู่ในภวังค์อดีตไปพักใหญ่
‘เงียบ?’
ลิลลี่กลั้นหายใจ รู้สึกบรรยากาศรอบตัวกดดันขึ้น หนักหนาเหมือนลูกตุ้มหล่นทับลงมา เธอไม่รู้ว่าโรยคิดอย่างไร ไม่รู้ว่าโรยจะตีความคำว่า “ชอบ” ของเธออย่างไร สิ่งที่เธอทำได้ในขณะนั้นคือจับปากกาแล้วบรรจงเรียงร้อยถ้อยคำ มือสั่นเทา ใจสั่นไหว เธออยากจะลองถาม แม้จะเป็นครั้งที่ล้าน แม้คำตอบจะเหมือนเดิม แต่เธอก็อยากลองเป็นครั้ง ‘สุดท้าย’ ก่อนอะไรๆ มันจะแย่ลง
‘หากมีโอกาสได้เอื้อนเอ่ย ไฉนเลยมิกล่าวเฉลยพาที’
ความเงียบระหว่างรอนานนับนิรันดร์ เธอเองก็หวังว่าโรยจะเข้าใจเธอ ที่ผ่านมา โรยคือคนเดียวที่ทำให้ลิลลี่มีแรงตื่นมาใช้ชีวิต โรยทำให้ลิลลี่รับรู้ถึงก้อนเนื้อที่เต้นอยู่ภายใน โรยทำให้ทำลิลลี่โอบกอดความฝันไว้อีกครั้ง โรยโอบกอดลิลลี่ด้วยความเงียบงัน ผ่านกำแพงตระหง่าน แม้ความสูงของมันจะดูเย็นชาแค่ไหน แต่เบื้องหลังของมันกลับอบอุ่นและส่องสว่าง กลบรัศมีแผ่วเบาของแสงดาวหรือดวงจันทร์ไปจนหมดสิ้น กระดาษเปื้อนหมึกสีแดงเปรียบเสมือนน้ำมันหล่อเลี้ยงพาหนะอันผุพังนี้ให้วิ่งต่อไปได้ แม้จะไร้คนขับ แม้จะไร้พลังจากพระเจ้า ขอแค่มีโรย เธอก็พร้อมที่จะลากสังขารนี้ให้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีหวัง
‘หากมีโอกาสได้เอ่ยเอื้อน ฤาเจ้าจักสมประโลมศรี?’
ราวกับโลกที่หมุนวนค่อยๆ แผ่วเบา และเงียบงัน ราวกับประกายความหวังที่เคยริบหรี่ดับสนิทลง เธอรู้มาตลอดว่าความรักที่เบ่งบานไม่สามารถจุดติดในซ่องที่โสมม เต็มไปด้วยคาวโลกีย์อันวิตถาร เธอเป็นเพียงดอกไม้ดอกหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากความสวยและกลิ่นหอมของตัวเองหาเงิน เธอมีค่าก็แค่นั้น หากไร้รูปร่างอันเย้ายวนและหน้าตาที่สะสวย เธอจะมีอะไรในตัวให้ชวนภิรมย์ โรยไม่เคยเห็นหน้าเธอ เรารับรู้ตัวตนของกันและกันผ่านตัวอักษร ผ่านกำแพงทะมึน ผ่านความเปราะบางอันรวดร้าวที่แลกเปลี่ยนกันในทุกคืน มันก็แค่นั้น
ที่สำคัญ ลิลลี่จะมีคนรักไม่ได้ ยิ่งคนรักนั้นเป็นหญิง หญิงคู่แข่ง หญิงงามที่เป็นที่หมายปองจากชายมากหน้า ยิ่งทำให้ความฝันจมหายไปในห้วงแห่งความมืดหม่น ยายน้อยไม่มีวันให้ตัวทำเงินอย่างเธอออกไปจากอเวจีสีแดงฉันใด บานไม่รู้โรยก็ไม่มีวันได้รับการปลดปล่อยจากร้านดอกไม้เที่ยงคืนฉันนั้นแน่ๆ
‘เข้าใจแล้ว’
ลิลลี่ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วเดินออกมา หันหลังให้กับกำแพงอันใจร้ายที่กั้นระหว่างการหมุนวนของโลกและห้วงฝัน กำแพงที่ผลักเธอให้จมสู่หุบเหวแห่งความจริงซ้ำๆ แต่ครั้งสุดท้ายของเธอไม่ใช่แบบนี้เสียหน่อย แค่เพียงหนีไปด้วยกันเท่านั้นที่ต้องการ แต่ดูท่าจะส่งไปไม่ถึงอีกฝั่งเสียได้
เป็นเวลาเดือนกว่าที่ไร้การตอบกลับจากอีกฝ่าย ความเงียบงันบีบให้ลิลลี่ต้องมุดรั้วหักๆ ออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอลืมความเจ็บปวดจากเศษไม้ที่กรีดผ่านเนื้อนวลไปเสียหมด รอยเลือดเกรอะกรังตามขอบไม้เปรียบเสมือนเครื่องยืนยันเสียงกรีดร้องอันเงียบงันจากใจเธอ ประกายแสงสีแดงที่ครั้งหนึ่งเคยสุกสว่างกลับดำมืดราวกับไม่เคยมีอยู่ มีเพียงซากกระดาษเปื้อนน้ำหมึกแดงเท่านั้นที่เป็นหลักฐานยืนยัน ว่าครั้งหนึ่ง เธอเคยเปล่งประกายวาบวับเย้ยดาวเดือนมากแค่ไหน
จากสัปดาห์ เป็นเดือน
จากเดือน เป็นปี
จากปี เป็นเท่าไร เธอไม่อาจรู้อีกแล้ว
เธอรู้แค่เพียง ความรักของเธอ รักแรกที่จุดติดอย่างยากลำบากแต่ลุกลามเร็วฉับพลัน กำลังมอดดับลง ไม่ทิ้งไว้แม้ซักเถ้าธุลีคละคลุ้งไออุ่นหรือควันทึบสีชาดที่ครั้งหนึ่งเคยลอยวนจนเธอสำลัก
“เหม่ออะไรลิลลี่ วันนี้ฤกษ์งามยามดี ทำหน้าทำตาให้มันดีสมฐานะ ‘เมีย’ ผู้ว่าได้ไหมวะ” เสียงบ่นอันคุ้นเคยจากชวนชมดังขึ้นทำลายภวังค์ความคิด วันนี้ชวนชมสวยกว่าทุกวัน เนื้อตัวที่เคยประดับประดาด้วยชุดฮั่นฝูถูกแทนที่ด้วยเดรสเข้ารูปสีขาวที่ปกปิดเนื้อตัวอย่างเรียบร้อย ชวนชมยิ้มกว้างแม้จะเพิ่งบ่นเธอมา ไม่ใช่แค่ชวนชม แต่ยายน้อยที่นั่งอยู่กลางห้องรับแขกก็กำลังยิ้มกว้างต้อนรับแขกเหรื่อเช่นกัน
พิธีมงคลถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ แม้ผู้คนที่ก้าวเข้ามาในงานจะพร้อมใจกันกล่าวยินดีกับลุงเฉลิมเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนโปรแกรม แต่ลับหลัง เพียงเสี้ยววิ หุ่นยนต์มีชีวิตกลับกลายเป็นลิ่มเหล็กขนาดใหญ่ที่ปักแทงจิตใจเธอด้วยถ้อยคำครหามากมาย
“นึกยังไงไปเอาคนแบบนั้นมาเป็นเมีย”
“อายุห่างกันสามรอบ เหมือนลุงกับหลาน”
“หญิงเริงเมืองแบบมันมีอะไรดี ทำไมจับผู้ชายรวยขนาดนี้ได้”
“ยังสาวยังแซ่ แต่ใฝ่ต่ำไปขาย ผู้ว่าก็ใฝ่ต่ำไปเอามันทำเมีย”
ลิลลี่นึกสังเวชในโชคชะตาตัวเองยิ่ง เธอจำได้ทุกอย่าง คำที่ผู้ว่าประจำจังหวัดอย่างลุงเฉลิมใช้ตอนไปสู่ขอเธอกับยายน้อย สินสอดที่มีมูลค่านานัปการแต่ไม่ใช่ต่อเธอ รอยยิ้มอันภาคภูมิของยายน้อยที่ไม่เคยใช้กับเธอ ความทรงจำเหล่านี้ประดังประเดเข้ามาจนเธอรู้สึกคลื่นเหียน เธอกรีดร้องทุกวินาที แต่เสียงของเธอมิอาจแปรเปลี่ยนความจริงที่ว่า “เธอไม่มีทางเลือก” ได้เลย เธอชิงชังตาแก่ตัณหากลับที่มาขลุกอยู่กับเธอแล้วทิ้งภรรยาใกล้คลอดตรอมใจตายทั้งกลม สัมผัสของมันที่ลูบไล้อย่างทะนุถนอมเคยใช้ทุบตีภรรยา คำหวานที่เอ่ยเยินยอความงดงามของเธอเคยพ่นคำผรุสวาทใส่หญิงผู้เคราะห์ร้าย เธอขบคิด ว่ากันว่าผีตายทั้งกลมเฮี้ยนยิ่งนัก แล้วระหว่างไอชั่วกับหญิงเลวกร้านโลกแบบเธอ ผีภรรยาจะเลือกหักคอใครกันแน่
แม้มิอาจทราบถึงโลกแห่งความตาย แต่โลกของคนเป็น ไม่มีผีภรรยา มีเพียงบทลงทัณฑ์จากซากร่างเนื้อที่ห่อหุ้มเปลือกด้วยศีลธรรมอันงดงาม เดินเหินไปมาแล้วคอยพ่นหนอนแมลงวันใส่คนไม่พึงใจ ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยโดนคำพวกนี้มาก่อน แต่เธอก็อดแปลกใจไม่ได้ งานที่ทุกคนเรียกกันว่างานมงคล แต่ปากไม่เห็นมงคลดั่งว่า แขกเหรื่อตั้งใจแต่งตัวมางาน แต่กิริยาทรามเด้งโดดกว่ากระบังผมที่ตั้งใจตี เธอเลือกเมินคำพวกนั้นแล้วปฏิบัติตามสิ่งที่เธอควรทำ ออกไปหน้าพิธี ปั้นยิ้มต้อนรับแขกเหรื่อ สวมหน้ากากเป็นเกราะกำบังรับมือกับปลายแหลมคมที่พุ่งแทงจากทุกทิศทาง พลางนึกแปลกใจที่ตัวเธอถูกทิ่มแทงกว่าไอ้ผู้ว่าที่จับเธอมาแต่งโดยไม่คิดไยดีความรู้สึก
ลิลลี่เดินรับแขกในงานเคียงคู่ไปกับชายแก่ที่หัวเริ่มกลายเป็นดอกเลา ทางเดินประดับประดาด้วยไม้นานาพันธุ์ แม้จะดูสงบร่มรื่น แต่ขณะเดียวกันกลับน่าขนลุกพิกล เธอรักดอกไม้ รอบตัวเธอล้วนเกี่ยวข้องกับดอกไม้ ตรอกบุปภัสดาภิรมย์ ร้านบุปผชาด แม้กระทั่งชื่อของเธอยังเป็นดอกไม้ แต่ ณ ตอนนี้ เธอเกลียดมันจับใจ เธอรู้สึกคล้ายแมกไม้กำลังจับจ้อง เกี่ยวกระหวัดพันรัดตัวเธอแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนหายใจไม่ออก เธอหายใจไม่ออก
ผ่านไปหนึ่งวัน เธอยังคงหายใจไม่ออก
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เธอยังคงหายใจไม่ออก
ผ่านไปหนึ่งเดือน เธอยังคงหายใจไม่ออก
ผ่านไปหนึ่งปี เธอก็ยังคงหายใจไม่ออก
หายใจไม่ออก เพราะสิ่งมีชีวิตอันน่ารังเกียจกำลังดิ้นพล่านอยู่ในครรภ์ เธอรู้สึกถึงแรงบีบรัด กระแทกกระทั้น คล้ายไม่พอใจที่จะต้องทนอยู่ในพื้นที่คับแคบ คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสนิมและคาวของอันโสมม หรืออาจจะไม่พอใจที่พอรับรู้ได้ว่าผู้เป็นแม่ชิงชังในตัวมันมากแค่ไหน ยิ่งเห็นมันเติบโต เธอยิ่งขยะแขยง พยานแห่งความอดสูใกล้จะถึงครากำเนิดในไม่นาน
วันนี้มันหายหัวเช่นที่ผ่านมา ไม่ต้องเดาก็พอเข้าใจว่าคนแบบนี้ไม่มีทางไปที่ใดนอกจากซ่อง ขาของเธอก้าวยาวเข้าไปในที่คุ้นเคย ตรอกแห่งนี้ยังคงครึกครื้น เต็มไปด้วยชายแก่มากหน้าที่เดินขวักไขว่ภายใต้แสงสีชาด ไม่ทันได้กวาดสายตาครบถ้วน เสียงทักทายอันคุ้นเคยของชวนชมก็ดังขึ้นแทรกดนตรีบรรเลง
“แกมาได้ไงเนี่ย ท้องแก่ขนาดนี้”
“กรรมของฉันที่ชอบไปผิดลูกผิดผัวชาวบ้านเขาล่ะมั้ง ผัวหายในตอนที่ปวดท้องจะตาย ไม่รู้จะไปไหนเลยมานี่เนี่ยแหละ”
“แกมาก็ดีแล้ว ว่าแต่ไหวมั้ยวะ ไปหาหมอมั้ย”
“ไหว ชวนชมมีอะไร”
“เอ้านี่” ชวนชมไม่ได้กล่าวอะไรต่อ แค่ยื่นกระดาษสีขาวประดับตัวอักษรสีดำมาให้หนึ่งแผ่น พร้อมกับสมุดเล่มเล็กๆ ที่หน้าปกเปื้อนรอยสีน้ำตาลคล้ายสนิมมาให้
“กำหนดการสวดอภิธรรม…นางสาวภัทรศยา…ใครวะ”
“เอ้า ก็เฮียร้านข้างๆ ฝากยายน้อยมา บอกว่ามันสนิทกับแก แต่จริงๆ งานศพมันจัดตั้งนานละล่ะ ตั้งแต่ช่วงแกแต่งงาน ยายน้อยเลยไม่ได้เอามาให้ แกเก็บไว้เป็นที่ระลึกละกันนะ ส่วนสมุด เฮียเพชรบอกว่ามันฝากไว้ให้แกก่อนตาย”
“ร้านข้างๆ …” ใจเธอวูบไหว คล้ายเปลวเทียนที่โดนพัดจากแรงลม เธอพลิกเปิดสมุด ที่หน้าแรก ปรากฏหมึกแดงจารึก
‘เขินว่ะ คือต้องยังไงนะ หวัดดีไดอารี่ เราบานไม่รู้โรย อยากเข้าใจสิ่งที่ไอลิลลี่มันชอบบ้างเลยลองเขียนดู แต่ดูติ๊งต๊องจัง เอาเหอะ ยังไงเราก็ไม่ให้ลิลลี่มันอ่านสมุดเล่มนี้หรอก’
หัวใจเธอพลันกระตุกวูบ น้ำตาอาบไหลข้างแก้มโดยที่ไม่รู้ตัว
‘วันนี้เข้าเดือนที่สองแล้ว แต่ไอลิลลี่ก็ยังน่ารักเหมือนวันแรก จำได้เลย มันร้องง้องแง้งไรไม่รู้ตอนเรากำลังทำงาน ร้องจนหมดอารมณ์บริการแขก เราเลยไปหามันตรงกำแพงหลังร้านแล้วปลอบ ตอนแรกๆ ก็อยากทำความรู้จักเฉยๆ แต่เสียงร้องของมันน่ารักโดนใจเราเลย นี่เราเป็นโรคจิตหรือเปล่าวะ’
‘แต่อยากให้มันไม่ร้องมากกว่า ได้ยินมาว่ามันสวยมากเลย เราอยากมีมือถือซักเครื่องจัง อยากเห็นหน้ามัน อยากฟังเสียงมัน ไม่ใช่เห็นแต่กำแพงนี่’
ราวกับดำดิ่งลงไปในห้วงลึกที่ไร้ทางออก เธอได้แต่ภาวนา ให้ทุกอย่างตรงหน้าเป็นเพียงฝัน
‘ลิลลี่ชอบดอกไม้ แถมมันยังชอบสีแดงด้วย พอดีเลย เรามีปากกาแดงเต็มไปหมด ถ้าเราแต่งงานกัน เราอยากจัดซุ้มกุหลาบแดงใหญ่ๆ เอาให้โลกรู้ไปเลยว่าเรารวยมีเงินมาเปย์มัน พอถึงตอนนั้นนะ เราก็อยากเป็นครูเหมือนกัน เรามันคนไม่มีฝัน เกิดมาสิ่งแรกที่ทำได้ก็คือนอนทำงาน พอมาเจอมันเราก็รู้ว่าตัวเราก็เป็นอะไรซักอย่างได้เหมือนกัน ภาพในอนาคตมันดูดีอยู่นะถ้าโรยกับลิลลี่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันอะ’
‘โห เราวาดฝันยันงานแต่งเลยเหรอวะ มันชอบเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อย่าน่ารักมากได้มั้ย ทำไมแค่ตัวหนังสือของเธอมันถึงน่ารักแบบนี้อะ’
‘เราอยากบอกมันตรงๆ จังว่าเราชอบมันมากแค่ไหน แต่ทำไมมันยากขนาดนี้ เราทำไรไม่ได้นอกจากตอบมันแบบเดิมอะ ระหว่างเรามันเป็นไปได้จริงเหรอวะครู แต่เราจะสู้เว้ย เราจะพามันหนีไปให้ได้’
ในห้วงลึก เสียงของเธอกระจายออกไปหากแต่ไร้ใครได้ยิน
‘เราโดนพวกเลวนั่นซ้อมอีกแล้ว มันตีเราตอนมีอะไรกัน จริงๆ ก็ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ครั้งนี้ไม่มีไอลิลลี่คอยรับฟังแล้วไง เราไม่น่าตอบมันไปแบบนั้นเลย แต่ระหว่างเราสองคนมันยาก เราอยากเก็บเงินเยอะๆ วางแผนให้ดีๆ แล้วหนีไปด้วยกันโดยที่ลำบากมันน้อยที่สุด ขอโทษที่เป็นบานไม่รู้โรยที่แข็งแกร่งให้ลิลลี่ไม่ได้นะ
ในห้วงลึก เธอได้แต่แผดเสียง หลงลืมฟังเสียงรอบข้าง ลืมไปว่ามีใครสักคนที่อยู่ตรงนั้น
‘ช่วงนี้ลูกค้าน้อย เราเลยต้องรับงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินเยอะๆ เหนื่อย อยากเจอมันอะ แต่เฮียเพชรแกสั่งห้ามไม่ให้ใครไปหลังร้านอีกเพราะมีคนไปผูกคอตรงนั้น น่ากลัวว่ะ แต่เราจะไม่ได้คุยกับมันอีกนานเลย ลิลลี่ เธอรอเราอยู่ใช่มั้ยวะ ทนอีกนิดนะ เราใกล้จะเก็บเงินครบแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะทนให้พวกมันทำร้าย เราสองคนหนีไปด้วยกันนะ’
ในห้วงลึก เธอแหวกว่ายผ่านกลุ่มก้อนสีดำที่แสนเปราะบาง ตามหาแสงสีชาดที่อบอุ่น ตามหาเสียงที่บรรเลงขับขานอย่างนุ่มนวล
‘เราขอโทษนะลิลลี่ เราไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย เราอยากใช้ชีวิตอยู่กับเธอ เราอยากแต่งงานกับเธอ เราอยากสอนเด็กพร้อมเธอ เราไม่ได้อยากมาทำอะไรแบบนี้’
‘เราไม่อยากรับแขกอีกแล้วลิลลี่ เราไม่ไหวแล้ว’
‘ยังไม่ได้เห็นหน้าไอลิลลี่เลยว่ะ แต่นั่นไม่สำคัญแล้วล่ะ ชาติหน้า หวังว่าเราจะพบกันอีกนะ’
ในห้วงลึก เธอควานหา ยื่นมือกวาดออกไปทุกที่ ไขว่คว้าประกายแสงที่ไม่รู้ตัวตน จนในที่สุด
‘ขอโทษที่ไม่ได้ให้เธอแต่งหน้าให้นะ’
‘รักเธอนะลิลลี่ เธอคือดอกไม้ที่สวยที่สุดในชีวิตเราเลย’
เธอก็พบว่า ณ ห้วงลึกแห่งนั้น เธอไม่สามารถคว้าอะไรไว้ได้ทั้งสิ้น แม้กระทั่งดวงใจของเธอที่ทำหล่นหายไปนานแสนนาน
อนิจจา เธอไม่อาจตามหามันเจอได้อีก ตลอดกาล…
เสียงเด็กร่ำไห้เคล้าเสียงโวยวายอันแหบพร่าดังทะลุชั้นกำแพงหนา ราวกับโซ่ตรวนที่พันธนาการแน่น มิอาจคลาย มิอาจหนี มีเพียงแต่ต้องเผชิญหน้า เธอกรีดกรายหมึกสีชาดลงบนสมุดเป็นท่วงทำนอง แม้นฝันสิ้นสูญ แต่ความหวังอันริบหรี่ยังคงได้รับการถ่ายทอดออกไปด้วยมืออันอ่อนล้า เธอหวังเพียงว่า แม้นตัวอักษรจักไร้เสียง แต่มันจะมีอำนาจขับขานความรัก ความเจ็บปวด และเสียงกรีดร้องระงมจากตรอกบุปภัสดาภิรมย์ให้ดังก้องในใจผู้คนตราบนิจนิรันดร์
อ้างอิง :
ฟาโรห์, ประวัติศาสตร์โสเภณี | โดย ฟาโรห์ | Behind History ep.36 (ออนไลน์), 15 พฤษภาคม 2567. แหล่งที่มา https://youtu.be/v-wwnyEcUlU?si=XNp9xIJzD49m3OBM
เนื้อหา : วาตรำพึง
พิสูจน์อักษร : ปุณยวีร์ วัฒนาธร และ วิสุทธิ์
ภาพ : วอ.
