
ข้าน้อยเยื้องยุรยาตรเหยียบผืนดินอันกระเดื่องด้างอยู่กลางลานหน้าเคหสถานส่วนตัว แลเห็นสหายตัวน้อยตนหนึ่งนั่งนิ่งอยู่บนต้นข่อยซึ่งตัดแต่งทรงเป็นพุ่ม กลมมนดุจบุหลันลอยเด่นบนฟ้ากระจ่างในยามรัตติกาลนี้ สีหน้าท่าทางสหายตัวน้อยของข้าเต็มไปด้วยความสุขุมเยือกเย็น แววตาซึ่งผ่านโลกมามาก มิว่าจักเป็นติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร กระทั่งพยาธิตัวตืดซึ่งแก่งแย่งชิงอาหารในท้อง (น่าจักมีอีกโลก แต่ข้าจำมิได้) สหายข้าเปี่ยมด้วยปรีชาสามารถล้นเหลือกว่าผู้ใดในโลกหล้า ยามอนธการคืบคลานเข้ามา แม้สหายตัวน้อยจักมีขนาดตัวกระจ้อยร่อย กระนั้นแล้วสหายข้าก็เคยโรมรันพันตูกับเหล่าอสุรกายดุร้ายซึ่งอาศัยในมุมหลืบยากจักหาพบ เมื่อพวกมันได้กลิ่นของสิ่งมีชีวิตอื่นแสนโอชะ พวกมันจักคอยหลบซ่อน ก่อนจักแหวกว่ายผ่านอากาศโฉบเข้าขย้ำให้ดับสูญในทันที!
หากแต่สหายข้าแม้ได้รับคำครหาเรื่องพละกำลังแลขนาดตัว กระนั้นสหายข้าก็ผ่านศึกกับเหล่าอสูรร้ายที่คอยกล้ำกรายหลายต่อหลายครา แลรอดชีวิตมาได้อย่างเฉียดฉิว! ภายนอกป้อมปราการซึ่งเต็มไปด้วยภยันตราย สหายตัวน้อยของข้าเผชิญมาหมดแล้ว! เช่นนั้นแล้วชื่อเสียงสหายข้าจึงระบือลือลั่นไปไกลกว่าห้าลี้!
ตั้งแต่ข้าน้อยจำความได้ สหายท่านนี้มักจักกลับมายังเคหสถานด้วยร่างอันสะบักสะบอม บาดแผลเต็มตัวสมกับเป็นชายชาตรี แม้มิดื่มสุรา แต่นารีมิเคยขาดเลยสักวัน มิทันพ้นทิวาเสียงของสหายจักลอยแทรกเข้ามาในโสตของข้า ร้องดัง หง๊าว ซึ่งข้าน้อยทราบโดยพลันว่าท่านจักเตรียมไปพบหน้าสตรีไร้นามผู้นั้นอีกครา (อีกทั้งมิทราบแน่ว่ามีสตรีอีกเท่าใดที่สหายจักไปพานพบ) ในแดนไกลซึ่งข้ามผ่านขุนเขาและพนาไพร ข้าน้อยซึ่งคอยเฝ้าเคหสถานแห่งนี้ มิเคยพบเห็นชีวิตของสหายภายนอกป้อมปราการเลยสักวัน ข้าน้อยตรึกตรองกับตนเองในขณะเฝ้ารอสหายผจญชีวิตอันแสนยากจักเข้าใจว่า สหายข้าคงประสบกับความลำเค็ญมามาก เพราะทุกคราที่ฝ่าเท้าสหายแตะพื้นอันเย็นเยียบ เขาจักเข้าสู่ห้วงนิทราฉับพลันทันที แลจักเริ่มใช้ชีวิตในถิ่นธุลีแดงอีกคราในยามวิกาล
ข้าน้อยคอยปรนนิบัติพัดวีสหายผู้นี้มิเคยขาด ทั้งสำรับ น้ำดื่ม เครื่องนอน และพาไปรักษาแผลฉกรรจ์กับเซียนโอสถผู้คร่ำหวอดวิชารักษา กระทั่งสหายข้าหายสนิท ครั้นเมื่อบาดแผลของสหายเริ่มทวีคูณขึ้นหลายแห่งบนร่างในทุกราตรีที่ผันผ่านแลเขาเริ่มลาจากสตรีหลายนางที่ข้ามิเคยพานพบ ด้วยเหตุเพราะสังขารมิเหมือนเก่า ทั้งกำลังวังชา รอยแผลทั้งเก่าและใหม่ ข้าน้อยจึ่งคะเนเองว่า หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาในครานั้น สหายข้าคงประชันกับศัตรูอื่นซึ่งคอยยื้อแย่งเหล่าสตรีอันเป็นที่รักของสหายน้อยท่านนี้เป็นแน่ รอยแผลจึ่งมิเคยจางไปเสียที
ข้าน้อยเองก็มิอาจนิ่งเฉย ด้วยความห่วงหาอาทร ข้าน้อยจึ่งพาสหายไปหาเซียนโอสถเพื่อรักษาอาการอีกครา แลได้ความว่า หากสหายเป็นแบบนี้ต่อไป อาจเกิดภัยแก่ตัวสหายได้ ข้าน้อยจึงตัดสินใจให้ท่านเซียนโอสถผ่าตัดลูกประคำวิเศษของสหายข้าไป เวลาล่วงเลย สหายน้อยของข้าก็เริ่มห่างหายจากการผจญภัยในค่ำคืน เที่ยวราตรีน้อยลง แลเมินเฉยต่อสตรีนางอื่น
ถึงกระนั้นแล้ว ความเก่งกาจของสหายก็มิได้ลดน้อยลงเลย สหายข้ายังคอยตะปบเข้ากลางกระหม่อมของพวกอสุรกายนอกป้อมปราการ และส่งสายตายียวนกวนบาทาให้มิหยุดยั้ง ด้วยรูปร่างอันปราดเปรียว ความเฉลียวฉลาดและสายตาอันแหลมคม สหายจึ่งหาทางหนีทีไล่ได้เสมอ ต่างจากพวกอสุรกายแยกเขี้ยวยิงฟันขู่พวกนั้นลิบลับ! ทั้งยังสามารถคำนวณระยะกระโจนขึ้นป้อมหรือกระโดดลงมาได้อย่างแม่นยำน่าเหลือเชื่อ!
อย่างไรก็ตาม ข้าน้อยมักบอกสหายเสมอว่าอย่าไปกวนประสาทพวกอสุรกายให้มันมากนัก เพราะหากวันใดวันหนึ่งพลาดพลั้ง ท่านอาจมิเหลือศีรษะบนบ่า! (แต่สหายมิเคยฟังข้าหรอก สหายจักตะปบข้าเสมอเมื่อข้ากล่าวเช่นนี้)
นับตั้งแต่วันที่ลูกประคำวิเศษของสหายได้ถูกตัดทิ้งไป การแสดงออกของสหายก็เปลี่ยนโดยสิ้นเชิง เมื่อก่อนนั้น สหายจักแข็งกร้าว ทว่าตอนนี้กลับอ่อนโยนกับข้ามากขึ้น ครั้นแสงแรกวันจวนถึง สหายจักป้วนเปี้ยนอยู่หน้าประตูแล้วร้องเรียกให้ข้าออกมาสนทนาพาทีด้วยเสมอ แลจักพันแข้งพันขาข้าจนเกือบล้มคะมำหลายครั้งหลายครา
แรกเริ่มที่สหายได้เข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาคมในป้อมปราการแห่งนี้ ข้าน้อยปรารภกับตนเองว่า จักเป็นไปได้อย่างไรที่สหายผู้นี้จักอยู่ที่นี่ไปตลอด ด้วยนิสัยรักอิสระและคาดเดายาก สหายจักท่องราตรีจนกว่าฟ้าจักสางเสมอ และคงจักหนีจากข้าไปในสักวัน แม้ว่าข้าต้องการให้สหายอยู่ หากแต่ข้าก็เข้าใจในวิถีเสรีพเนจรของสหาย ข้าจึงทำได้แต่ลอบมองในยามที่สหายออกไปท่องโลกกว้าง แลหวังว่าสหายจักหวนกลับมาอย่างปลอดภัย ฉับพลันจันทราลาลับขอบฟ้า สหายตัวน้อยจักกลับมาที่เคหสถานแห่งนี้เสมอ พร้อมกับขดตัวเข้าสู่ห้วงฝันตรงมุมอันอวลด้วยความอุ่นในยามสาย
สหายของข้านี่แปลกยิ่งนัก เขามักจักเอนกายอยู่ที่ไหนสักแห่งยกเว้นฟูกนอนที่ข้าเตรียมไว้ให้ แลจักเหม่อมองทอดสายตาไปข้างหน้าด้วยอารมณ์อันยากจักคาดเดา คล้ายกำลังดื่มด่ำและหวนนึกถึงชีวิตในถิ่นธุลีแดงนี้อย่างนุ่มลึก สหายจักทอดมองป่าเขาลำเนาไพรคล้ายระลึกถึงอดีตที่ผันผ่านเมื่อเกือบจักเนิ่นนานมานี้ ข้าพเจ้าคิดในใจว่า จักมีบ้างไหมหนอ ที่สหายตัวน้อยนี้จักคิดถึงเหล่าสตรีที่เคยมีสัมพันธ์ด้วยกันสักนางหนึ่ง หรือสหายจักมิคิดถึงนางใดเลย แม้จักมีบุตร (ซึ่งสหายมิเคยรับรองว่าเป็นบิดา) กับแม่นางน้อยเหล่านั้นก็ตาม อีกทั้งจักรักสตรีกับบุตรของตนฤๅไม่ (แม้ข้าจักมิเคยพบเห็นหน้าบุตรของสหายเลยก็ตาม) ข้าน้อยก็มิอาจล่วงรู้ความคิดของสหายได้
แต่ข้าน้อยก็แอบหวังว่า ในห้วงคำนึงของสหาย จักมีข้าน้อยอยู่ในนั้น เหมือนที่ห้วงคำนึงของข้าจักมีสหายอยู่ในนั้นเสมอ
เมื่อก่อนนั้น ข้าน้อยมิค่อยเข้าใจวิถีนักรบยามวิกาลของสหายตัวน้อยเท่าไรนัก เพราะข้าเองก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดา หากให้ข้ากระโดดแผล็วขึ้นไปบนหลังคากระเบื้องคอนกรีตเช่นนั้น ข้าจำต้องเข้าพบท่านเซียนโอสถทุกเมื่อเชื่อวันเป็นแน่ อีกทั้งยังมิรวมค่ารักษาอีกบานเบอะ (ซึ่งปกติก็หมดไปกับสหายตัวน้อยอีกหลายกระบุง)
ข้าน้อยกับสหายมิได้กระทำสิ่งร่วมกันมากนัก แต่สหายมักพึงใจยามที่ข้าเกาคางแลนวดตัวให้ เมื่อทำเช่นนี้ สหายจักหลับตาพริ้มแลจักเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวบนตักของข้าพเจ้า มิเหลือเค้าชายผยองอย่างเก่าเลยสักนิด
แม้สหายจักมิเคยทราบเลยว่าข้าน้อยชอบลิ้มรสอาหารกระไร แต่ข้าน้อยก็สุขใจที่ได้จัดสำรับให้สหายกิน แค่สหายมีความสุขที่ได้กินอิ่ม ข้าน้อยก็อิ่มใจแล้ว (ยกเว้นในคราที่สหายน้อยสวาปามหนู ก่อนจักสำรอกมันออกมาประดับไว้บนพรมประดุจงานศิลป์)
ข้าน้อยกับสหายแตกต่างกันยิ่งนัก หากแต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้ากับสหายมีเหมือนกัน คือเราสองชอบยลตะวันแลจันทรา พร้อมทอดมองผืนนภากว้างใหญ่ มองข้ามผ่านป่าเขาลำเนาไพรแลขุนเขาลูกใหญ่อันไกลลิบ เป็นช่วงเวลาอันแสนสงบเงียบยิ่งนัก ข้าน้อยใคร่ครวญอยู่หลายครา ระหว่างที่ข้าน้อยเหม่อมองแสงแรกวันแลแหงนมองบุหลัน สหายของข้าจักคิดถึงอนาคตอันไกลโพ้นเฉกเช่นเดียวกันฤๅไม่
สหายของข้าจักเฝ้ารอเพียงว่าสำรับมื้อนี้คือกระไร (โดยเฉพาะมัจฉาย่าง) เมื่อโหยหิวก็ลิ้มรส เบื่อหน่ายก็โลดแล่น อ่อนล้าก็พักผ่อน สหายมิรู้ดอกว่าสหายเกิดมาทำไม เป็นกระไร จักมีคนมารักฤๅไม่ สหายมิเคยสนใจแลรอคอยสิ่งเหล่านั้น อีกทั้งยังมิยึดติดกับอดีตอันล่วงเลยไปนานแสนนาน สหายเพียงทำในสิ่งที่อยากทำ รู้สึกเมื่อรู้สึก แลใช้ชีวิตต่อไปเมื่อลมหายใจยังมิสุดสิ้น ข้าน้อยจึ่งรู้แล้วว่า สหายของข้ามิยึดติดกับกาลใดนอกเสียจากปัจจุบันกาลเท่านั้นเอง
ชีวิตในถิ่นธุลีแดงนี้… หนักหนาสำหรับข้าน้อยนัก หากแต่เพราะสหายตัวน้อย ข้าจึ่งได้เรียนรู้ที่จักใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้นหน่อย คิดมากให้น้อย แลใช้ชีวิตให้ช้าลงสักครู่
สหายมิเคยเอ่ยปากขอให้ข้ารัก แลมิเคยมอบสิ่งใดให้ข้ายิ่งใหญ่ แต่ข้าน้อยก็รักสหาย เพราะข้าแค่รู้สึกว่าสหายน่ารัก แค่น่ารักในความรู้สึก ก็เพียงพอที่จะได้รับความรักแล้วมิใช่หรือ มิจำเป็นที่จักต้องทำสิ่งใดมากมายไปมากกว่านี้ สิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สหายสอนข้า
ข้าน้อยยินดีที่ในห้วงเวลานี้สหายยังเลือกนั่งเคียงบ่าเคียงไหล่ข้า เพื่อทอดมองดวงดาราพาดผ่านนภานับอนันต์ แลบุหลันนิทรากลางรัตติกาลมืดมิดไปด้วยกัน (แม้ว่าสหายสามารถหนีจากข้าไปได้ทุกเมื่อก็ตามแต่) ข้าอยากให้สหายอยู่ที่เคหสถานแห่งนี้กับข้าไปตลอด แต่ข้าทราบดีว่า สักวันหนึ่งสหายจำต้องจากลาข้าไป
ถึงกระนั้น ก็มิมีสิ่งใดจักสำคัญไปมากกว่าการที่สหายยังอยู่ให้ข้าได้กอดในโมงยามนี้อีกแล้วล่ะทุกท่าน
เนื้อหา : สาวจากวสันต์
พิสูจน์อักษร : นกเค้าแมว กิงก่องแก้ว
กราฟิก : juillet.