
สำรวจพื้นที่ “บ้าน” กับความร้าวรานใน “เดนดาว never die”
หมายเหตุ : มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในหนังสือ
“พี่เป็นหัวใจของผมเลยนะเว้ย พี่ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมแม่ง ก็มีชีวิตเหมือนกัน”
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในบรรดาวรรณกรรมไทยที่ตีพิมพ์ออกเผยแพร่ในปี 2568 ชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะติดหูหรือผ่านตาเหล่านักอ่านมาไม่มากก็น้อยนั่นคือ “เดนดาว never die” ของ “จิตจงกล” หนังสือเล่มนี้นับว่าประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของการตีพิมพ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ภายในปีเดียวกันหลายครั้ง และในแง่ของการนำพาสารบางประการไปสู่ผู้อ่าน ไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าเดนดาว never die เป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่สร้างปรากฏการณ์อันน่าจับตามอง เพราะสามารถ “จับใจ” ผู้อ่าน ผ่านการพาเรื่องราวของตัวละครหลักอย่าง “น้ำ” และ “วิบวับ” เข้าไปติดตรึงอยู่ในใจของใครหลายคนได้เป็นอย่างดี
ด้วยภาษาที่ตรงไปตรงมา ทำให้เดนดาว never die ดูคล้ายกับงานศิลปะที่ศิลปินตวัดแปรงชุ่มสีสันฉูดฉาดอย่างไม่ยั้งมือ ก่อให้เกิดเป็นลวดลายการประพันธ์อันเป็นเอกลักษณ์ แฝงไปด้วยความร้าวรานยากลืมเลือน บทความนี้จึงขอพาทุกท่านไปสำรวจความร้าวรานดังกล่าว ผ่านประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจของเรื่องนั่นคือพื้นที่ “บ้าน” โดยปรากฏในแง่มุมที่ต่างกันออกไป
บ้าน (ชมพู) : พื้นที่ “หลีกเร้น” ของน้ำ
ที่คุ้งพยอม บ้านโป่ง ราชบุรี เมื่อปี 2552 ยุคที่เพลงของดอกเตอร์ฟู เรโทรสเปกต์ และแคลชกำลังเฟื่องฟู ชีวิตของ “น้ำ” ดำเนินไปในซอกหลืบหนึ่ง เขาอาศัยอยู่ที่ท้ายไร่ยายบัว ปั้นปาท่องโก๋ และขายน้ำเต้าหู้เพื่อส่งเงินให้น้องสาวเรียน ในบริเวณบ้านของน้ำ มีทั้ง “บ้านเขียว” ซึ่งเป็นบ้านที่เขาอยู่อาศัย และบ้านอีกหลังคือ “บ้านชมพู” ที่ด้านในนั้นเป็น “พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ” ของเขา ดังที่นวนิยายบรรยายว่า “เขาลงเส้นสีดำ ร่างเส้น ร่างโครง เป็นชายร่างเปลือย เส้นพลิ้วเสกริ้วกล้ามเนื้อ แสงเงาเป็นสีฟ้าและม่วงสด…น้ำเรียกฟิกเกอร์พวกนี้ว่า ‘อาดัม’ มนุษย์โคลนนิ่งหลายสิบตนในท่าทางล่อแหลม บิดเอี้ยวคล้ายงู ยืน นั่ง เลื้อย เลีย สลับสล้างเป็นภูมิประเทศอันซับซ้อนด้วยคลื่นเนินและหุบเหว” (น.46) น้ำพยายามปิดบังไม่ให้คนอื่นล่วงรู้ “ความลับ” ภายในบ้านหลังนี้ เพราะกลัวคนอื่น–โดยเฉพาะพ่อ จะรู้ว่าเขาเป็นเกย์ น้ำคิดว่า “ชาวบ้านจะเชื่อหรือไม่… ไม่ฉิบหายเท่ากับการที่คำพูดจะลอยละล่องไปติดหน้าบ้านพ่อของเขาหรือเปล่า คนไม่สำคัญอย่างพ่อค้าน้ำเต้าหู้อาจจะกลายเป็นเรื่องเล่าคลายเส้น หรืออาจจะแค่แซวเล่นขำๆ อย่างเช่น ‘ไอ้น้ำ สรุปมึงไว้ผมยาวทำไมวะ’ ‘แล้วทำมาเป็นแอ๊บแมน’ แต่มันไม่ขำสำหรับพ่อ” (น.55) นอกจากนี้ยังมีตัวละคร “พี่ไก่” ที่แสดงออกว่าเกลียดชังกลุ่มเพศหลากหลายอย่างชัดเจน เพราะ “ไอ้พี่ไก่มันชอบแกล้งหยอก แต่น้ำไม่ตลกด้วย พอเห็นเขาผมยาวหน่อย พี่แกก็สวมบทให้เขาเป็น ‘ผู้หญิง’ ตามคติเพี้ยนๆ ของ ‘ไอ้หนุ่มลูกผู้ชาย’ แล้วก็ชอบมาสัมผัสเนื้อตัว จับเล่นเส้นผม และชอบมองน้ำด้วยสายตาน่าขนลุก” (น.58) แสดงให้เห็นว่าคนในสังคมยังคงมีอคติกับกลุ่มเพศหลากหลาย เมื่อสังคมและคนในครอบครัวไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของน้ำ เขาจึงต้องหลีกเร้นตัวเองออกมาอยู่ในบ้านชมพู อันเป็นพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่ที่เขาสามารถเป็นตัวเองและโอบกอดอัตลักษณ์ของตนได้อย่างเต็มที่ สำหรับน้ำ เขามองว่าบ้านสีเขียวเป็นพื้นที่แห่งกฎเกณฑ์ ศีลธรรมจรรยา และความเป็นระเบียบอันถูกกำหนดขึ้นจากสังคม ในขณะที่บ้านสีชมพูเป็นพื้นที่แห่งศิลปะที่ล้ำเขตศีลธรรม เป็นอิสระ ไร้กรอบขวางกั้น และนั่นก็หมายถึงพื้นที่ของความเป็นมนุษย์ด้วยเช่นกัน เหมือนที่เขาเปรียบเทียบบ้านสีเขียวและบ้านสีชมพูไว้ว่า “บ้านสีชมพูก็เหมือนโลกมนุษย์–นรกแดนรัก–มี รัก โลภ โกรธ หลง มีอารมณ์ มีความรู้สึก ในขณะที่บ้านสีเขียวเหมือนดวงจันทร์ แห้งขอด แล้งร้าง ขาดสายลม เหมือนอาศรมฤาษีในบางครา” (น.114)
บ้าน (ชมพู) : พื้นที่ “หลบภัย” ของวิบวับ
กระทั่งวันหนึ่งน้ำได้พบกับ “วิบวับ” คนที่เขาเคยมีเรื่องชกต่อยด้วยในสมัยก่อน (ในตอนนั้น น้ำเรียกวิบวับว่า “เล้ง” ตามชื่อพ่อของวิบวับ) วิบวับมาขออาศัยอยู่ในบ้านชมพูหลังดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า “แม่กับพ่อเคยเช่าอยู่ตอนผมเด็กๆ” และ “ก็ผมหนีออกจากบ้าน ไม่รู้จะไปไหนดี เลยมาที่นี่” (น.41) ในช่วงแรกนวนิยายนำเสนอให้เห็นว่าวิบวับไม่อยากอยู่ที่บ้าน เขามักพูดเสมอว่า “ก็ยังดีกว่าอยู่บ้าน” (น.67) หรือ “กลัวเขาพาผมไปส่งบ้าน” (น.105) แม้กระทั่งน้ำก็ยังนึกแปลกใจเพราะบ้านของวิบวับมีกินมีใช้ มีฐานะมั่นคง ทั้งยังเป็นบ้านของเล้งนายกอบต.ที่คนนับหน้าถือตา วิบวับควรจะมีความสุขอยู่ในบ้านหลังนั้นและไม่ต้องมาดิ้นรนนอกบ้าน ดังที่น้ำได้แสดงความสงสัยว่า “อะไรทำให้คนมีอันจะแดกอย่างไอ้วับหนีออกจากบ้าน–ที่ควรจะเป็นหลุมหลบภัยอันมั่งคั่ง–แล้วมาเสี่ยงชีวิตข้างถนน” (น.69) ทว่าระหว่างเรื่อง นวนิยายค่อยๆ เปิดเผยความเจ็บปวดในใจของวิบวับโดยอนุมานได้จากประโยคที่วิบวับคุยกับน้ำ อย่าง “พี่รู้ปะ ผมอะ ไม่มีคนกินข้าวด้วยกันมาเป็นชาติแล่ว” (น.116) สะท้อนให้เห็นถึงความโดดเดี่ยวเคว้งคว้างในใจ หรือ “ผมแค่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมหลบอยู่ไหน ถ้าพวกมันรู้ หน้าผมก็ยับอีก” (น.65) แสดงให้เห็นว่าวิบวับอยู่ในบ้านที่เข้มงวดและถูกทำร้ายจากคนในครอบครัว เมื่อบ้านไม่อาจเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขาพักพิง ทำให้วิบวับต้องหลบหนีมาหลบภัยในพื้นที่แห่งใหม่ในบ้านชมพูกับน้ำ ที่นี่วิบวับรู้สึกว่าอัตลักษณ์ของเขาได้รับการยอมรับ ต่างจากพื้นที่บ้านอันแท้จริงที่เขาไม่ได้รับการยอมรับ กลายเป็นคนอื่น และแตกสลายซ้ำๆ จากความคิดแบบปิตาธิปไตย อคติทางเพศ และการทารุณกรรมที่คนในครอบครัวมีต่อเขา ดังที่วิบวับพูดกับน้ำในช่วงท้ายของเรื่องว่า “ผมพยายามจะเป็นลูกผู้ชายตั้งแต่เล็ก เพราะกลัวพ่อเกลียด ผมรู้ว่าทำไมผมถึงกลัวพ่อเกลียด ผมรู้ว่าพ่อไม่ชอบอะไร แล้วผมก็เป็นแบบที่พ่อไม่ชอบ–ผมไม่ได้เป็นผู้ชายแบบพ่อ แต่พ่อก็ตายไปแล้ว ลึกๆ ผมก็โล่งใจนะ ฮ่า ฮ่า ผมมันเด็กเหี้ย–พอไม่มีพ่อ ผมก็ไม่ต้องกลัวพ่อเกลียดอีกแล้ว–เพราะงั้นแหละ ผมเลยรักงานพี่มากๆ–ผนังของพี่ กอดความรู้สึกผมไว้ตั้งแต่วันนั้น ผมรู้สึกเหมือนได้เผชิญหน้ากับตัวเอง ได้ชื่นชมมัน ตื่นเต้นกับมัน” (น.322)
บ้าน (ชมพู) : น้ำ วิบวับ พื้นที่ลับของพวกเขา–และเราทุกคน
มีอยู่ตอนหนึ่งของนวนิยายที่น้ำถามวิบวับว่า “มึงหนีอะไรมา” วิบวับตอบกลับไปว่า “‘ก็ผมเป็นตัวเองที่บ้านไม่ได้’ น้ำโหวงท้องแปลกๆ นึกว่านั่นเป็นคำตอบของตัวเอง ที่ผ่านมา พวกเขามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ส่วนที่บิดเบี้ยวนั้น กลับเป็นเสี้ยวแต่แทบจะซ้อนกันพอดี” (น.178) ประโยคนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งหนึ่งที่ทั้งน้ำและวิบวับมีเหมือนกัน คือพวกเขาต่างก็ไม่สามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่เมื่ออยู่ในพื้นที่อื่นๆ ทั้งพื้นที่บ้าน (ที่แท้จริง) และพื้นที่อื่นๆ ในสังคม พื้นที่เหล่านั้นบีบบังคับให้พวกเขากลายเป็น “คนอื่น” ทั้งเป็นอื่นกับผู้คนรอบตัว และเป็นอื่นกับตัวเอง การพยายามปกปิดอัตลักษณ์และแสร้งใช้ชีวิตให้เป็นไปตามขนบกำหนดของสังคมคือความเจ็บปวดรวดร้าวประการหนึ่งที่นวนิยายพยายามสื่อสารออกมา ด้วยเหตุผลดังกล่าว น้ำและวิบวับจึงต้องโอบกอดตัวตนของกันและกันภายใต้ชายคาสีชมพู เกราะกำบังที่คนภายนอกมองว่าเป็นขยะรอวันทุบทิ้ง แต่สำหรับพวกเขา บ้านหลังนี้อาจเป็นพื้นที่เพียงหนึ่งเดียวที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสามัญในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
บ้านชมพูอาจเป็นบ้านที่มีสัณฐานเป็นรูปธรรม มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ และตั้งอยู่จริงๆ ในบริเวณท้ายไร่ยายบัว แต่หากมองอีกแง่ บ้านชมพูอาจเป็นพื้นที่เชิงนามธรรมที่น้ำ วิบวับ และเราทุกคนใช้อาศัยและพักพิง บ้านชมพูจึงอาจมีอยู่ในตัวเราทุกคน เอาไว้ใช้หลีกเร้นจากโลกอันเป็นอื่น หลบภัยจากผู้คนที่คอยทำร้ายเรา ละเลงศิลปะนอกกฎเกณฑ์ ขบถกับขนบและกรอบศีลธรรมที่คนในสังคมยัดเยียดให้
ดังที่กล่าวมานี้เป็นเพียงประเด็นหนึ่งที่ผู้เขียนบทความนำเสนอเท่านั้น ยังมีประเด็นอื่นๆ จำนวนมากที่ปรากฏในนิยาย รอให้นักอ่านวิเคราะห์วิจารณ์กันต่อไป ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตของน้ำกับวิบวับจะเป็นอย่างไรต่อไป ทั้งสองโลดแล่นอยู่ในหน้ากระดาษชั่วครู่หนึ่ง แต่เรื่องราวของพวกเขากลับติดอยู่ในใจของผู้อ่านนานกว่านั้น และนานพอที่จะทำให้ผู้อ่านสงสัยใคร่รู้ว่า ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ เงารางๆ ของสองตัวละครทอดอยู่ในใจเงียบงัน หากแต่ไร้คำตอบ ผู้อ่านจึงได้แต่หวังเพียงว่าพวกเขาจะพบพื้นที่ปลอดภัยในเร็ววัน และกลับมาโอบกอดกันอีกครั้งหนึ่ง
“เราหาเหตุผลให้กัน ทำไมมึงถึงชอบกู ทำไมกูถึงชอบมึง ทั้งที่ไม่จำเป็น เราไม่รู้อะไรเลย แต่เรารักกัน กูอยากให้มึงรู้ว่าเรารักกันนะเว้ย และถ้าเราได้อยู่ด้วยกัน กูจะบอกว่า ‘รักมึงนะ’ ทุกคืน ก่อนพวกเราเข้านอน และทุกเช้า ก่อนเริ่มใช้ชีวิต” (น.349)
อ้างอิง
จิตจงกล. (2568). เดนดาว never die. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: Pandora Press.
หมายเหตุ
บทความนี้มีการอ้างอิงในเนื้อหา (in text citation) โดยใช้รูปแบบการบอกเลขหน้า (น.) เนื่องจากอ้างอิงจากหนังสือเล่มเดียวกัน มีผู้แต่งคนเดียวกัน และตีพิมพ์ปีเดียวกัน
คำขอบคุณพิเศษ
ผู้เขียนบทความขอขอบคุณเจ้าของนามปากกา O.Calcipher ที่ตรวจทานเนื้อหาโดยรวม และนำพาให้ผู้เขียนบทความรู้จักกับ “น้ำ” และ “วิบวับ” จากการป้ายยานิยายเรื่องดังกล่าว
เนื้อหา : เมลิน
พิสูจน์อักษร : คุณยู และ กรณิศ
กราฟิก : bunnycape
