
ส่องบันทึกชีวิต-บันทึกสมัยผ่านเสียงระทมทุกข์ของชายผู้ผ่านชีวิตอันมากด้วยความอัปยศ ในสูญสิ้นความเป็นคน
“ชีวิตคือสิ่งมีค่าน่าอัศจรรย์”
ข้อความของ ฟูจิโอะ โทริโกชิ หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา เมื่อปี ค.ศ. 1945
เหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูที่บดขยี้บ้านเรือนและผู้คนในสังคมญี่ปุ่นจนแหลกลาญถือว่าเป็นบาดแผลอันทุกข์ระทมที่ยังคงจารึกไว้ในหัวใจของชาวอาทิตย์อุทัยทุกผู้ทุกนามจนถึงทุกวันนี้ ผลของสงครามและแรงระเบิดล้วนทำให้มนุษยชาติตระหนักถึงคุณค่าและความงดงามของชีวิตอย่างแจ่มชัดดังที่ฟูจิโอะ โทริโกชิได้กล่าวไว้ รวมไปถึงเกิดการเพรียกหาสันติภาพและเรียกร้องสันติสุข อย่างไรก็ตาม มิใช่มนุษย์ทุกคนที่ล้วนมองเห็นถึงความงดงามของชีวิต ทว่ากลับกรีดบาดแผลอันชอกช้ำให้ปวดระบมยิ่งกว่าเก่า แล้วดำดิ่งสู่ก้นบึ้งของความสิ้นหวังอันน่าหดหู่อย่าง “ดาไซ โอซามุ”
ความสิ้นหวังต่อชีวิตและสังคมญี่ปุ่นของดาไซ โอซามุ ปรากฏเด่นขึ้นในอัตนิยาย (I-novel) เรื่อง “สูญสิ้นความเป็นคน” (人間失格) ซึ่งเป็นการสารภาพมุมมืดของชีวิตของดาไซ โอซามุ นำเสนอความดำมืดภายในจิตใจและสะท้อนความสะเทือนใจของชีวิตที่ไร้ซึ่งความหวังในการดำรงอยู่บนโลกใบนี้ อย่างไรก็ตามการนำเสนอความสิ้นหวังต่อชีวิตของดาไซ โอซามุทำให้เราได้เห็นสภาพจิตใจของคนญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งเรายังมองเห็นแง่มุมอื่นๆ ได้อีกเช่นเดียวกันนอกเหนือจากสภาพชีวิตอันน่าสมเพชที่อ่านแล้วคล้ายกำลังดื่มยาพิษ
ญี่ปุ่นหลังสงครามยุติใหม่ : นักประพันธ์ออกสู่บรรณพิภพ
วันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นที่ได้ขับเคี่ยวทำสงครามนานนับ 10 ปี ได้ประกาศยอมแพ้และยอมจำนนต่อประเทศสัมพันธมิตร ระบบทหารนิยมอันแข็งแกร่งกลับถูกทำลายลง ประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพในสงครามได้รับอิสรภาพ จักรพรรดิที่ทรงฐานะเทพเจ้าถูกบังคับให้ประกาศว่าเป็นปุถุชนคนธรรมดา สภาวะอันขาดแคลนอาหารประทังชีวิต และบ้านเมืองที่พังทลายไม่เหลือชิ้นดีจากแรงระเบิด สภาพบ้านเมืองญี่ปุ่นที่ตกต่ำจนถึงขีดสุดก่อให้เกิดความขัดแย้งในใจของชาวญี่ปุ่นว่าหายนะครั้งนี้จะทำให้ชาติของตนเองพังพินาศต่อไป หรือจะทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นและนำพาชาติที่เคยยิ่งใหญ่ให้ดำรงอยู่ต่อไป
ท่ามกลางความโกลาหลที่ผู้คนไม่ทราบว่าอนาคตควรจะเป็นอย่างไร นักประพันธ์ที่เคยถูกลิดรอนสิทธิในการแสดงออกในสงครามได้รับสิทธิเสรีภาพและกลับมาสู่บรรณพิภพ นักประพันธ์เหล่านี้ได้เริ่มแสวงหาความหมายและคุณค่าของชีวิตของตนเองใหม่ รวมไปถึงเพื่อนร่วมชาติที่ตกอยู่ในสภาวะอันเลวร้าย งานประพันธ์ส่วนใหญ่หลังสงครามยุติใหม่ๆ มีลักษณะเป็นอัตนิยาย (I-novel) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของวรรณกรรมญี่ปุ่นสมัยใหม่ที่เขียนเล่าสภาพชีวิตส่วนตัวของผู้ประพันธ์เอง
“ดาไซ โอซามุ” ซึ่งเป็นนามปากกาของ “ชูจิ สึชิมะ” ถือเป็นหนึ่งในนักประพันธ์ที่กลับมามีบทบาทสำคัญในยุคสมัยดังกล่าว งานประพันธ์ของดาไซ โอซามุได้สะท้อนภาพสังคมที่มองไม่เห็นความหวัง ผลงานส่วนใหญ่จึงมักได้รับความนิยมและมีผลตอบรับดีจากสังคม เพราะนำเสนอภาพและอารมณ์สะเทือนใจซึ่งสอดรับไปกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่หมดอาลัยตายอยากตอนสงครามยุติใหม่ๆ หนึ่งในผลงานสำคัญของดาไซ โอซามุคืออัตนิยาย (I-novel) เรื่อง “สูญสิ้นความเป็นคน”
วิกฤตอัตลักษณ์ : ตัวตนภายใต้หน้ากาก
“สูญสิ้นความเป็นคน” บอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่เด็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ของเด็กหนุ่ม โอบะ โยโซ ซึ่งขณะเดียวกันเป็นการเปิดเผยและสารภาพชีวิตอันอาภัพของดาไซ โอซามุตามขนบอัตนิยายผ่านบันทึกทั้งหมดสามฉบับ ในบันทึกแต่ละตอน เราจะเห็นภาพชีวิตของโยโซที่ถูกกัดกร่อนและค่อยๆ พังพาบลงจนหมดสิ้นความเป็นคนไป พร้อมเสียดสีและจิกกัดต่อสิ่งรอบข้างที่โยโซเจอะเจอ หลายคนจึงมองสูญสิ้นความเป็นคนว่าเป็นหนังสือแห่งความตาย มุ่งนำเสนอเพียงแต่ความเป็นเศษมนุษย์ที่ไร้คุณค่า แต่หากเราพิจารณาถึงเรื่องราวของโยโซในอีกแง่มุมหนึ่ง เราจะค้นพบ วิกฤตอัตลักษณ์ (Identity crisis) ซึ่งเกี่ยวโยงกับความคาดหวังและแรงบีบคั้นจากสภาวะสังคมญี่ปุ่นที่เร่งให้ผู้คนปรับตัวให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่
ในกระบวนการประกอบสร้างตัวตนของชาวญี่ปุ่นเกิดขึ้นจาก 2 องค์ประกอบ ได้แก่ “ทะเทะมะเอะ” (建前) หมายถึงตัวตนภายนอก หรือตัวตนทางสังคมที่แสดงออกให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม และ “ฮนเนะ” (本音) หมายถึง ตัวตนภายในที่มีความคิดอันเลวทรามจะถูกเก็บซ่อนไว้ไม่ให้แสดงออกเพื่อรักษาความกลมเกลียวกันในสังคม อีกทั้งตัวตนของชาวญี่ปุ่นมีลักษณะลื่นไหลไปตามบริบทสังคมและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ชาวญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องระมัดระวังในการแสดงความรู้สึกและการกระทำต่อผู้อื่นโดยมิให้ล่วงรู้ถึงฮนเนะ เพราะเชื่อว่า ฮนเนะ เป็นพื้นที่ภายในที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ลึกที่สุด และยังเชื่ออีกว่าบุคคลจะเป็นผู้ใหญ่ได้จะต้องเข้าใจถึงทะเทะมะเอะและฮนเนะอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามการประกอบสร้างตัวตนดังกล่าวย่อมนำมาซึ่งการหยิบยืมอัตลักษณ์ของผู้อื่นมาแทนที่ตนเอง หรือสวม “หน้ากาก” เพื่อแสดงเป็นคนอื่นให้สังคมยอมรับ เพราะความหวาดกลัวต่อสังคมที่จะไม่ยอมรับตัวตนของตนเองและไม่สามารถเติมเต็มความต้องการส่วนตนในสังคมได้ นำไปสู่วิกฤตอัตลักษณ์ (Identity crisis) ซึ่งเกิดขึ้นกับตัวละครโอบะ โยโซตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น จนค่อยๆ เลิกสวมหน้ากากไปในที่สุดเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
วัยเด็ก : ตัวตลก เสียงหัวเราะ คือฉากบังหน้า
“ผมผ่านการใช้ชีวิตอันมากด้วยความอัปยศ การใช้ชีวิตของมนุษย์ สำหรับผมแล้วช่างเป็นสิ่งลึกลับยากจะเข้าใจ” (หน้า 13)
ข้อความแรกในบันทึกฉบับแรกได้เปิดเผยฮนเนะของโยโซให้เห็นว่าเป็นบุคคลที่ขยาดกลัวมนุษย์และสังคมเป็นอย่างมาก สำหรับโยโซแล้วมนุษย์และสังคมล้วนเป็นสองสิ่งที่เขาไม่ไว้ใจ และยากที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของการดำรงชีวิต อีกทั้งเขายังค้นพบว่าตนเองนั้นไม่รู้จักความหิวโหย จินตนาการถึงระดับความทุกข์ไม่ออก และนิยามความสุขของตัวเองไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เขารู้สึกผิดแผกไปจากคนอื่นรอบตัว และอยู่นอกกรอบของความเป็นมนุษย์ โยโซไม่สามารถเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของเขาได้ เพราะเขามองว่ามนุษย์นั้นแข็งขืนไม่ยอมเปิดใจเชื่อเขา ประกอบกับแนวคิดเรื่อง ทะเทะมะเอะ และ ฮนเนะ โยโซจึงต้องเรียนรู้ที่จะปกปิดฮนเนะของตนเองเพื่อรักษาความสัมพันธ์ไว้ไม่ให้พังทลาย
วิธีที่โยโซใช้ปกปิดความปรารถนาส่วนตัวของตนเองคือการสวมหน้ากากเป็นตัวตลก แล้วเล่นตลกเรียกเสียงหัวเราะเพื่อเชื่อมโยงมนุษย์ให้เข้าใจว่าโยโซเองก็มีคุณสมบัติของความสุขอันเป็นคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ และเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ ถึงแม้เขาจะหวาดกลัวมนุษย์จับจิตมากเพียงใดก็ตาม เช่น เขียนเรียงความเรื่องที่เขาจงใจแกล้งฉี่ใส่กระโถนบ้วนน้ำลายสำหรับผู้โดยสารให้คุณครูหัวเราะ สวมเสื้อถักไหมพรมแดงไว้ใต้ยูกาตะแล้วเดินร่อนไปทั่วบ้าน และขยับแข้งขาเต้นท่าแบบอินเดียนแดงไปตามเพลงจนของสงวนโผล่แพลมออกมา
นอกจากนี้โยโซยังต้องฝืนความคาดหวังจากครอบครัว ในตอนที่พ่อจะไปทำธุระที่โตเกียว พ่อได้ถามโยโซว่าอยากได้อะไรเป็นของฝาก แน่นอนว่าโยโซอ้ำอึ้ง เพราะนึกสิ่งที่อยากได้ไม่ออก พ่อเลยคิดว่าโยโซอยากได้หนังสือ ทั้งที่จริงพ่ออยากซื้อหัวสิงโตให้มากกว่า พ่อเลยรู้สึกไม่พอใจในตัวโยโซ ตอนนั้นเองโยโซรู้สึกว่าตนเองนั้นทำพลาด กลัวจะถูกพ่อเอาคืนด้วยวิธีการอันน่าสะพรึง จึงแอบเข้าไปเขียนคำว่าหัวสิงโตในสมุดบันทึกรายชื่อของฝาก แน่นอนว่าพ่อก็หัวเราะลั่นอยู่หน้าร้านขายหน้ากาก
ช่วงชีวิตในวัยเด็กของโยโซคือช่วงวัยที่เขามีทะเทะมะเอะเป็นตัวตลกเพื่อปกปิดฮนเนะตลอดเวลา ตราบใดที่ทำอะไรก็ได้ ขอแค่ทำให้อีกฝ่ายหัวเราะก็พอ คนอื่นๆ ก็จะไม่ใส่ใจเขาแม้จะอยู่นอกกรอบของการใช้ชีวิต ถึงอย่างนั้นโยโซก็มองว่าเป็นคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์คนนั้นมีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกได้ และหน้ากากไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือเลว เพียงแต่ว่าการที่ผู้คนกลับสวมหน้ากากใส่กันได้อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรต่างหากที่โยโซมองว่าน่ากลัว
ทัศนคติต่อมนุษย์ของโยโซคือสิ่งที่ดาไซ โอซามุกำลังหวาดกลัวต่อกระบวนการสร้างตัวตนของญี่ปุ่นที่มุ่งเน้นการสร้างทะเทะมะเอะเพื่อเข้าสังคมและปกปิดฮนเนะคือเรื่องปกติ จนผู้คนในสังคมไม่รู้สึกหรือรับรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริง ตัวตนที่แท้จริงก็จะเลือนหายไปและแทนที่ด้วยอัตลักษณ์ใหม่ อีกทั้งพื้นที่ในสังคมที่เปิดโอกาสให้เราเปิดเผยฮนเนะได้อย่างอิสระก็ยิ่งน้อยลงไปด้วยเช่นกัน
“เหตุใดทุกคนกลับยังสู้ทนอยู่ได้โดยไม่ฆ่าตัวตาย ไม่คลุ้มคลั่งเสียจริต ยังถกเถียงกันเรื่องการเมือง ต่อสู้เพื่อการดำรงชีวิตสืบต่อไป หรือว่าแท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้ทุกข์” (หน้า 18)
วัยรุ่น : สุรา บุหรี่ สาวงาม บำบัดทุกข์ บำรุงสุข
“แน่นอนว่าความรู้สึกหวาดกลัวมนุษย์ยังคงเต้นเร่าอยู่ลึกในใจไม่เคยเปลี่ยน แต่ผมกลับสวมหน้ากากได้เนียนสนิท” (หน้า 37)
บันทึกฉบับที่สองเริ่มต้นเล่าเรื่องว่าโยโซยังคงสวมหน้ากากตัวตลกต่อไปเรื่อยๆ เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขามีความปรารถนาที่อยากจะเป็นศิลปินวาดภาพ แต่โยโซไม่กล้าขัดใจพ่อที่วาดฝันให้เขารับราชการ จึงสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายในโตเกียวแล้วย้ายไปอยู่บ้านพักของครอบครัว แน่นอนว่าเขาก็ไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นได้ อีกทั้งคำพูดจำพวก “สีสันของชีวิตวัยรุ่น” หรือ “จิตวิญญาณของวัยรุ่น” เขาก็ย่อมไม่ซาบซึ้งถึงความหมายของคำเหล่านั้นเช่นกัน
กระทั่งเขาได้พบกับ โฮริกิ มาซาโอะ ชายหนุ่มที่โรงเรียนสอนวาดภาพ โฮริกิมีลักษณะเป็นกุ๊ยเมืองหลวงใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ทำประโยชน์ใดนอกจากเที่ยวเตร่ โฮริกิทำให้โยโซผ่อนคลายในระดับหนึ่งเพราะเขาไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากเป็นคนตลกอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งโฮริกิยังสอนให้โยโซรู้จักกับสุรา บุหรี่ โสเภณี โรงรับจำนำ และอุดมการณ์ทางการเมืองฝ่ายซ้าย โยโซค้นพบว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เขาหลงลืมความหวาดกลัวมนุษย์และรู้สึกสบายใจ ช่วงชีวิตนี้เองที่ทำให้โยโซเข้าสู่สังคมกลางคืนอย่างแท้จริง ทั้งเมามาย คบหาสมาคมกับหญิงบริการ และเข้าเป็นสมาชิกฝ่ายคอมมิวนิสต์เพื่ออวดอ้างว่าเป็นหัวสมัยใหม่
หลังจากนั้นชีวิตของโยโซก็ค่อยๆ เหลวแหลกจนกลายเป็นเสือผู้หญิง ไม่เข้าเรียน ใช้เงินเดือนที่พ่อให้ไปกับเหล้าและบุหรี่จนหมดภายในสองถึงสามวัน กระทั่งโยโซได้พบกับหญิงม่ายชื่อ “ซึเนะโกะ” การพบเจอกับซึเนะโกะทำให้เขาเปิดเผยฮนเนะออกมาเป็นครั้งแรก รวมไปถึงการร่วมหลับนอนกับเธอก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ความรู้สึกหดหู่ที่เก็บซ่อนไว้ในใจสงบนิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งนี้เป็นเพราะทั้งสองต่างก็โดดเดี่ยวและเหน็ดเหนื่อยกับชีวิตเช่นเดียวกัน ไม่นานนักซึเนะโกะกับโยโซพยายามจะฆ่าตัวตายด้วยกัน ทว่าเธอเสียชีวิต แต่โยโซกลับรอดตาย ท้ายที่สุดโยโซก็ถูกส่งตัวเข้าคุก
จะเห็นได้ว่าชีวิตวัยรุ่นของโยโซเป็นช่วงเวลาของทะเทะมะเอะที่ใช้ปฏิสัมพันธ์กับสังคมด้วยหน้ากากตัวตลกเริ่มสั่นคลอนด้วยอำนาจของสุราและโสเภณีที่ทำให้ฮนเนะในตัวของเขาค่อยๆ เปิดเผยออกมา จนครอบงำตัวตนของเขาไปชั่วขณะ นำไปสู่การฆ่าตัวตายซึ่งผิดศีลธรรมของสังคม อีกทั้งการลดตัวไปมั่วสุมกับอบายมุข ฝ่าฝืนกฎหมาย คบหาคนชั้นต่ำอย่างโสเภณีล้วนแล้วเป็นการท้าทายจริยธรรมดั้งเดิมและกฎเกณฑ์ของสังคมของญี่ปุ่น ดาไซกำลังเสนอให้เห็นว่า “มนุษย์นั้นเกิดมามีแต่ตกต่ำ และตกต่ำเท่านั้นที่จะช่วยตัวเองได้” เหมือนที่โยโซตัดสินใจร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ แม้เขาจะรู้ดีว่าจะนำความยุ่งวุ่นวายมาให้แก่ชีวิต แต่เขาไม่ได้สามารถทนอยู่เฉยๆ ได้โดยไม่หาความทุกข์ใส่ตัวเอง และความทุกข์นั้นก็ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย
“ฝ่าฝืนกฎหมาย…ผมค่อนข้างสนุกกับกิจกรรมนี้ ไม่สิรู้ว่ามันเหมาะกับตัวเองด้วยซ้ำ การทำตามกฎหมายที่น่าพรั่นพรึง” (หน้า 64)
“ความรู้สึกผิดบาปประหนึ่งตนเป็นอาชญากร…แม้จะถูกความรู้สึกดังกล่าวบีบคั้นจนต้องดิ้นรนทรมานอยู่ในโลกมนุษย์ชั่วชีวิต ทว่ามันเปรียบได้กับภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก” (หน้า 65)
วัยผู้ใหญ่ : ปลดหน้ากาก จากคนสู่เศษมนุษย์
“ตั้งแต่มาอาศัยที่บ้านหลังนี้ ผมหมดใจจะสวมบทตลกทะเล้น ได้แต่ล้มตัวลงนอนท่ามกลางสายตาเหยียดหยามของฮิราเมะกับเด็กหนุ่ม” (หน้า 101)
บันทึกสุดท้ายเล่าเรื่องหลังจากที่โยโซได้รับอนุญาตให้ออกจากคุกโดยที่อัยการไม่ส่งฟ้อง ชีวิตตกต่ำลงอย่างมาก เขาถูกไล่ออกจากโรงเรียน และถูกพ่อตัดขาดจากครอบครัว เนื่องจากทำให้ตระกูลผู้ลากมากดีของเขาเสื่อมเสียชื่อเสียง โยโซจึงย้ายไปอาศัยที่บ้านญาติที่ชื่อฮิราเมะ หลังจากนี้เองคือช่วงเวลาที่โยโซละทิ้งทะเทะมะเอะ เปิดเผยความจริงภายในที่เขาเกลียดมนุษย์และทำตัวไร้แก่นสารไปเรื่อยๆ แม้ฮิราเมะจะพยายามหว่านล้อมให้โยโซกลับไปเรียนหนังสือ พี่ชายของโยโซแอบส่งเงินมาให้ใช้ แต่ไม่นานโยโซก็เลือกที่จะหนีออกไปอยู่กับผู้หญิงมากหน้า วาดรูปการ์ตูนหาเงินเพื่อตระเวนกินเหล้าไปวันๆ
ชีวิตของโยโซเข้าสู่กระบวนการทำลายตัวเองอย่างหนักหน่วงเมื่อโยโซได้คบหาหญิงสาวที่ชื่อชิสึโกะ โยโซสัญญากับชิสึโกะว่าจะเลิกเหล้า และหันกลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ปกติ หากชิสึโกะสัญญาว่าจะแต่งงานกับเขา ทว่าความไว้ใจต่อชิสึโกะที่โยโซมองว่าเป็นสิ่งเดียวของมนุษย์ที่ใสซื่อบริสุทธิ์กลับถูกทำลายลง เพราะเขาเห็นชิสึโกะถูกข่มขืนต่อหน้าต่อตา ความรู้สึกรับไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เขากินยานอนหลับเกินขนาดจนหลับไปเกินสามวัน กระนั้นเขาก็ยังไม่สามารถจบชีวิตตัวเองลงได้ เมื่อความสัมพันธ์ของเขากับภรรยายิ่งแย่ลง เขายิ่งติดเหล้าหนักจนไอเป็นเลือด เขาจึงหยุดเหล้าแล้วหันไปเสพมอร์ฟีนซึ่งเขาเชื่อว่ามอร์ฟีนจะทำให้คลายทุกข์
ท้ายที่สุดโยโซถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลบ้า เมื่อพ่อเสียชีวิต พี่ชายของเขาก็รับกลับมาอยู่ต่างจังหวัด และได้จ้างแม่บ้านมาช่วยดูแล ทว่าเขาก็ถูกแม่บ้านกระทำชำเราอยู่เป็นระยะ ท้ายที่สุดโยโซได้พินิจว่าตนเองนั้นเหลวแหลกเหลือทน และค้นพบว่าอัตลักษณ์ที่แท้จริงของเขาคือ “เศษมนุษย์” ที่ “สูญสิ้นความเป็นคน”
“ผมก็คงไม่พ้นถูกตอกหน้าผากประทับตราเป็นคนบ้า...ไม่สิ…เป็นเศษมนุษย์อยู่ดี
ตกต่ำ…เกินจนกว่าจะเรียกตัวเองว่ามนุษย์
ผมสูญสิ้นความเป็นคนโดยสมบูรณ์” (หน้า 174)
“สูญสิ้นความเป็นคน” เล่าเรื่องราวการทำลายชีวิตของโอบะ โยโซซึ่งสะท้อนบาดแผลทางใจของดาไซ โอซามุ บาดแผลที่หมดศรัทธาต่อมนุษย์ภายใต้สภาพสังคมอันเลวร้ายจากภาวะสงคราม ดาไซ โอซามุให้คำจำกัดความของคำว่า “คุณค่าและความหมายของชีวิต” ใหม่ซึ่งบ่อนเซาะคุณธรรมและจริยธรรมเดิม เขามองว่าชีวิตของมนุษย์ไม่มีสิ่งใดน่าอภิรมย์ ล้วนแล้วน่าสมเพชอย่างยิ่ง หากไม่สามารถทนต่อพลังของสังคมได้ก็ต้องดำเนินชีวิตที่ไม่แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉานที่กระเสือกกระสนไปตามสัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอดของตนเอง และจะถึงซึ่งอวสานอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกับดาไซ โอซามุที่ปิดฉากชีวิตอย่างอัปยศด้วยการฆ่าตัวตายสำเร็จซึ่งเป็นครั้งที่ 5 ในปี ค.ศ. 1948
นอกจากนี้ดาไซ โอซามุกำลังท้าทายและตั้งคำถามต่อระบบโครงสร้างทางสังคมอันเข้มงวดที่ทอดทิ้งผู้คนที่ไม่สามารถปรับตัวตามความคาดหวังของสังคมให้จมปลักอยู่ในห้วงแห่งความสิ้นหวัง เพราะภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ สังคมญี่ปุ่นเข้าสู่กระบวนการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด พยายามกำหนดอัตลักษณ์ใหม่และความเป็นปกติสุขแก่ผู้คนในสังคม ผู้คนจำเป็นต้องเร่งรีบในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะใหม่ของชีวิตเพื่อให้ชาติญี่ปุ่นกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง อัตลักษณ์ของชาวญี่ปุ่นในยุคสมัยนี้จึงอยู่ในสภาวะวิกฤตท่ามกลางความวุ่นวายและความไม่แน่นอนของชาติ
สูญสิ้นความเป็นคนถือได้ว่าเป็น “วิญญาณแห่งยุคสมัย” ความเลวร้ายของสังคมและชีวิตของชาวญี่ปุ่นในบางแง่มุมหลังสงครามยุติใหม่ๆ ได้ถูกจำลองไว้ในอัตนิยายสูญสิ้นความเป็นคน แม้สภาพสังคมอันเสื่อมโทรมได้กลายเป็นเพียงอดีตไปแล้ว ทว่าดาไซ โอซามุสะท้อนภาพชีวิตและอารมณ์แห่งยุคสมัยที่ทำให้เราเห็นว่าสังคมอันน่าสมเพชมีพลังต่อชีวิตจิตใจมนุษย์มากเพียงใดและตัวเขาเองได้เผชิญหน้ากับสภาพเช่นนั้นได้อย่างไร
การอ่านสูญสิ้นความเป็นคนแม้จะทำให้เรารู้สึกหดหู่คล้ายกำลังดื่มยาพิษ บ้างก็ว่าเป็นหนังสือแห่งความตายที่พร้อมจะตายตกตามไป แต่ขณะเดียวกันสูญสิ้นความเป็นคนคือยาขมที่นำพลังชีวิตมาสู่ผู้อ่านในแง่ที่ว่าเมื่อเทียบกับชะตากรรมกับตัวละครแล้ว ชีวิตเรายังมีสิ่งใดให้น่าอภิรมย์อยู่บ้าง
อ้างอิง
ดาไซ โอซามุ, สูญสิ้นความเป็นคน, แปลโดย พรพิรุณ กิจสมเจตน์, พิมพ์ครั้งที่ 17(นนทบุรี: JLIT, 2567).
อาทร ฟุ้งธรรมสาร, วิวัฒนาการวรรณกรรมญี่ปุ่นหลังสงคราม (โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2528).
P.C. Lalrinmuani and Sarangadhar Baral, "Fragmented Identities in Postwar Japan: Examining the Temple of The Golden Pavilion and No Longer Human," September Issue 26,3 (20 December 2023): 483-488.
เนื้อหา : กณิศ เรืองขำ
พิสูจน์อักษร : วอวง และ นิชนันท์ ภาษยะวรรณ์
ภาพ : มอนอ
