อ่านลูกทุ่งในกรุงเทพฯ : ฟังเพลงความฝัน สดับลำนำชีวิตใน มนต์รักทรานซิสเตอร์

นอกจากคนเราจะฟังเพลงเพื่อความอภิรมย์และความสุขใจแล้ว เพลงเพลงหนึ่งก็สามารถเป็นตัวแทนสภาวะอารมณ์ความรู้สึกในจิตใจ ไม่ว่าผู้ประพันธ์เพลงจะตั้งใจสื่อสารความหมายตรงตามปริบทของผู้ฟังที่ตีความได้หรือไม่ก็ตาม ดังนั้นเพลงจึงมีบทบาทหน้าที่ไม่เพียงสร้าง “ความบันเทิง” แต่เพียงเท่านั้น หากแต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกของศิลปินแก่ผู้ฟัง และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ตีความและเชื่อมร้อย “สาร” เข้ากับประสบการณ์ชีวิตของตนได้อย่างอิสระ

เมื่อเอ่ยถึงเพลง “ลูกทุ่ง” (folk song) ก็น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะแนวเพลงประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นโกยจากฐานแฟนเพลงที่ส่วนมากเป็น “ผู้ใช้แรงงาน” ผู้เปรียบเป็นกระดูกสันหลังของมหานคร ถ้าลองจับสังเกตด้วยการเงี่ยหูฟัง “เพลง” รอบข้างตัวที่ล่องลอยไปมา ก็อาจจะได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่งของต่างศิลปินที่ขับเลี้ยงบรรยากาศและผู้คนต่างกันออกไปตาม “ความหมาย” ของแต่ละเพลง ซึ่งหลายเพลงแสดงให้เห็นจุดร่วมเดียวกันนั่นคือการถ่ายทอดความลำบากแร้นแค้นในชีวิตที่ต้องมาทำงานในเมืองที่ไม่เหมือนบ้าน นำไปสู่ความโหยหาอดีต (nostalgia) และความฝันอันเรืองรองในชนบท

อาจกล่าวได้ว่า ในบางแง่มุม สามารถเปรียบเพลงลูกทุ่งเป็นดั่ง “ศาสนา” ของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจร่วมกันให้สามารถดำเนินชีวิตอย่าง “สู้ชีวิต” ในเมืองหลวงเพื่อนำ “ความสำเร็จ” กลับบ้านไปได้ ในอีกมุมหนึ่ง เพลงเหล่านี้ยังได้ประกอบสร้างอัตลักษณ์ ภาพแทน และวาทกรรมเกี่ยวกับผู้คนกลุ่มนี้ให้คนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมได้มีความรับรู้และความเข้าใจแตกต่างกันไป ซึ่งยังคงถูกผลิตซ้ำเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมภายใต้สังคมสมัยใหม่ คุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนกลุ่มนี้อาจถูกลดทอนลงไปมาก เมื่อระบบทุนนิยมมุ่งตัดสินคุณค่าของคนคนหนึ่งด้วยผลิตภาพ (productivity) ของงานที่เขาได้กระทำ ประเด็นนี้ยิ่งแสดงให้เห็นชัดว่า คนเมืองมีทัศนคติและท่าทีต่อคนชนบทอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงลบและการดูถูกดูแคลนพวกเขาไปต่างๆ นานา

ในบรรดาเรื่องเล่าในวรรณกรรมหรือเพลงลูกทุ่ง อาจกล่าวได้ว่า “ความฝัน” เป็นชนวนเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ต้องโยกย้ายมาแสวงหาโอกาสและชีวิตใหม่ในเมืองหลวง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า เมืองเต็มไปด้วยโอกาสในการทำมาหากินหลากหลาย ทั่วถึง และครบครันกว่าในชนบท จึงอาจเป็นพื้นที่ที่สามารถนำพาชีวิตคนเราให้ไปถึง “ฝั่งฝัน” ได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นด้านฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม หรือชื่อเสียงก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ใช่ว่าพวกเขาจะมีชีวิตในเมืองใหญ่ได้อย่างราบรื่นและสุขสบายเสมอไปเพราะอาจถูกกดทับหรือดูแคลนสถานภาพจากคนอื่นในสังคมเมืองและประสบพบเจอปัญหาต่างๆ 

เงาของหนุ่มสาวคู่หนึ่งปรากฏตรงกึ่งกลาง ฉากหลังคือทุ่งนาเขียวขจีกับโน้ตดนตรีที่ลอยฟุ้งอยู่ด้านข้าง เหล่านี้คือองค์ประกอบในภาพปกที่สามารถบอกใบ้เรื่องราวที่อยู่ในตัวเล่มหนังสือ มนต์รักทรานซิสเตอร์ ของวัฒน์ วรรลยางกูร เล่มนี้ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับคู่รักที่อยู่ในชนบท และเมื่อพิจารณาชื่อเรื่องที่มีรุ่นของวิทยุ “ทรานซิสเตอร์” ร่วมกับโน้ตดนตรีในภาพปกด้วยแล้ว ก็น่าจะพออนุมานได้ว่า ชีวิตของตัวละครอาจเกี่ยวข้องกับเสียงเพลงเสียงดนตรีไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

นอกจากรูปเล่มหนังสือที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. 2524 มนต์รักทรานซิสเตอร์ (2544) ยังได้โลดแล่นอยู่บนจอเงินด้วยฝีมือเป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับภาพยนตร์ ดึงดูดให้ผู้ชมจำนวนมากได้ทำความรู้จักและเห็นชีวิตของตัวละครในเรื่องเป็นภาพ ทำให้ชื่อเสียงของวรรณกรรมเรื่องนี้ระบือไปทั่วและยังคงได้รับการกล่าวถึงจนกระทั่งทุกวันนี้ จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า วรรณกรรมเรื่องนี้ยังเป็นที่อ้างถึงและเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ร่วมสมัยราวกับเป็นอมตะในบรรณพิภพ

ยิ่งพลิกหน้ากระดาษและพินิจอ่านไปเท่าไร เราก็จะได้รู้จักและร่วมลุ้นไปกับตัวละครเอกคือ “แผน” ผู้มีทั้งความรักใคร่และความใฝ่ฝันในวัยแรกรุ่นอย่างกล้าได้กล้าเสีย เขาได้ตกหลุมรัก “สะเดา” สาวสวยแห่งหมู่บ้านบางน้ำไหล แย่งชิงเธอจากหนุ่มอื่นผู้หมายปองเธอ และได้วิวาห์กับเธออย่างสมปรารถนา นอกจากความปรารถนาเรื่องความรักใคร่ชอบพอฉันสามีภรรยาแล้ว แผนยังหลงรักเสียงเพลงและการขับร้องเป็นชีวิตจิตใจ จนทำให้เขาเลือกหลบหนีการเป็นทหารเกณฑ์มาแสวงหาชีวิตใหม่ในกรุงเทพฯ คือการได้เป็นนักร้องชื่อดัง อย่างไรเสีย ชีวิตของแผนกลับพลิกผันเมื่อภาพเบื้องหน้าไม่ได้เป็นไปดังฝัน ความผิดหวังซ้ำซากค่อยๆ บ่อนเซาะความปรารถนาและความเป็น “ลูกทุ่ง” ของแผนเรื่อยมา


จากลูกทุ่งสู่ลูกกรุง : ฝันแบบกรุงเทพฯ กับปัญหาในมหานคร

“นคราภิวัฒน์” (urbanization) หรือการขยายตัวของ “กรุงเทพฯ” และผลจากการหันมาสู่ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมในประเทศไทยช่วงทศวรรษ 2520-2530 ชักชวนให้ประชากรจากทั่วทุกหัวระแหงโยกย้ายถิ่นจากชนบทเข้ามาปักหลักอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งแบบชั่วคราวและถาวร เพื่อแสวงหาอาชีพและโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว (พลอยสิริ คำโสภา และ ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, 2568: 69-108) กล่าวในอีกแบบหนึ่งคือ “ฝันแบบกรุงเทพฯ” เป็นสิ่งที่นำพาให้ผู้คนจำนวนมากไหลบ่าเข้ามาในเมืองพร้อมความฝันที่จะต้องดำเนินให้สำเร็จ ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องพยายามปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่รวมถึงปฏิบัติตามความคาดหวังและสิ่งที่เป็นบรรทัดฐานในสายตาคนเมืองที่เป็นศูนย์กลางในการจับสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ 

“กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง” เป็นคำขวัญประจำกรุงเทพฯ ที่สะท้อนให้เห็นความเป็นอุดมคติของเมืองในความเปรียบตามคติไตรภูมิราวกับว่าที่นี่คือเมืองที่สวยงามและสุขสบายดั่ง “วิมาน” ที่เหล่าเทพเทวดานั้นเสกสรรให้ แม้ว่ามหานครจะมีความศิวิไลซ์และสาธารณูปโภคที่ครบครันและทันสมัยเพียงใด แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในความเป็นจริง สภาพความเป็นอยู่ในเมืองไม่ได้อภิรมย์และราบรื่นตามนั้นเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยต่างๆ นานาที่ทำให้คุณภาพของคนย่ำแย่ลงในหลากหลายด้าน เมื่อเมืองเป็นที่ทำมาหากินของคนร้อยพ่อพันแม่ เช่น อาชญากรรม ชุมชนแออัด ฯลฯ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบตั้งแต่ระดับอารมณ์ความรู้สึกไปจนถึงอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคลได้อีกด้วย สาเหตุหนึ่งน่าจะมีผลมาจากความรู้สึกกระอักกระอ่วนและไม่มั่นคงของ “คนลูกกรุง” ที่มีอคติเกี่ยวกับ “คนลูกทุ่ง” 

สำหรับ “แผน” ที่อยู่ในหมู่บ้านบางน้ำไหลมาตลอดชีวิต เขาไม่เคยคิดฝันถึงการต้องย้ายออกจากหมู่บ้านแห่งนี้มาก่อน แต่เมื่อชนะการประกวดและได้ไปสังกัดค่ายเพลงค่ายหนึ่งในกรุงเทพฯ แผนก็นึกฝันอย่างมีหวัง “มุ่งสู่กรุงเทพมหานคร ฝันเห็นภาพตัวเองถูกตีพิมพ์เป็นภาพโปสเตอร์สอดสีสวยงาม” (วัฒน์ วรรลยางกูร, 2558: 89) การหลบหนีจากพันธะทั้งราชการทหารและการจากลาเมียโดยไม่สั่งเสีย กลับทำให้ชีวิตของแผนพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะหลังจากนั้นเป็นต้นมา แผนได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้คนและความเป็นอยู่ในกรุงเทพฯ [ทว่ายังจำกัดอยู่แค่ภายในค่ายเพลงดังกล่าวเท่านั้น]

เมื่อกินอยู่ในค่ายไปสักพักใหญ่ แผนก็ค้นพบว่าเส้นทางกว่าจะได้เป็นนักร้องในค่ายเพลงแห่งนี้ไม่ได้ราบรื่นและหอมหวานดังที่นึกฝันไว้ หนึ่งในนั้นคือความรู้สึก “แปลกถิ่น” และ “แปลกหน้า” แม้ในยามที่จะได้เจอผู้คนมากหน้าหลายตาในค่ายเพลงก็ตาม ดังแผนอธิบายความรู้สึกของตัวเองไว้ว่า “แล้วก็เงียบเหงาดังเดิม ชีวิตช่วงนี้เป็นเช่นนี้ ชั่วโมงหนึ่งอยู่กับดวงหน้าหลากหลายนับร้อยพัน มิอาจจดจำ” (วัฒน์ วรรลยางกูร, 2558: 99) ความรู้สึกเปลี่ยวเหงาเดียวดายของแผนนั้นน่าจะมีสาเหตุจากการพลัดถิ่นจากบ้านเกิดมาอย่างไม่รู้หน้าไม่รู้หลังว่าจะได้กลับไปเมื่อไร และความรู้สึกไม่รู้จักมักคุ้นกับผู้คนมากหน้าหลายตาในสังคมนั้น โดยเฉพาะเมื่อแต่ละคนอยู่อาศัยกันอย่างอิสระและมีความสัมพันธ์กันแบบเหินห่างกว่าที่เคยพบเจอในชนบท 

ความไม่คุ้นชินกับสภาวะ “อ้างว้าง” ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจแผน ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึก “สับสน” ในการเลือกทำตามความฝันของเขาว่าเลือกทำถูกแล้วหรือไม่ สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่เป็น “สรณะ” ให้เขาสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจในตอนนี้คือ “ความรัก” ในที่นี้ เขาคิดถึงวันที่จะได้กลับบ้านและอยากเขียนบอกข่าวคราวให้เมียรู้ แผนรำพึงรำพันออกมาเป็นความคิดว่า

“เมื่อไรจะได้หวนคืน อยากจดหมายบอกข่าวถึงเมียรัก ป่านนี้คงร้องไห้โหยหา อีกไม่นานหรอกพี่จะกลับไปพร้อมกับโชคดี . . . ช่วงนี้เราอาจต้องยอมสูญเสียความรักความอบอุ่นในครอบครัว หวังจะได้ความรักความอบอุ่นที่มั่นคงกว่าในวันหน้า” (วัฒน์ วรรลยางกูร, 2558: 99) 

อย่างไรเสีย แผนก็รู้ทั้งรู้ว่าตนยังมีเงื่อนไขที่ถูกผูกมัดอยู่นั่นคือ ความผิดข้อหาหนีทหารและสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าของค่ายเพลง ความอิหลักอิเหลื่อเช่นนี้ทำให้แผนไม่สามารถจะ “หวนคืน” กลับบ้านหรือสื่อสารไปยังคนรักได้ตามใจชอบ และต้องเก็บงำความรู้สึกคับข้องใจนั้นไว้สนทนากับตัวเองเพียงผู้เดียว เรียกได้ว่าแผนมาถึงที่ “กลับตัวไม่ได้” ในเส้นทางล่าฝันสายนี้เสียแล้ว

การโหยหาและการยึดความรักเป็นสรณะของตัวละครดังกล่าว ยังสอดคล้องกับคำอธิบายเกี่ยวกับสภาวะความเปลี่ยวเดียวดายของพลอยสิริ คำโสภา และตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา (พลอยสิริ คำโสภา และ ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, 2568: 85) ว่า

“ความเหงาจึงอาจบรรเทาลงได้ด้วยการเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางใจ สำหรับหนุ่มสาวชนบทในกรุงเทพฯ ที่ต้องเผชิญกับความสิ้นหวัง อ้างว้าง และเดียวดาย ความรักจึงมิใช่อะไรอื่นนอกจากเครื่องเยียวยาและปลอบประโลมจิตนั่นเอง” 

แผนยังฝันไปได้ไม่ถึงไหน ก็ถูกปัญหามหานครปลุกให้ตื่นจน “ตาสว่าง” เสียแล้ว หลังจากที่เขาหนีออกจากค่ายเพลงหลังถูกผู้จัดการค่ายล่วงละเมิดทางเพศ ความฝันที่เกือบจะไปได้สวยกลับต้องพังทลายและแย่ลงเรื่อยๆ เพราะเขาต้องระหกระเหินไปทำงานที่ใช้แรงกายและมีปัญหาขัดแย้งระหว่างผู้คุมงานกับลูกน้อง จนอับจนหนทางในชีวิตถึงขนาดพลอยเห็นดีเห็นชอบกับคำเชิญชวนให้ลักขโมยสร้อยทองคำเพราะยังยึดถือเรื่องความรักของเมียเป็นที่หนึ่ง แม้ว่าจะไม่ได้พบหน้ากันเป็นเวลานานแล้ว “เอ็งไม่รู้จักสะเดาพอ มันใจเด็ด มันรักอมตะ” (วัฒน์ วรรลยางกูร, 2558: 180)


ตาดูหูฟัง : ความเป็นสมัยใหม่กับการเมืองของการมองเห็นและการได้ยิน

     วิทยุทรานซิสเตอร์ถือเป็นนวัตกรรมที่พลิกโฉมวิถีการสื่อสารทางไกลของมนุษย์สมัยใหม่ให้สะดวกสบายมากขึ้น นอกเหนือประโยชน์ในด้านการกระจายข้อมูลข่าวสารในทางโทรคมนาคมแล้ว ก็สามารถกระจาย “ความบันเทิง” เช่น เพลง ละครวิทยุ ไปสู่ผู้ฟังในที่ห่างไกลได้อย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นต้นว่าสามารถพกวิทยุเครื่องหนึ่งติดตัวไปตามที่ต่างๆ เพื่อเลือกว่าจะรับข่าวสารหรือความบันเทิงได้ โดยไม่ต้องรออ่านสื่อสิ่งพิมพ์หรือพึ่งการบอกเล่ากันปากต่อปากให้ล่าช้าหรือคลาดเคลื่อนอีกต่อไป ทั้งเสียงและภาพจึงเข้ามาย่นย่อมุมมองเรื่องระยะเวลากับพื้นที่ในการติดต่อสื่อสารและมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนสมัยใหม่มากขึ้น

ในเรื่องนี้ เป็นเรื่องน่าสนใจว่า “เสียงวิทยุทรานซิสเตอร์” มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการกระทำและบทสนทนาของตัวละครหลัก เพราะเป็นเครื่องกระจายเสียงข่าวสาร เพลง และโฆษณา บางทีก็เป็นนาฬิกาบอกเวลา บางเวลาก็เสริมอารมณ์ของสถานการณ์ให้เข้มข้นไปอีก วิทยุนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แทนความรักระหว่างแผนกับสะเดาที่ปรากฏอยู่ในช่วงต่างๆ ของชีวิตตั้งแต่แผนได้ซื้อมา ทว่ามันกลับกลายเป็นสิ่งที่ฉุดความสนใจของแผนผู้ลุ่มหลงในเสียงดนตรีไปจากสะเดาหรือโลกตรงหน้าเสมือนตกไปอยู่ในภวังค์ “เสียงเมียรักร้องเรียกซ้ำเหมือนจะดึงกลับสู่กลิ่นใบไม้เน่าและโคลนตม แต่เขาไม่ได้ยิน”  (วัฒน์ วรรลยางกูร, 2558: 72) ซึ่งพอจะเกริ่นการณ์ให้เห็นถึงเหตุการณ์ในอนาคตให้ผู้อ่านทราบว่าแผนเป็นตัวละครที่ถึงแม้จะรักและห่วงใยเมีย แต่เขาก็น่าจะยึดสัญชาตญาณของตัวเองเป็นที่ตั้งและไม่ฟังเสียงใครนอกจากเสียงดนตรีที่เขาชอบ

     ยามต้องพลัดพรากจากกันและเผชิญหน้ากับความทุกข์ความโศกเพียงใด เพลงคือเครื่องเยียวยาจิตใจคู่กายของแผน ผูกความหมายไว้กับเนื้อร้องและเสียงเพลง และประคับประคองชีวิตให้อยู่รอดไปได้ในช่วงที่คิดถึงโหยหา “เพลง ‘นักเพลงคนจน’ ที่ยามฟังช่างหยั่งลึกลงไปในความรู้สึกของเขา คิดถึงบ้านป่า คิดถึงเมียรัก” (วัฒน์ วรรลยางกูร, 2558: 89) 

     จากที่ยกตัวอย่างมา จะเห็นได้ว่านอกเหนือจากการใช้ประโยชน์จาก “เพลง” ในหน้าที่ของการเป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งและเครื่องจรรโลงของมนุษย์แล้ว ยังนำเสนอให้เห็นถึงการที่นายทุนหาผลประโยชน์และกำไรจาก “วงการอุตสาหกรรมดนตรี” ซึ่งแสดงทัศนคติตัวละคร “ผู้จัดการ” ที่ไม่เคยแยแสสวัสดิภาพของผู้คนในค่ายเพลงและต้องการให้คนในค่ายอยู่ในศีลในโอวาทเพื่อแลกกับ “ความโด่งดัง” อันเป็นความฝันอันสูงสุดในสายอาชีพศิลปินดารา ดังตอนหนึ่งที่เขาคุยกับแผนซึ่งเพิ่งเข้ามาเป็นเด็กฝึกใหม่ในค่ายเพลงนี้ว่า “นักร้องไม่มีมดลูกก็ดังได้ ถ้าเชื่อฟังดี” (วัฒน์ วรรลยางกูร, 2558: 106) 

ความขัดแย้งดังกล่าวในเรื่องสะท้อนให้เห็นความจริงอีกด้านที่ตัวละครได้มาเผชิญด้วยตัวเอง และแสดงให้เห็นการปะทะของระบบทุนนิยมในกระบวนการสรรค์สร้างงานศิลปะที่มุ่งสร้างผลิตภาพและแสวงหากำไรจากชิ้นงานมากกว่าสนใจคุณค่าในตัวศิลปินหรือศิลปะ พูดในอีกแบบหนึ่งคือนายทุนวัดคุณค่าของคนด้วยผลของงาน การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์เช่นนี้เป็นสิ่งที่แผน ต้องเผชิญและถูกกระทำเรื่อยมาในค่ายแห่งนี้ กระทั่งต้องละทิ้งชีวิตด้านศิลปะดนตรีออกไป สุดท้ายก็อับจนหนทางและไม่มีโอกาสในการเลือกงานมากนักเพราะต้องประทังชีวิตให้อยู่รอด 

     โฆษณาคือสารอีกรูปแบบหนึ่งที่ผู้ฟังวิทยุจะได้ยินได้ฟังและคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทว่าโฆษณาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือข้ามไปได้อย่างในปัจจุบันไม่ว่าคนฟังจะอยู่ใกล้หรือไกล ฉะนั้น วิทยุได้เข้ามาพลิกโฉมวิถีการบริโภคสินค้าและบริการไม่เว้นแม้แต่คนชนบทที่สมัยก่อนคนในหมู่บ้านบางน้ำไหลจะพายเรือขายของกัน เปลี่ยนไปเป็นการซึมซับคำโฆษณาเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อวิทยุเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายและพกพาไปไหนมาไหนสะดวกสบาย “วิทยุเดี๋ยวนี้ราคาไม่แพงนัก หาฟังได้ไม่ยาก รายการเพลงลูกทุ่งมีให้ฟังตั้งแต่เช้ามืดยันดึกดื่น เช่นเดียวกับการโฆษณาสินค้าก็มีอยู่ตลอดวัน” (วัฒน์ วรรลยางกูร, 2558: 87) 

ในขณะเดียวกัน การเข้ามาของสื่อโฆษณายังชนบทอย่างฉับไวไม่ว่าด้วยเสียงวิทยุหรือภาพโปสเตอร์ แม้ว่าการจับจ่ายใช้สอยสินค้าจะเป็นไปอย่างสะดวกสบายและเข้าถึงง่ายมากขึ้น แต่ก็ถือได้ว่ามีอิทธิพลในการหล่อหลอมและครอบงำ “โลกทัศน์” ของผู้ฟังในเชิงชี้นำและผลิตสร้างวาทกรรมเพื่อโน้มน้าวให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการในปริมาณที่มากที่สุด เช่น วาทกรรมเรื่องความสวยความงาม วาทกรรมเรื่องเพศ วาทกรรมเรื่องความทันสมัย “ความย่อยง่ายกินง่าย” และ “การมาเร็วไปเร็ว” ของวัฒนธรรมการชมและการฟังผ่านสื่อใหม่เหล่านี้เองส่งผลต่อวิถีการบริโภคของผู้คนทั่วทุกสารทิศเป็นอย่างมากจากการขยายพรมแดนการรับรู้ของผู้คน และอาจก่อให้เกิดสำนึกร่วมเกี่ยวกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในชาติอย่างเป็นทางการในอีกรูปแบบหนึ่ง รวมถึงลัทธิ “บริโภคนิยม” ในสมัยให้หลังเรื่อยมา


จวบจนถึงพุทธศักราชนี้ นับเป็นเวลาประมาณสองทศวรรษแล้วที่ มนต์รักทรานซิสเตอร์  ได้บรรเลงลำนำชีวิตของคนคนหนึ่งผู้แบกความฝันเข้ามาในเมืองเพื่อแสวงหาอนาคตแก่ตนเองและคนรัก ขับกล่อมความเปลี่ยวเดียวดายและประสบการณ์ในกรุงเทพฯ ให้พอสร่างซาลงได้บ้าง  อีกทั้งยังได้แสดง “จุดเปลี่ยนผ่าน” ไปสู่ภาวะความเป็นสมัยใหม่หรือความศิวิไลซ์ ทำให้สังคมไทยทั้งในและนอกเมืองหลวงเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หวนกลับคืน

แม้ในตอนจบสุดท้าย วิทยุทรานซิสเตอร์จะถูกฝุ่นจับเขรอะและได้กลายเป็นสื่อที่ตายแล้ว แต่เสียงดนตรีและเนื้อความในบทเพลงลูกทุ่งยังคง “มีชีวิต” ในตำแหน่งแห่งหนใหม่ ซึ่งยังคงส่งเสียงดังก้องอยู่และคงปลอบประโลมจิตใจผู้ฟังที่ฝากความหมายในชีวิตของตน ทั้งความฝันและความเจ็บปวดนั้นไว้กับเสียงเพลง ด้วยความปรารถนาและความฝันอันสูงสุดแตกต่างกันไปตามบุคคล อย่างไรก็ดี ก็ต้องพึงสังวรว่า ชีวิตของคนคนหนึ่งมิได้มีเพียงด้านขาวหรือดำเพียงอย่างเดียวเสมอไป เช่นเดียวกับการมองหรือการตัดสินเพลงลูกทุ่งก็อาจต้อง “สดับฟัง” อย่างปราศจากอคติ เพราะอาจ “เห็น” ประสบการณ์และ “อ่าน” ความรู้สึกที่ไม่ได้ถูกขับร้องออกมาเป็นเพลงก็เป็นได้

… ไม่เด่นไม่ดัง จะไม่หันหลังกลับไป 

ทุกวันคืนนอนร้องไห้ 

อีกเมื่อไหร่จะโชคดี …

(เพลง นักร้องบ้านนอก ของ พุ่มพวง ดวงจันทร์)


อ้างอิง


วัฒน์ วรรลยางกูร. (2558). มนต์รักทรานซิสเตอร์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: ไรท์เตอร์.

คำโสภา พลอยสิริ และ ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา. (2025, 22 มิถุนายน). ความรัก ความเดียวดาย และการย้ายถิ่นของหนุ่มสาวชนบทในกรุงเทพฯ ในยุคความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ทศวรรษ 2520-2530. วารสารประวัติศาสตร์ ธรรมศาสตร์. 12(1): 69–108. https://doi.org/10.64731/histtu.v12i1.279187


เนื้อหา: ธนกฤต ขันธจิตต์

พิสูจน์อักษร: pny. และ ลวัณรัตน์ แพทย์ประเสริฐ

ภาพ: คืนวันวาน