
ณ โลกแห่งจิตใจของเธอ
สถานที่ดูเหมือนป้ายรถเมล์ เธอไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร เธอรู้เพียงว่ายืนอยู่ตรงนี้
ฟ้าครึ้มพร้อมเม็ดฝนโปรยกระทบพื้นดังเปาะแปะ
“เมื่อก่อนน้อยครั้งที่ฝนจะตก แต่ช่วงนี้เหมือนจะเกิดบ่อยขึ้น” เสียงของใครบางคนดังขึ้น เรียกความสนใจให้เธอหันไปมอง เขาดูเป็นคนมีอายุ แม้จะเพิ่งเคยพบหน้าแต่ความรู้สึกคุ้นเคยกลับก่อตัวขึ้นมาอย่างประหลาด
“คุณหมายถึงแถวนี้เหรอ”
“ใช่ เมื่อก่อนพระอาทิตย์จะยิ้มพริ้มพรายเสมอในทุกวัน พระจันทร์จะยิ้มละไมสว่างไสวจนย่ำรุ่ง หมู่ดาวต่างยุ่งอยู่กับการแต่งแต้มราตรีทุกค่ำคืน แต่บัดนี้กลับเป็นอื่นเสียไป คงเพราะเจ้าของจิตใจนี้เติบโตขึ้นมาก ความลำบากของโลกจึงยิ่งตอกย้ำถึงความจริง ไม่มีสิ่งใดง่ายสักนิด ชีวิตต้องคิดถึงทั้งปัจจุบันไปจนอนาคต น่าแปลกที่แต่ก่อนเคยจินตนาการหลากรสหลากสีสัน ประจุบันกลับมิอาจสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้เลย” เขาร่ายยาว เธอเข้าใจบางคำไม่เข้าใจบางคำ พยายามแกะความหมายในคำพูดของเขา
“ถ้าโลกมันแย่ขนาดนั้น ทำไมคนเราถึงฝันอยากเติบโตล่ะ” เธอถาม
“บางครั้งก็ไม่ได้ฝัน เราแค่บากบั่นโตขึ้นต่อไป และไม่ว่าจะตอบโต้เรื่องนี้เช่นไร เวลาก็ไม่เคยคอยจะเอื้อนเอ่ยคำใด ชะตากรรมก็ไม่ต่างกัน เราแค่ต้องอยู่เพราะนั่นคือวิธียืนยันว่าเรามีตัวตน รวมถึงทนกับภาระงานในแต่ละช่วงชีวิต”
“แต่ฉันไม่ได้ร้องขอภาระเหล่านั้นนี่ ทำไมถึงต้องคอยทำงาน ทำไมต้องเรียนรู้ ฉันแค่อยากจะใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อยในแต่ละวันอย่างมีความสุข”
“ชีวิตที่ไม่ต้องทำอะไรเป็นชีวิตที่มีความสุขจริงหรือ” เขาถาม เธอนิ่งงันไป ละเมียดละไมขบคิด
“เราต่างมีพันธะกันทั้งหมด ไม่ว่าฉันหรือเธอ ทุกคนต่างมีสิ่งที่ต้องทำ อย่างกวีมีหน้าที่ขับกล่อมโลก จิตรกรมีหน้าที่แต่งแต้มภาพฝัน ครูบาอาจารย์มีหน้าที่แนะนำสั่งสอนลูกศิษย์ แพทย์มีหน้าที่รักษาเพื่อนมนุษย์ และอาชีพอื่นที่คงมิอาจกล่าวได้ครบ” เขาเว้นช่วงไปก่อนจะพูดต่อ
“ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามเมื่อครู่ตอนนี้หรอก เธอมีเวลาทั้งชีวิตในการค้นหาว่าจะตอบคำถามเมื่อตะกี้อย่างไร ตอนนี้ที่เธอต้องทำคือเผชิญหน้ากับความจริง รถเมล์มาถึงพอดี ถึงเวลาที่เธอต้องกลับไปยังโลกของเธอแล้ว”
เขาพูดจบพร้อมกับเสียงรถเมล์จอดดังเอี๊ยด นี่อาจเป็นเหตุผลที่เธออยู่ตรงนี้มาตลอด
“เวลาของเธอมาแล้ว ฉันคงต้องขอลาไปก่อน” เขาหันหลังทำท่าจะเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน” เธอร้องเรียก
เขาหยุดเดิน ผินหน้ามองมายังเธอ
เธอกลั้นใจถามออกไป คำถามหนึ่งยังคั่งค้างในใจ
“คุณเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงพูดจาเหมือนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง”
แวบหนึ่งเธอลอบเห็นรอยยิ้มมุมปากของเขา
“ฉันก็คือเธอ หนึ่งในความเป็นไปนับอนันต์ ฉันเปลี่ยนไปในแต่ละวันโดยเจตจำนงของเธอ เจตจำนงที่เธอไม่รู้ว่ามี ฉันคือสิ่งที่เธอเป็น รวมถึงสิ่งที่เธอไม่ได้เป็น ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ฉันคือทั้งหมดในนั้น และเมื่อถึงเวลาเราจะได้พบกันอีก”
เขาเดินจากไป ไกลจนลิบตา เหลือเพียงเธอกับรถเมล์ที่ยังคงจอดอยู่
ประตูเปิดค้างไว้ เนิ่นนานเพียงนิรันดร์
เธอจ้องมองมัน นัยน์ตาแฝงหลากล้านอารมณ์
เธอขึ้นไปบนรถเมล์ สู่ปลายทางที่ไม่มีใครล่วงรู้
รถเคลื่อนผ่านป้ายข้างทาง คั่นกลางระหว่างเธอกับป้ายนั้นคือกระจกสีซีด
เธอเพ่งสายตาผ่านกำแพงใส
พร่าเลือนทว่ากลับชัดเจน
ข้อความสลักไว้บนป้ายอย่างประณีต เธออ่านออกเสียงดังกังวาน
“เราต่างเป็นทาสของเวลา และข้ารับใช้แห่งชะตากรรม”

เนื้อหา : ภาพเขียน
พิสูจน์อักษร : โตโต้
ภาพ : ศรัณย์ภัส งามพยุงพงษ์