ตาย (ให้) ดี

ตาย (ให้) ดี

รู้จักนักวางแผนความตาย (Death Planner) 

อาชีพออกแบบวาระสุดท้ายให้มีคุณภาพ โอบอุ้มผู้จากไปและเยียวยาใจคนที่ยังอยู่

เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกวิธีใช้ชีวิตได้

เชื่อว่าผู้อ่านทั้งหลายย่อมเคยคุ้นกับวรรคทองเติมไฟในใจข้างต้นเป็นอย่างดี ด้วยเป้าประสงค์จะให้คนทั้งหลายใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ แต่ในยุคปัจจุบัน เราอาจต้องเติมวรรคท้ายเพิ่มเข้าไปว่า และเราเลือกคุณภาพการจากลาได้ด้วย เพราะในศตวรรษที่ 21 ผู้คนเริ่มให้ความสนใจกับการอยู่ดี-ตายดี และคุณภาพชีวิตระยะท้ายที่ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับที่องค์ความรู้และนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ช่วยสนับสนุนการบรรลุผลลัพธ์นั้น ก็พัฒนาขึ้นควบคู่กันอยู่ตลอด

หนึ่งในอาชีพที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในระยะหลัง ด้วยหน้าที่กุมเกี่ยวองค์ความรู้เรื่องวาระสุดท้ายที่ดีเอาไว้เพื่อถ่ายทอดให้กับผู้ที่ต้องการ คือ นักวางแผนความตาย (Death Planner) ที่เป็นเหมือนผู้จัดการส่วนใจ คอยจัดสรรความเป็นไประยะท้าย ระยะปลาย และคนรอบตัวหลังการจากไป ให้ราบรื่นและลงตัวเท่าที่สภาวะจะอำนวย

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่านักวางแผนความตาย–ที่ก็น่าจะไม่เคยตาย–แทรกตัวเองเข้าไปท่ามกลางบทสนทนาตึงเครียดของผู้จากไปและคนใกล้ชิดในวาระสุดท้าย จนผ่านพ้นไปด้วยดีได้อย่างไร เราจึงถือโอกาสนัดหมาย พี่ตี่ – อ.ดร.ปฏิพัทธ์ อนุรักษ์ธรรม อาจารย์ประจำศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้มีหมวกใบรองเป็นนักแก้ไขความผิดปกติของการสื่อความหมาย และหมวกใบน้อยในฐานะกระบวนกร ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้การตายดีของ Death Planner มาร่วมสนทนาสั้น ๆ ในบ่ายวันแดดจ้าฟ้าเปิด 

เพื่อจะรู้ว่าอาชีพของคนที่ยังอยู่นี้ จะปูทางสู่การเป็นอยู่อย่างมีความหมายและวาระสุดท้ายที่ดีที่สุดได้อย่างไร

รู้จักความตาย

เรียกพี่ตี่ได้ไหมครับ 

ความเขินกลัวคนแปลกหน้า ทำให้เราเลือกเปิดบทสนทนาด้วยคำถามละลายพฤติกรรม เพื่อให้ตัวเองมีเวลาเรียงความคิดในหัวให้เรียบเสียก่อนจะเริ่มทำความรู้จักตัวตนของพี่ตี่ และก่อนจะนำสู่บทบาทนักวางแผนความตายต่อไป

พี่ตี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความตายมาตั้งแต่ต้น เจ้าตัวจบปริญญาตรีด้านการแก้ไขการพูด (Speech Therapist) ซึ่งยังยึดเป็นอาชีพเสริมจนถึงปัจจุบัน แต่เบนสายมาเรียนปริญญาโทด้านจิตตปัญญา ช่วงนี้เองที่จุดประกายในใจของอาจารย์มหา’ลัยตรงหน้าเรา ให้หันมาสนใจเรื่องกระบวนการเรียนรู้ความตาย จนเมื่อถึงจังหวะศึกษาปริญญาเอก ปฏิพัทธ์เลือกทำวิจัยเกี่ยวกับการดูแลพระสงฆ์อาพาธระยะท้าย

ต่อมาพี่ตี่เริ่มทำงานกับกลุ่ม Peaceful Death (องค์กรภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องการอยู่และตายดี) ตั้งแต่ปี 2558 โดยทำหน้าที่เป็นกระบวนกร วิทยากร และนักวิจัย นำกระบวนการวางแผนดูแลสุขภาพล่วงหน้าไปใช้กับกลุ่มบุคคลต่าง ๆ มาจนถึงปัจจุบัน

ปูพื้นให้ได้ไหมครับว่า Peaceful Death ทำหน้าที่อะไร

เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ไม่แสวงหาผลกำไร เน้นประเด็นการอยู่และตายดีเป็นหลัก มีตั้งแต่การดูแลเรื่องจิตใจภายในให้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เข้าใจตัวเอง ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

แต่ส่วนใหญ่กระบวนการของ Peaceful Death มักจะขับเคลื่อนไปสู่เรื่องของการวางแผนดูแลล่วงหน้า การดูแลสุขภาพยามเจ็บป่วยหรือว่าความตาย การจากลาในครอบครัว หรือว่าในบริบทของสุขภาพมากกว่า ซึ่งการวางแผนความตายเป็นหนึ่งในกระบวนการนี้

แล้วนักวางแผนความตายคืออะไร

เท้าความก่อน พี่คิดว่าคนแรกที่ทำให้บทบาทนี้เป็นวิชาชีพขึ้นมา ก็คือกอเตย (ปิญชาดา ผ่องนพคุณ นักวางแผนความตายอาชีพคนแรกและคนเดียวของไทยในขณะนั้น) ครับ เขาอยู่ใน Peaceful Death แต่เขาก็มีกลุ่มตัวเอง คือเบาใจ Family พี่เขาเป็นคนแรกของประเทศไทยที่ทำเรื่องการวางแผนการตายเป็นอาชีพ ซึ่งก็น่าจะยังเป็นคนเดียวอยู่ ที่จริงคนอื่นในกลุ่มรวมถึงพี่ก็เรียกตัวเองว่า Death Planner ได้ เพราะโดยหน้าที่ก็คือเหมือนกัน ทำงานแบบเดียวกัน แต่พี่ไม่เคยได้เงินจากการไปวางแผนให้ เลยไม่ได้ระบุตัวว่าทำอาชีพเป็นนักวางแผนความตาย 

งานหลักของบทบาทนี้คือการไปดูแลจิตวิญญาณ เมื่อมีคนเจ็บป่วยอยู่ในระยะท้าย แล้วอยากให้ไปดูแลและเตรียมตัวในระยะท้ายก่อนจากไป ก็คือการวางแผนดูแลสุขภาพล่วงหน้าให้เรามีความมั่นคงในปัจจุบัน และมั่นคงแม้กระทั่งตอนที่เรากำลังจะจากลา หรือว่ามีคนจากลาไป

ถ้ามีคนมาขอให้เป็น Death Planner เราต้องทำอะไรให้เขาบ้าง

พี่เล่า 2 พาร์ตแล้วกัน ในฐานะที่เคยใช้บริการพี่กอเตยมาก่อน เขาจะมีเช็กลิสต์ให้เรา ว่าสิ่งที่เราอยากทำ อยากเป็น อยากได้รับการดูแลเป็นแบบไหน จากนั้นก็จะมีโจทย์ให้คนในครอบครัวได้มาคุยกัน ซึ่งไม่ได้อยู่ดี ๆ มาคุยเรื่องความตาย แต่คือโจทย์เกี่ยวกับชีวิตจริง ซึ่งก่อนมาเนี่ย เขามีการโทรมาถามด้วยว่าบริบทครอบครัวของเราเป็นยังไง แต่ละคนเป็นยังไง เราอยากได้เรื่องประมาณไหน

แล้วก่อนที่เราจะได้พูดเรื่องความตาย เราได้พูดเรื่องชีวิตของเราก่อน ว่าช่วงนี้เราเป็นยังไงบ้าง เพราะการได้แลกเปลี่ยนชีวิตกันในเบื้องต้น ทำให้เราได้รับฟังคนในครอบครัว ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกของกันและกัน ได้เห็นถึงสิ่งที่เขามี ได้พูดถึงสิ่งที่เรามี หลายเรื่องเราไม่เคยฟังมาก่อน เป็นกระบวนการสั้น ๆ ให้เราได้พูดถึงกันและกันเรื่องของชีวิต แล้วก็ค่อยไปพูดถึงเรื่องความตาย จบด้วยการเขียนสมุดเบาใจจากคำถามที่ได้คุยกัน

นี่คือส่วนที่พี่ได้รับประสบการณ์จากพี่กอเตยในฐานะนักวางแผน แต่ถ้าเป็นตัวพี่เองไปทำ พี่ก็ต้องถามบริบทในครอบครัว ต้องรู้ว่าครอบครัวเขาเป็นยังไง เราจะไม่เดินทะเล่อทะล่าเข้าไปคุยเรื่องความตาย แล้วพอไปถึง เราต้องบอกวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่าวันนี้เราจะมาทำงานเรื่องอะไร ซึ่งบางครอบครัวเราก็อาจบอกเขาได้โดยตรง ถ้าประเมินแล้วว่าเขารับได้ 

เราจะไม่ปิดบัง ว่ามาทำเรื่องอื่น ไม่ไปหลอกเขาแล้วตะล่อมให้เขาพูดเรื่องความตาย จะให้รู้มากรู้น้อยก็ต้องบอก อย่างน้อยต้องให้เขารู้ว่าเราจะมาทำอะไร

แล้วถ้าเราประเมินว่าอาจยังไม่พร้อมล่ะ

ถ้าเราคาดการณ์ว่าวันนี้เราอาจไปไม่ถึงเรื่องนั้น (ความตาย) เราก็บอกกับเขาก่อนว่าวันนี้เราจะมาคุยเรื่องชีวิตกัน จะมาเน้นเรื่องการรับฟังนะ แล้วพอจะเข้าสู่ประเด็นความตายแล้ว เราก็จะบอกเขาว่า ต่อไปจะเข้าเรื่องความตายแล้วนะ ให้เขารับทราบว่ากำลังจะพูดเรื่องนี้ 

บางคนเขาไม่พร้อม เราก็จะยังไม่คุยเรื่องนั้น ต้องดูเป็นกรณี ชวนคุยสร้างปฏิสัมพันธ์ให้รู้จักกันก่อน แล้วเราค่อยนำไปสู่การพูดคุยเรื่องการวางแผนดูแลล่วงหน้าหรือเรื่องความตายต่อไป

ส่งไปสู่ความตาย (ที่ดี)

คุยมาถึงตรงนี้ พี่ตี่ก็หยิบสมุดปกฟ้าเล่มบางจากแฟ้มมาประกอบการเล่า บนปกหน้ามีอักษรว่า สมุดเบาใจ สมุดนี้เป็น Living Will รูปแบบหนึ่งที่กลุ่ม Peaceful Death ออกแบบและผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อแสดงเจตนาในการเลือกวิธีการรักษาล่วงหน้า และการจัดการชีวิตในวาระสุดท้าย สมุดนี้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12

ที่น่าสนใจคือ เราก็เพิ่งได้สมุดเบาใจของตัวเองมา และลงมือเขียนข้อมูลเท่าที่จำเป็นไปเมื่อสองสามวันก่อนนี้ เมื่อได้เห็นสมุดเดียวกันของนักวางแผนความตายตรงหน้า แม้ไม่ถึงกับตื่นเต้น แต่ความรู้สึกในอกขณะนั้น คงราวกับว่าตัวผู้เขียนได้ผูกพันกับความตายมากขึ้นอีกก้าวกระมัง

พี่ตี่ : การพูดเรื่องความตายก็มีหลายมิติ ไล่ไปตามสมุดเบาใจก็ได้ มีตั้งแต่เรื่องประวัติส่วนตัว นิสัยใจคอ สิ่งที่อยากทำ สิ่งที่ภาคภูมิใจ แล้วก็ไปถึงหน้าที่สำคัญมาก ๆ เลยที่เราจะขาดไม่ได้ในการวางแผนดูแลล่วงหน้าก็คือหน้านี้ เป็นเรื่องของการรักษาพยาบาลในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ที่เราไม่สามารถสื่อสารเองได้ 

จะให้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการดูแลระยะท้าย การกู้ชีพ หรือว่าการยื้อชีวิตก่อนตาย ไล่ไปจนถึงการดูแลที่ต้องการในระยะท้ายว่าจะให้จัดสภาพแวดล้อมยังไง ต้องการให้ดูแลแบบไหน ไปจนถึงว่าจัดการงานศพจะสื่อสารอะไรยังไง เป็นหน้าสำคัญเพราะว่ามีผลทางกฎหมาย

ผมเพิ่งเขียนเล่มตัวเองไปเหมือนกัน

เออ เราก็น่าจะพอรู้อยู่แล้วเนอะ เอาไปใช้กับโรงพยาบาลได้ เป็นตัวยืนยันได้ว่าผู้ตายได้บอกไว้แบบนี้ แต่จะไม่มีความหมายนะถ้าคนในครอบครัวไม่รู้และไม่เข้าใจ ต่อให้รู้แล้ว แต่ไม่เข้าใจ หลายคนเลยพลาดตอนสุดท้าย เพราะว่าครอบครัวยื้อ

แปลว่าถึงเราเขียนบอกไว้ แต่ถ้าครอบครัวจะยื้อ หมอก็ต้องทำตามนั้นใช่ไหม

ใช่ คือถ้าเอาตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ที่ให้สิทธิเราแสดงเอกสารเพื่อบอกเจตนาในวาระสุดท้ายของชีวิตได้ ซึ่งตัวเอกสารมันชัดเจนแล้ว เมื่อเราเขียนไว้ก็ต้องทำตามนี้

แต่มันทำจริงได้ยาก เพราะคนตายมันไม่ได้มาเรียกร้องกับหมอ ถ้าหมอทำตามเจตนาคนไข้ หมอไม่มีความผิดตามกฎหมายนะ แต่จะต้องมาพัวพันกับความทุกข์ของคนที่ยังอยู่ หลายครั้งที่เจ้าตัวไม่ได้เขียนไว้ ต่อให้ญาติ 9 คนบอกว่าได้ แต่คนเดียวบอกว่าไม่ได้ก็ต้องฟัง ต้องสรุปให้ได้แบบไม่มีข้อโต้แย้ง ไม่งั้นหมอก็จะลำบากใจเพราะมันคือความเป็นความตายของคน เลยยากในทางปฏิบัติ 

เครื่องมือที่ใช้ตอนทำงาน Death Planner มีอะไรบ้างครับ

สมุดเบาใจเล่มเดียวก็น่าจะเพียงพอนะ แต่บางครอบครัวที่เขาอยู่ในระยะท้าย ๆ แล้วเขาไม่เคยรู้จักเครื่องมือเหล่านี้มาก่อน การต้องเตรียมเขาให้พร้อมกับภาวะที่เกือบจะฉุกเฉิน อาจจะต้องมีขั้นตอนหรืออุปกรณ์มากกว่านั้น

แต่เครื่องมือภายในเนี่ย สำคัญสุดคือประสบการณ์ การฝึกฝน การทำความรู้จักตัวเอง การทำความเข้าใจตัวเอง พี่ว่านี่คือสิ่งสำคัญมากเลยนะ เราต้องเข้าใจตัวเราก่อน ว่ามีวิธีคิดประมาณนี้ มีความคิดความเชื่อประมาณนี้ มีลักษณะอารมณ์ประมาณนี้ เวลาที่เราไปทำงาน ถ้าเราไม่มีความเข้าใจตัวเองเราอาจเผลอไปตัดสินเขาได้ เช่น เรื่องศาสนา สมมุติเราเป็นพุทธที่เคร่งมาก แล้วเราไม่เข้าใจความยึดติดนี้ เวลาเราไปทำงานวางแผนดูแลล่วงหน้าแล้วฟังความคิดเห็นที่มันต่างจากเรา ก็อาจเผลอไปตัดสิน

จึงต้องมีข้อ 2 คือองค์ความรู้การวางแผนดูแลล่วงหน้าอย่างดี จะต้องคุยกับเขายังไง ต้องหาสมดุลระหว่างความรู้ รู้ข้างนอกคือการดูแลสุขภาพ การใส่ท่อ-ไม่ใส่ท่อ การจัดการงานศพ ส่วนการจัดการข้างใน คือเมื่อเราบอกเขาไปแล้ว แต่เขาคิดเห็นไม่เหมือนเรา บางคนให้คุณค่าว่าฉันอยากมีชีวิตอยู่ค้ำฟ้า ฉันจะยื้อ เราก็ต้องไม่ไปโน้มน้าว บอกว่ามันไม่ดี ถ้าเราไม่เข้าใจ-ไม่เท่าทันตัวเองมากพอ บางทีเราก็จะบิดเบี้ยวไปตามองค์ความรู้ที่เราเชื่อ ดังนั้นความรู้สองส่วนนี้ต้องไปด้วยกัน

เรามีธงนำได้ไหม ว่าต้องแนะนำให้ทำ-ไม่ทำอะไร

มีได้นะ ธงที่เรามีคือเราอยากให้เขาเข้าสู่การตายที่ดี แต่เป็นการตายที่ดีในแบบที่เขาปรารถนา เพราะฉะนั้นเราจะไม่ใช้ธงการตายที่ดีในมุมของเรา เราจะไม่เอาธงของเราไปใส่ในชีวิตเขา ธงของเราก็ควรจะอยู่แค่ในสมุดเบาใจของเรา

สมมุติเราเชื่อว่าตอนตายควรจะสงบ แต่การสงบของเราคือเปิดบทสวดมนต์ เราก็จะไม่เอาวิธีนี้ไปครอบ แต่จะถามว่าสิ่งที่เขาคิดว่าดีคืออะไร เราก็จะทำให้เขาได้เขียนสิ่งนั้นลงสมุดตามความปรารถนา แต่จะไม่โน้มน้าวให้เขาเปิดบทสวดถ้าเขาไม่ต้องการ

คน (พาไป) ตายดี

ช่วงสุดท้ายของการสนทนา เราขอขยับขยายออกจากประสบการณ์ของพี่ตี่ เปลี่ยนมากะเทาะความคิดในใจนักวางแผนความตายตรงหน้า ถึงมุมมองที่เจ้าตัวมีต่องานที่ทำ ประสบการณ์ที่ได้ และสิ่งที่หวังให้สังคมรับรู้ เพื่อการเติบโต งอกงาม และจากลากันอย่างมีคุณภาพ

พี่คลุกคลีกับความตายมานานแล้วใช่ไหม

ถ้านับเฉพาะการทำงานเรื่องนี้ก็ 10 ปีแล้ว

พี่ว่า Death Planner มีบทบาทอย่างไรต่อสังคมปัจจุบัน

คิดว่ามีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ นักวางแผนทำให้สังคมเปิดใจคุยกันเรื่องความตายง่ายขึ้น และทำให้มุมมองต่อการจากลาเปลี่ยนไปจากเดิมมาก

ที่สำคัญ พี่คิดว่านักวางแผนไม่ได้ทำงานกับการตายอย่างเดียว แต่ยังทำงานกับชีวิตและคนที่ยังอยู่ ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาและคลายความกังวล ทำให้คนที่จากไปสบายกายใจขึ้น และคนที่สูญเสียคนใกล้ชิดก็ไม่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดหรือโทษตัวเองไปตลอด

การทำงานนี้มีผลกับชีวิตพี่เองบ้างไหม

แน่นอน อย่างตอนพี่ทำวิทยานิพนธ์ พี่คุยเรื่องความตายกับแม่นะ ผ่านไปประมาณ 2 เดือน แม่พี่ตรวจเจอว่าเป็นมะเร็ง การที่เราได้คุยเรื่องนี้กันมาก่อน ทำให้ในวันที่ข่าวร้ายมันมาจริง ๆ เราจัดการได้ ซึ่ง ณ วันนั้นพี่ไม่ได้มีเครื่องมือมากมาย สมุดเบาใจก็เพิ่งเกิดขึ้น ยังไม่แพร่หลาย แต่พี่มีองค์ความรู้แล้วก็อยากจะทดลองคุยกับคนในครอบครัว

แปลว่ามีเคสที่เราทำงานด้วยยากอยู่บ้างใช่ไหม

สำหรับพี่ เวลาทำงานเรื่องความตายมา พี่รู้สึกว่ายากหมด ไม่รู้สึกว่าเคสไหนง่ายเลย มันเป็นเรื่องการจากลา การที่เราต้องทำงานกับความรู้สึกระดับลึกของคน คือทุกเคสทำให้พี่ได้เรียนรู้ชีวิตของคนคนหนึ่ง หรือความผูกพันของคนคนนั้น ก็ได้เรียนรู้เยอะครับ แต่ไม่มีเคสไหนที่รู้สึกว่ามันผ่านไปได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะการที่เราต้องเป็นห่วงเขาต่อ ว่าคนที่ยังอยู่จะใช้ชีวิตต่อยังไง

แล้วมีเคสไหนที่ประทับใจจำได้เป็นพิเศษ

จำได้ทุกเคส ไม่เคยลืมเลย ไม่ว่าพระจากไป คนแก่จากไป หรือผู้ต้องขังจากไป ถึงจะมีหลายเคสแต่พี่ไม่เคยลืมสีหน้าแววตาของแต่ละคนได้เลย เพราะทุกเรื่องมีความหมายกับเรามาก ๆ

พี่มีผลลัพธ์ที่คาดหวังในหมวกของนักวางแผนความตายไหม

สิ่งสำคัญของพี่ คือให้เขาได้ทำตามเจตจำนง เหมือนเราไปจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เขาได้เปิดเผย ให้เขาได้รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร การที่เราใช้องค์ความรู้ของเราหรือคำพูดของเราทำให้เขาและคนที่ยังไม่ตายไม่ต้องแบกรับความรู้สึกลบ หรือความทุกข์ไปชั่วชีวิต เป็นเป้าหมายหลัก

หรือบางคนที่อาจยังไม่เจอความตาย ยังไม่เกิดการจากลาขึ้นจริง ๆ แต่เขาติดค้างในใจ ถ้าเราทำให้เขาเข้าใจมุมที่ต่างออกไป หลุดพ้นจากพันธนาการที่จะรัดเขาไปชั่วชีวิตก็จะดี เพราะว่าการตายของแต่ละคนต่างกันมาก ๆ สิ่งที่สำคัญคือเราต้องทำงานกับคนตรงหน้า ว่าเขามีความรู้สึกแบบไหน บางทีเราก็บอกได้ว่าการตายที่ดีมีความหมายแบบนี้ แต่ต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าคนเราให้ความหมายต่างกัน ต้องเปิดโอกาสทางความคิด เท่าทันว่าเราควรจะพูดยังไงให้เหมาะกับคนที่อยู่ตรงหน้าเรา

ข้อสุดท้าย ถ้าคนอ่านอยากเริ่มวางแผนความตาย ควรเริ่มอย่างไรและจะใช้ความช่วยเหลือจากนักวางแผนความตายได้อย่างไรบ้าง

อืม ก็เริ่มจากหาความรู้เรื่องนี้ ค่อย ๆ ทำความเข้าใจตัวเองพร้อมกับศึกษาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับความตาย แล้วก็ลองคิด ลองนึกในมุมมองที่ต่างไปจากปกติ สมัยนี้มีคอร์สอบรมเกี่ยวกับความตายเยอะมาก แล้วก็ทางเพจ Peaceful Death มีนักวางแผนความตายประมาณ 30 กว่าคน ที่ได้การรับรองว่าให้คำปรึกษาได้ หลายคนทำงานเป็นอาสาสมัครภาคประชาสังคม ไม่ได้คิดค่าจ้างแพง รวมถึงมีกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่เสียเงินเกิดขึ้นจากพวกเขาออกมาเรื่อย ๆ

การที่เราเข้าไปในชุมชนสังคมพวกนี้บ่อย ๆ ก็จะทำให้เรารู้และเข้าใจมากขึ้น ก็ค่อย ๆ สะสมองค์ความรู้ก่อน และต้องระวังจังหวะที่เราเอาความรู้ไปใช้ด้วย บางทีเราอินมาก ๆ ก็จะพยายามใช้ พยายามลงมือทำเร็วกว่าที่ควรเป็น เช่น ฉันขอกลับบ้านไปนั่งคุยกับพ่อแม่เรื่องนี้ พอพ่อแม่ไม่คุยด้วยก็ผิดหวัง เราก็ต้องบอกตัวเองนะว่ามันไม่เป็นไร มันเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติของสังคม ก็ทยอยเรียนรู้และส่งต่อแนวคิดกันไป

วันนั้นเราลาพี่ตี่มาด้วยความอิ่มเอมใจ แต่ก็ไม่วายมีห้วงความคิดมากมายเกิดขึ้นในหัว เราคิดว่าจะกลับไปเขียนสมุดเบาใจให้ครบเล่ม… ถ้าวันหน้าเปลี่ยนใจก็ไว้ค่อยซื้อเล่มใหม่ จากนั้นเมื่อได้กลับต่างจังหวัด คงต้องชวนพ่อเขียนสมุดเบาใจบ้าง หลังจากแม่เริ่มเขียนไปก่อนหน้าหลายเดือน

ก็อย่างที่มีคนว่าไว้ ชีวิตอยู่รอบตัวเรา ผมว่าความตายก็เช่นกัน อยู่รายรอบและอิงแอบอยู่ในตัวเราเสมอมา… และต่อไป ตราบจนวันสุดท้าย

ที่หวังว่าจะดีมีคุณภาพ

ขอให้ทุกท่านได้อยู่ดี ตายดี และได้เตรียมพร้อมใจรับการจากลาอย่างดีเสมอไป

เรื่อง : สิรภพ พรอำนวยผล

พิสูจน์อักษร : พศิน อาบสุวรรณ์ และ ปนัดดา ป้านตัน

ภาพ : ศิรวิญญ์ นิรนาทล้ำพงศ์

ภาพศิลป์ (กราฟิก) : มอนอ