
ร่างกายที่เบาหวิวและจิตใจที่ว่างเปล่า แต่กลับยังรู้สึกถึงความหนักอึ้งในทรวงอกอยู่ตลอดเวลา
ฉันนอน ฉันนั่ง แต่ความหนักอึ้งก็ยังไม่หายไปไหน
ฉันยืน ฉันเดิน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ฉันจึงวิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง…….
ฉันพยายามวิ่งไล่สิ่งที่เขาเรียกกันว่าเส้นชัยอยู่ทุกวัน บางวันก็อาจจะวิ่งเร็วเกินไปจนเท้าแพลง แต่บางวันก็ยังวิ่งได้ไม่มากพอ ซึ่งฉันก็ไม่ใช่คนเดียวที่วิ่ง มีคนอีกมากมายที่วิ่งไปพร้อม ๆ กับฉัน แต่ฉันไม่รู้จักพวกเขาเลย ทุกคนได้แต่มองตรงไปด้านหน้าและวิ่งกันอย่างมุ่งมั่นในเส้นทางของตัวเอง ฉันก็เช่นกัน แต่ช่วงที่ผ่านมา มีความรู้สึกแปลก ๆ บางอย่างค้างคาอยู่ในใจฉัน ฉันยังคงวิ่งอยู่ตลอด และความรู้สึกนั้นก็วิ่งไปพร้อมกับฉัน มันอยู่ในหัวของฉัน และฉันเอามันออกมาไม่ได้ ฉันอธิบายมันออกมาให้เห็นภาพไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่มีใครที่จะมานั่งฟังฉันพูดถึงความรู้สึกนี้ที่ยังติดแหง็กอยู่ในหัว เพราะทุกคนเอาแต่จดจ่อกับการวิ่ง
ในเมื่อมันหมดหนทาง ฉันเลยตัดสินใจที่จะเริ่มใช้ตาของตัวเองให้เป็นประโยชน์ ฉันเริ่มสังเกตการวิ่งของผู้คนรอบข้าง บางคนวิ่งเหยาะ ๆ พร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ บางคนหกล้ม แต่ก็รีบลุกขึ้นมาวิ่งต่อ ในขณะที่บางคนไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย บางคนวิ่งเร็วมาก แต่มีสีหน้าและกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็งอย่างเห็นได้ชัด บางคนเลี้ยวเข้าทางลัด บางคนแซงคนอื่น และบางคนก็ผลักคนอื่นให้ล้มลง มีคนมากมายที่วิ่งในแบบที่ไม่เหมือนกัน และส่วนใหญ่ก็มักจะต่างกันที่ความเร็ว แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันบอกไม่ได้ว่าพวกเขามีเหมือนฉันไหม คือความรู้สึกหนักอึ้งที่ฉันกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าฉันจะเป็นคนเดียวที่มีความรู้สึกแบบนี้ ความรู้สึกนี้มันเริ่มเข้ามาตอกย้ำอะไรบางอย่างในตัวฉันมากขึ้นเรื่อย ๆ มันเหมือนกับกระสอบทรายที่ผูกรั้งข้อเท้าของฉันเอาไว้ ทำให้ฉันต้องใช้แรงมากขึ้นทุกครั้งที่พยายามจะก้าวเท้าไปข้างหน้าเพื่อวิ่งต่อไป มันเหมือนต้องการให้ฉันได้รับรู้อะไรบางอย่าง แต่ฉันหยุดเพื่อฟังสิ่งที่มันจะบอกไม่ได้ ฉันหยุดวิ่งไม่ได้
แต่ในท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ทุกคนก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับขีดจํากัดของตนเอง ฉันหยุดวิ่งท่ามกลางผู้คนที่ยังคงวิ่งต่อไปโดยที่ไม่มีใครแม้แต่จะคิดที่จะเหลียวหลังกลับมาดู
หายใจเข้า หายใจออก…เข้า…ออก…เข้า…ออก…เข้าแล้วก็ออกอีกครั้ง
ร่างกายของฉันหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แต่ประสาทสัมผัสทั้งห้าของฉันยังทํางานตามปกติ ฉันรับรู้ถึงอากาศรอบด้านที่เย็น แต่ร่างกายกลับร้อนจากภายใน ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงหอบของคนนับร้อยที่วิ่งกันอย่างไม่หยุดไม่หย่อน ฉันได้กลิ่นเหงื่อที่คละคลุ้งกับความชื้นในชั้นบรรยากาศ ฉันลิ้มรสชาติฝาด ๆ แห้ง ๆ ในปากของตัวเอง และฉันก็เห็นเท้าอีกหลายคู่ที่ดูไม่ซ้ำกันสักคู่ก้าวย่างต่อไป ในขณะที่เท้าของฉันยังหยุดนิ่งอยู่กับที่
จิตใจของฉันหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ฉันเปิดประตูเข้าไปดูด้านในหัวใจทั้งสี่ห้องของฉัน มันยังสูบฉีดเลือดอยู่เหมือนเดิม แล้วมันก็เต้นด้วยจังหวะที่เร็วกว่าที่ควรจะเป็นเล็กน้อย แต่ฉันก็ยังหายใจอยู่
ฉันสัมผัสได้ถึงหลายสิ่ง แต่กายก็ยังคงว่างเปล่า
จิตใจของฉันยังทำงานตามปกติ แต่มันก็ยังคงว่างเปล่า
ฉันเห็นแอ่งนํ้าเล็ก ๆ อยู่ทางซ้ายมือของฉัน ฉันยื่นหน้าเข้าไปมอง แต่ก่อนที่ฉันจะได้เห็นใบหน้าที่สะท้อนอยู่ด้านในนั้น ก็มีคนวิ่งมาเหยียบจนน้ำในแอ่งกระจายออกไปเป็นหย่อม ๆ เสียก่อน
ตอนนี้เงาสะท้อนของฉันผิดรูปผิดร่าง กระจัดกระจายไปตามหย่อมนํ้าที่ไม่ได้อยู่รวมเป็นแอ่งเดียวกันอีกต่อไป
ความรู้สึกหนักอึ้งทวีขึ้นมายิ่งกว่าเก่า มันรู้สึกหนักจนฉันเริ่มมองเห็นภาพได้ไม่ค่อยชัด ลิ้มรสได้แต่ความขมขื่นในปากของตัวเอง จมูกบอดจนกลิ่นเหงื่อชื้น ๆ จางหายไปเฉย ๆ เสียงรอบข้างดังเกินกว่าที่จะฟังได้ ผิวหนังด้านชาไปกับอากาศที่เย็นยะเยือก แต่อุณหภูมิจากภายในกลับสูงขึ้นจนแทบจะถึงจุดเดือด
หัวใจยังเต้น ทุกอย่างยังคงดำเนินและผันเปลี่ยนไปตามแบบที่มันควรจะเป็น แต่ตัวฉันนั้นไม่เหมือนเดิม ฉันกำลังเปลี่ยน เปลี่ยนไปในทางที่ไม่ควรจะเป็น ฉันเกลียดการเปลี่ยนแปลง ฉันเกลียดการจมดิ่งลงไปในห้วงเหวลึกที่ระบุจุดสิ้นสุดไม่ได้ ฉันเกลียดความรู้สึกแบบนี้ แต่ฉันก็ทำอะไรกับมันไม่ได้เลย
ทุกอย่างสูญสิ้น ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว ไร้ซึ่งคำนิยาม ไร้ซึ่งความหมายของทุกสิ่งทุกอย่าง ฉันทิ้งตัวลงนอนในความว่างเปล่า กุมมืออันบอบบางของตนเองเอาไว้แนบอก
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันรู้สึกเช่นนี้ และไม่ว่าจะผ่านไปแล้วสักกี่ครั้ง ฉันก็ไม่เคยจัดการกับมันได้เลย ร่างกายและจิตใจของฉันไม่เคยเรียนรู้ที่จะรับมือกับมัน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของฉันบอดด้าน ฉันนั้นล้มเหลวในในฐานะสัตว์สังคมที่สูงส่ง ฉันนั้นล้มเหลวในการวิ่งตามกระแสชีวิตในอุดมคติ ฉันนั้นล้มเหลวในทุก ๆ ด้านที่เป็นไปได้ ฉันล้มเหลวในการเป็นมนุษย์…และนั่นก็ทำให้ฉันรู้สึกอ่อนแอสุด ๆ ไปเลย
ประสบการณ์หลาย ๆ อย่างในชีวิตสอนให้ฉันรู้ว่าความอ่อนแอเป็นเรื่องน่าอาย แต่ในตอนนี้ความอ่อนแอที่ว่านั้นกลับเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น การที่ได้รู้ว่าตัวฉันนั้นอ่อนแอกลับไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกแย่กับตัวเอง ที่จริงแล้ว มันทำให้ฉันรู้สึกดีมาก ๆ ด้วยซ้ำ
เวลาที่เราวิ่งตามอะไรสักอย่าง เราจะเอาแต่คิดว่าเราวิ่งได้ดีพอหรือยัง เราวางเท้าถูกตำแหน่งไหม เราวิ่งถูกจังหวะไหม แล้วตอนนี้ระยะห่างระหว่างตัวเรากับเส้นชัยที่เราต้องการไปให้ถึงมันมากแค่ไหนกัน แต่เมื่อเราหยุดวิ่งและปล่อยให้ร่างกายได้ล้มลงไปบนพื้นตามแรงโน้มถ่วงของโลก มันกลับทำให้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเราได้ปล่อยให้กล้ามเนื้อขาที่เคยเกร็งแน่นได้พักผ่อน ปล่อยให้จิตใจที่หนักอึ้งและว้าวุ่นได้สงบนิ่ง เราได้อนุญาตให้ตัวเราได้รู้สึกอ่อนแออีกครั้งตามที่มันควรจะเป็นแทนที่จะฝืนต่อไป
บางทีเราอาจจะวิ่งข้ามผ่านขีดจำกัดของตัวเองมานานแล้วโดยไม่ทันได้รู้ตัว เพราะเรามัวแต่สนใจกับการวิ่ง บางทีเราก็วิ่งจนเราลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเราจะวิ่งไปทำไมตั้งแต่แรก แต่เราก็ยังคงวิ่งอยู่ และเกือบทุกครั้ง เราก็มักจะวิ่งจนลืมที่จะหยุดพักมาถามตัวเองว่า เรายังมีลมหายใจมากพอที่จะวิ่งต่อไปอยู่หรือเปล่า? หรือบางทีเลนคนวิ่งอาจจะไม่เหมาะกับเราจริง ๆ และถ้าจะเปลี่ยนไปเลนคนเดินก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่ตอนนี้ฉันยังไม่อยากคิดว่าตัวเองควรจะอยู่เลนไหน และก็ไม่อยากกังวลด้วยว่าจะวิ่งตามคนอื่นทันหรือเปล่า
ณ ตอนนี้ฉันรู้เพียงแค่ว่าฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ยังหายใจอยู่ ฉันจะพร่ำบอกสิ่งนี้กับตัวเองเสมอในเวลาที่ทุกอย่างอยู่เหนือการควบคุม ฉันเข้าใจแล้วว่าฉันก็คงควบคุมทุกอย่างในชีวิตตัวเองไม่ได้ แต่จะมีสิ่งหนึ่งที่ฉันควบคุมได้ดีกว่าใคร นั่นก็คือลมหายใจของฉัน ถึงสักวันมันอาจจะหมดไป แต่สำหรับในตอนนี้มันยังอยู่กับฉัน และนั่นก็ถือว่าดีมากพอมากแล้วสำหรับมนุษย์ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
ฉันจึงหายใจ…หายใจ...และหายใจ…….
