
นักเลง อันธพาล (จิ๊ก)โก๋… มีนิยามไม่แน่นอน แต่อย่างน้อยภาพจำร่วมของผู้อ่านคงจะเป็นชายเกเรที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นได้อย่างไม่ระแคะระคายใจ พวกเขาอยู่คู่สังคมไทยมาช้านานในฐานะกลุ่มคนที่ช่วยขับเคลื่อนให้สังคมเป็นไปตามกลไกธรรมชาติ แต่ในห้วงเวลาหนึ่ง ฉายาของพวกเขาได้เฉิดฉายในสังคมเมืองหลวงและหน้าหนังสือพิมพ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเหตุใดกัน?
ทศวรรษ 2490-2500
สังคมไทยในขณะนั้นจะว่าเก่าก็ไม่ใช่ ใหม่ก็ไม่เชิง แต่ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าหัวใจของผู้คนในสังคมนี้คงจะเปี่ยมไปด้วยความหวังและความตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่งยวด เพราะแผ่นดินขวานทองแห่งนี้เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเพิ่งเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็น “ประเทศไทย” อีกทั้งกำลังเข้าสู่ศตวรรษใหม่ แสงแห่งความก้าวหน้าเจิดจ้าชัดเจน สายธารของวัฒนธรรมสมัยใหม่หลั่งไหลเข้ามาให้ชาวไทยได้เรียนรู้เป็นว่าเล่น แต่เหตุใดกลุ่มคนที่มีภาพลักษณ์เป็นลบอย่าง “นักเลง” ในพระนครกลับเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้ท่ามกลางสังคมที่รุดหน้าไปเช่นนี้?
ปัจจัยสำคัญกลับกลายเป็น ความเฟื่องฟูของวัฒนธรรมอเมริกัน ที่เข้ามาผ่านการสนับสนุนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม (พ.ศ. 2498-2518) วัฒนธรรมอเมริกันคือสัญลักษณ์ของความเป็นสมัยใหม่และความเจริญก้าวหน้า ทุกคนต่างสนใจอยากเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่นี้เพื่อยกระดับตนเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าในขณะนั้นสถานที่ที่วัฒนธรรมอเมริกันเข้มข้นที่สุดคือ พระนคร ซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าโก้หร่าน ภาพยนตร์ทั้งไทยเทศ เสียงเพลงหลากท่วงทำนองและเป็นสถานที่แสวงหาความบันเทิงทุกรูปแบบเท่าที่วัยรุ่นจะหาได้
ท่ามกลางแสงสีในพระนคร วัฒนธรรมอเมริกันได้แนะนำให้คนไทยรู้จักกับเจมส์ ดีนและเอลวิส เพรสลีย์ บุคคลแห่งยุคผู้จุดประกายจิตวิญญาณแห่งวัยเยาว์ในสังคมไทยให้โชติช่วง ทั้งคู่เป็นภาพแทนของผู้แหวกขนบและความแปลกใหม่ โดยเฉพาะเจมส์ ดีน นั้นเป็นนักแสดงหนุ่มที่มักจะได้รับบทเป็นจิ๊กโก๋มาดเท่ที่มีท่วงท่าเป็นเอกลักษณ์จนเตะตา “กลุ่มวัยรุ่นชาย” เป็นพิเศษ ประกอบกับฤทธิ์เดชในวัยคะนอง จึงไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มวัยรุ่นชายจำนวนหนึ่งจะนิยมแต่งกาย วางมาดเลียนแบบเจมส์ ดีน ฟังเพลงของเอลวิส เพรสลีย์ และกล้าทำสิ่งนอกขนบมากมาย จนเกิดเป็นกลุ่ม “นักเลงพระนคร” เมื่อช่วงเวลาของพวกเขามาถึง ผู้คนมากมายต่างก็รู้จักใบหน้า ฉายาและวีรกรรมของพวกเขาผ่านหน้าหนังสือพิมพ์แทบไม่เว้นแต่ละวัน
วัฒนธรรมนักเลงพระนคร
นักเลงพระนครในสมัยนั้นเป็นวัยรุ่นชายที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มักแต่งกายเลียนแบบเจมส์ ดีนและชื่นชอบเพลงของเอลวิส เพรสลีย์ สูบบุหรี่ ยึดถืออาณาเขตหนึ่งเป็นพื้นที่ของตนเองอย่างจริงจัง หรือที่เรียกกันว่า นักเลงเจ้าถิ่น พวกเขาจะถือว่าในพื้นที่นั้นตนจะสามารถเดินไปไหนมาไหนได้อย่างภาคภูมิ หากนักเลงถิ่นอื่นย่างกรายเข้ามาเขม่น ก็ต้องมีการตัดสินให้รู้ชะตากันไปด้วยการประจันหน้า แต่ก็มีหลายกรณีที่สุดท้ายแล้วคู่อริกลายมาเป็นเพื่อนสนิทที่ช่วยเหลือกันอย่างน่าอัศจรรย์
นักเลงพระนครมีอยู่หลายกลุ่ม แต่กลุ่มที่มีชื่อเสียงที่สุดคงไม่พ้นพวก “โก๋หลังวัง” และเหล่านักเลงใจกลางเมือง พวกเขามักจะแต่งตัวเป็นเจมส์ ดีนไป “เดินส่าย” อยู่แถวย่านบางลำพูและถนนสิบสามห้าง ควงผู้หญิงไปดูหนังที่โรงหนังควีนส์ ไปนั่งเล่นที่ร้านกาแฟหรดี พูดคุยสังสรรค์ตามประสาวัยรุ่น เบื่อเมื่อไรก็หยอดเงินใส่ตู้เพลงฟังเพลงของเอลวิส เพรสลีย์ หากมีนักเลงถิ่นอื่นเข้ามาท้าทายก็คงจะได้เจรจานัดแนะวันประลองฝีมือกันเป็นการใหญ่ หมั่นไส้ใครก็ขอให้ได้ฝากรอยแผลไว้บนร่างกายคนนั้นเป็นพอ สำหรับพวกโก๋ไม่มีสิ่งใดวิเศษไปกว่านั้นอีกแล้ว
เป็นที่เข้าใจผิดว่านักเลงในสมัยนั้นใช้ปืนเป็นอาวุธหลักอย่างที่มักเห็นในสื่อบันเทิง ความจริงคือส่วนใหญ่นักเลงเหล่านั้นอยู่ในวัยเรียน ไม่มีเงินหรืออำนาจมากพอที่จะครอบครองปืน แต่พวกเขาจะใช้มีด ไม้ชนิดต่าง ๆ หรือของมีคมเท่าที่หาได้เป็นอาวุธ และไม่นิยมทำร้ายร่างกายกันจนเสียชีวิตเพราะผิดกฎหมาย ส่วนปืนนิยมกันในหมู่นักเลงที่มีอำนาจระดับรุ่นใหญ่
คติประจำใจที่นักเลงทุกคนยึดถือร่วมกันคือความรักพวกพ้องและรักศักดิ์ศรีลูกผู้ชายยิ่งชีวิต พวกเขาสามารถช่วยเหลือหรือแม้แต่ยอมสละชีวิตเพื่อสหายในกลุ่มที่โดนหยามได้ แต่จะไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีหรือเสีย “ฟอร์ม” เป็นอันขาด คำว่า “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” ในวงการนักเลงออกจะจริงจังและเข้มข้นกว่าที่อื่นมากหน่อย ในแง่หนึ่งหมายถึงการละเว้นเด็ก สตรี คนชราและผู้บริสุทธิ์ การมีความจริงใจ รู้จักยอมรับผิดและเห็นแก่พวกพ้องเป็นสำคัญ แต่ในอีกแง่นั้นหมายถึง “สถานะ” ของพวกเขาในวงการเลือดแห่งนี้ ขอให้ผู้อ่านเข้าใจว่าวงการนักเลงเป็นสังคมที่มีวิถีเป็นของตนเองและมีระบบชนชั้น เรื่องชนชั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก นักเลงรุ่นใหม่ต้องฝ่าด่านวัดใจมากมายเพื่อชนะใจนักเลงรุ่นใหญ่ ตนจึงจะได้เชิดหน้าชูตา เดินในถิ่นดังกับลูกพี่ที่เคารพได้อย่างไม่เกรงใคร ซึ่งวิธีการไต่เต้าก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนอกจากแสดงวีรกรรมให้เป็นที่โจษจันจนไปเข้าตานักเลงรุ่นใหญ่เข้า
ชีวิตของนักเลงพระนครไม่ได้มืดสนิทและมีแต่การตีรันฟันแทงกันอย่างเดียว พวกเขามีชีวิตเป็นของตัวเอง บางคนเป็นนักเรียน นักศึกษา บ้างประกอบอาชีพรับจ้างสุจริต บ้างสังกัดธุรกิจสีเทา 3 สายใหญ่คือ บ่อน บาร์และสถานบริการ บางคนเป็นนักเลงในคราบนักแสดงชื่อดังหรือแม้แต่บุคคลในเครื่องแบบ จึงเป็นที่น่าสนใจว่า ที่นักเลงหรืออันธพาลในสมัยนั้นไม่เคยได้รับโทษอย่างจริงจังและได้รับการปล่อยตัวออกมาอย่างง่ายดายนั้น อาจมีสาเหตุมาจากการที่บุคคลในเครื่องแบบคอยหนุนหลังวังวนเถื่อนนี้อยู่
แม้สังคมจะมองว่าคนกลุ่มนี้ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีจนน่าเป็นห่วง แต่นักเลงหลายคนไม่ได้ไร้สามัญสำนึก พวกเขายังคงกลัวตำรวจและรู้ดีว่าสิ่งที่ตนเป็นนั้นไม่ได้รับการรับรองโดยกฎหมาย แล้วเหตุใดพวกเขายังคงดันทุรังเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้? ผู้เขียนเองก็ไม่สามารถฟันธงได้ว่าเพราะเหตุใด อาจเป็นเพราะช่วงวัย เพราะชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นอาจมีบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม สังเวียนเลือดแห่งนี้จึงเป็นเวทีให้พวกเขาออกมาอวดโฉมแสดงบทบาทสมมติเพื่อเติมเต็มความฝันของตน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ วงการนักเลงไม่ใช่สถานที่ที่อยากออกแล้วจะออกได้ทันตาเห็น ทุกคนล้วนมีศัตรูและหมายจะเป็นที่ยอมรับในวงการ ทางเลือกที่เหลือจึงมีเพียง เดินหน้าต่อไปอย่างไม่เกรงใครพร้อมกับประสบการณ์โชกเลือด หรือถอยหลังกลับพร้อมกับความเสี่ยงนับไม่ถ้วน เพราะแม้จะประกาศตัวเลิกเอาดีทางนักเลงแล้ว ศัตรูในวงการก็ไม่ได้อันตรธานไปแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อก้าวเข้ามาในวัฏจักรนี้แล้ว พวกเขาก็ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อทางเลือกอันน้อยนิด…ทางเลือกที่เดินไปแล้วอาจไม่มีทางหวนกลับ ทั้งที่ในใจอาจต้องการเพียงความสุขสงบอย่างคนธรรมดา
ทั้งนี้ แม้ในบทความจะกล่าวถึงวิถีนักเลงในพระนครเป็นหลัก แต่นักเลงท้องถิ่นก็ไม่ได้มีบทบาทน้อยไปกว่านักเลงในเมืองหลวง พวกเขาอาจมีวัตรปฏิบัติเฉพาะกลุ่มแยกย่อยตามปรารถนา แต่หัวใจหลักของการเป็นนักเลงก็คงจะครอบคลุมสิ่งที่ผู้เขียนได้กล่าวไปแล้ว และอำนาจของพวกเขาในถิ่นของตนก็น่าเกรงขามไม่แพ้นักเลงในพระนครทีเดียว
ยุคอันธพาลครองเมืองสิ้นสุดลงพร้อมกับการกวาดล้างวงการนี้อย่างจริงจังของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีผู้เลื่องชื่อเรื่องความเข้มงวดในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ ผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีดำจำนวนมากถูกขังลืมอยู่ในคุกลาดยาว (เรือนจำบริเวณถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาวในปัจจุบัน) แต่บางส่วนก็เอาตัวรอดมาได้และเริ่มต้นชีวิตใหม่ ปล่อยให้ชีวิตนักเลงกลายเป็นตัวตนในอดีต เป็นบทเรียนราคาแพงที่สามารถถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้
พวกเขาอาจไม่ได้ควรค่าแก่การลอกเลียนแบบ แต่ควรค่าแก่การทำความเข้าใจ
อ้างอิง
ปุ๊ กรุงเกษม. (2559). ย้อนตำนานโก๋หลังวัง เดินอย่างปุ๊. ประพันธ์สาส์น จำกัด. https://www.mebmarket.com/ebook-72411-
วันชนะ ทองคำเภา. (2555). อย่ารำลึกถึงเราว่าเหล่าอันธพลาล! : พื้นที่คุกกับการเมืองของการนำเสนอภาพแทนตนเองผ่านอัตชีวประวัติในบันทึกเลือดจากลาดยาว. วรรณวิทัศน์, 12(พฤศจิกายน), 155-190. https://doi.org/10.14456/vannavidas.2012.7
สุริยัน ศักดิ์ไธสง. (2540). เส้นทางมาเฟีย (พิมพ์ครั้งที่ 5). มติชน.
เนื้อหา : พิจิตรา สาคร
พิสูจน์อักษร : ปนัดดา ป้านตัน และ nongkukz
ศิลป์ : fah is happy
