
โอ้ ข้าขอคารวะเทพีศิลปวิทยา คัลไลโอพี คลิโอ พอลิฮิมเนีย ยูเทอร์พี เทอร์ปซิคอรี เอราโต เมลพอมินี ธาเลีย ยูเรเนีย โปรดประทานพรแก่ผู้ขับลำนำ ผู้ท่องโลกอักษร แลตัวข้าผู้ต่ำต้อย
ผู้ท่องโลกอักษรเอ๋ย ข้าคือบรรณารักษ์ซากอักษรแห่งต้นไม้ที่มีชื่อว่าโลก บัดนี้ข้ายืนอยู่ ณ สุสานวรรณกรรม อะไรนะ เจ้าไม่รู้จักอย่างนั้นรึ ไม่ ไม่ เจ้ารู้จักแน่นอน เพียงแต่จำมิได้เท่านั้น เราล้วนเคยผ่านสถานที่แห่งนี้ทั้งนั้น ปฏิเสธข้าสิว่านามเพริศพริ้งของเจ้ามิใช่หนึ่งในวรรณกรรม แม้แต่โน้ตดนตรีก็เป็นวรรณกรรม เพียงแต่พูดด้วยภาษาดนตรี แม้แต่คณิตศาสตร์ก็เป็นวรรณกรรม หากเจ้ามองว่านั่นคือภาษาจักรวาล เจ้าหลงทางมาไกล ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรอยู่ แต่ไหน ๆ มาแล้ว เชิญนั่งลง ผิงเพลิงอุ่น จิบน้ำชา แทะขนมปัง และกรุณาให้ข้าได้ต้อนรับแขกด้วยการกล่าวถึงเรื่องปกิณกะที่เจ้าจักลืมเมื่อออกไปเถิด
หนังสือเล่มแรกที่ข้าพบ ณ ดินแดนรกร้างเปล่าเปลี่ยวไร้สรรพสิ่งเป็นเรื่องราวของความโกลาหลแต่บรรพก่อน ครั้นปฐมกาล ก่อนจะมีแสง แสงขนาดใหญ่ ข้าลืมไปเสียแล้วว่าภายในกวีเขียนไว้เช่นไร จงมี…จงเป็น…อะไรสักอย่าง เล่มนั้นอยู่ในส่วนลึกสุดของต้นไม้โลก ฝุ่นหนาจับเลยล่ะ แต่นั่นไม่สำคัญ ไม่มีใครสนใจอ่านหรอก
ข้ามีกิจขุดคุ้ยผืนดินแห่งการสรรค์สร้าง สะสม และรวบรวมวรรณกรรม วรรณกรรมคือทูตเชื่อมระหว่างผู้วายชนม์และมรรตัย หนึ่งหน้าแต่แฝงล้านอารมณ์ ซ่อนเร้นวินาทีที่ไม่มีใครอาจได้ล่วงรู้เว้นประพันธกร นอกจากวรรณกรรมสามัญที่เจ้ารู้จักหรือไม่รู้จัก ยังมีวรรณกรรมไร้นามมากมายที่ข้าพบ ข้าจึงนำไปเก็บเอาไว้บนชั้นความทรงจำ ผู้คนทำพวกมันสูญไปในระหว่างการเดินทางบนเส้นทางคดเคี้ยวที่มีชื่อว่าชีวิต บางเล่มบรรจุลมหายใจของใครคนหนึ่ง บางเล่มบรรจุอัตตาคับฟ้าของใครบางคน บางเล่มหน้าปกขาดรุ่งริ่งด้วยชอกช้ำระกำแสน บางเล่มบางหน้าขาดหาย ทุกการกระทำของพวกเจ้าล้วนถูกต้นไม้ใหญ่จารึกไว้ แม้ยามสิ้นลม เรื่องราวของพวกเจ้ายังคงมีต่อไป บ่อยครั้งที่ข้าปัดฝุ่นพวกมันแล้วน้ำตาไหล เมื่อรับรู้ว่ามีกี่วรรณกรรมหล่นหายไปในช่องว่างของเวลา พลัดหลงยังวนาลี้ลับ จมดิ่งลึกสู่ก้นมหาสมุทร ปราศจากผู้ได้ยลโฉม ทุกวรรณกรรมข้ารักษาเอาไว้ เพราะไม่มีชิ้นไหนควรค่าแก่การเมินเฉย แม้มีเพียงหนึ่งที่จดจำมันได้ก็ตาม
สิ่งแสนเศร้ากว่าการจากกันยามมรณาเทวีมารับตัวเรา คือยามที่ธาราแห่งการลืมเลือนพัดพาเราให้จางไปจากความทรงจำของผู้คน โมงยามที่ไม่มีใครนึกถึงหรือขับขานเรื่องราวของเราแล้วนั้น คืออนันตกาลที่เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้อย่างแท้จริง
หากมีโอกาสจงเก็บเกี่ยววันเวลาเอาไว้ ผู้ที่จะบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเจ้าได้ดีที่สุด ข้าค้นถึงขอบจักรวาล เห็นมีแต่ตัวเจ้าเอง ผู้คนรักในเรื่องราวและทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราว แม้วันสามัญที่สุด ก็เป็นเรื่องราวที่ดีได้
และเมื่อทุกสิ่งหวนคืนสู่สุญตา ข้าจักนิ่งงัน เมิลมองรัศมีสุดท้ายย่างสู่ราตรีไร้สิ้นสุด ชำเลืองกาลพ่นลมหายใจรวยรินค่อย ๆ หยุดก้าวเดินทีละนิด พินิจซากอักษรที่ไม่มีใครจดจำ เพื่อรับรู้ว่าสุดท้ายไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์ ข้าอยู่เพียงเพื่อจดจำสิ่งต่าง ๆ ให้ได้นานที่สุดตราบเท่าที่เทพีแห่งชะตากรรมยังไม่ตัดด้ายของข้า
ข้าให้เจ้าได้สดับเรื่องนี้มิใช่เพราะต้องการให้เสียกำลังใจ หากเพื่อเป็นคติเตือนใจให้กระทำสิ่งต่าง ๆ บนวิถีเที่ยงธรรม จงสร้างวรรณกรรมในแบบของเจ้า อย่าหวั่นในคำครหาอันลุ่มหลงที่บอกว่าคนอื่นทำแล้ว เพราะไม่มีใครอาจแทนที่เจ้าได้ เรื่องราวของเจ้าสมควรแก่การถูกจดจำ เขียน วาด เล่น ร้อง ปั้น ก่อสร้างศิลปะที่เจ้าเชื่อว่าคู่ควรที่จะยกระดับโลกนี้ให้วิจิตรมากขึ้น ศิลปะแห่งชีวันที่มีเพียงเจ้าที่เนรมิตได้ ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่ายามเจ้าจากดินแดนนี้ไป หลังจากนั้น อาจสักร้อย พัน หรือหมื่นปี เมื่อข้าขุดคุ้ยสุสานแห่งนี้ ข้าจักได้พบเรื่องราวที่เจ้าร้อยเรียงขึ้นด้วยปีติ ดูเหมือนถึงเวลาที่เจ้าต้องไป เชิญเดินไปทางนั้น ทางออกอยู่ไม่ไกล หากเรื่องราวนี้ทำให้เจ้าต้องขุ่นเคืองใจ โปรดคิดเสียว่านี่เป็นเพียงเสียงลมรำเพยให้เจ้าพอได้พักผ่อนในวันธรรมดา เช่นนั้นแล้ว ลาก่อน จนกว่าจะได้พบกันอีกครั้ง ยินดีที่ผ่านทางมา…