
มิวส์ : เลือด เนื้อ กระดูก หัวใจ แหลกสลายเพื่อศิลปะหรือศิลปิน?
เมื่อเห็นงานศิลปะชิ้นหนึ่ง มนุษย์คนแรกที่เรานึกถึงขึ้นมาอาจจะเป็นศิลปิน (artist) ผู้สร้างสรรค์ผลงาน แต่ไม่แน่ว่า ผลงานชิ้นนั้นอาจมีมนุษย์ผู้อยู่เบื้องหลังอีกคนหนึ่งในฐานะ “มิวส์” (muse) อยู่ก็ได้
วงการศิลปะเรียกผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้รังสรรค์ผลงานศิลปะว่ามิวส์มาช้านาน คำว่ามิวส์มีที่มาจากเทพีในปกรณัมกรีก มิวส์ในตำนานฉบับซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุด เป็นกลุ่มพี่น้องเทพธิดา มีทั้งหมด 9 องค์ เทพธิดาแต่ละองค์ดลบันดาลให้มนุษย์รังสรรค์ศิลปะต่างแขนงกันไป เช่น Calliope มิวส์กวีนิพนธ์มหากาพย์ Euterpe มิวส์ดนตรี Urania มิวส์ดาราศาสตร์ เป็นต้น ส่วนบริบทปัจจุบัน ศิลปินอาจจะไม่ต้องรอนิมิตจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ได้แรงขับเชิงสร้างสรรค์มาจากมนุษย์ด้วยกันเอง มิวส์จึงหมายถึง–นิยามโดยมิวส์ของผู้เขียน–“แรงบันดาลใจมีชีวิต” (living inspiration)–ใครก็ตามที่มีผลต่อความคิด จิตใจ วิสัยทัศน์ ความปรารถนาของศิลปินจนต้องลงมือสร้างผลงานออกมา–ประหนึ่งเทพธิดามิวส์ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เป็นมิวส์จึงมักเป็นแบบ (model) ให้ผลงานไปด้วย และมีมิวส์จำนวนมากที่เป็นคนรักหรือคนใกล้ชิดของศิลปิน ทั้งนี้ มิวส์ไม่จำเป็นต้องมีสถานะเป็นสองสิ่งดังกล่าว อีกทั้งอาจจะเป็นศิลปินเองก็ได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนตะหงิดใจกับวิถีของมิวส์อยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะมาจากมิวส์และศิลปินตัวจริงในประวัติศาสตร์ หรือมิวส์ในสื่อและวรรณกรรมร่วมสมัย (โดยเฉพาะแฟนฟิคชั่น) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มิวส์ส่วนใหญ่ตามขนบเป็นผู้หญิง ด้วยความที่ภาพจำมาจากเทพีมิวส์อาจจะมีส่วน แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าบริบทในอดีตที่จำกัดบทบาททางเพศเองก็มีส่วนเช่นกัน มีผู้หญิงน้อยคนที่ได้เป็นศิลปิน หลายคนโดนชื่อเสียงของศิลปินชายบดบัง ผลงานไม่เป็นที่สนใจเพียงเพราะเป็นผู้หญิง และยังมีศิลปินหญิงซึ่งเป็นที่รู้จักเพียงแค่ในฐานะมิวส์ของศิลปินชาย แม้สังคมปัจจุบันจะไม่กีดกันศิลปินหญิงเท่าเดิมแล้ว แต่ขนบที่ผู้ชายเป็นศิลปินผู้มีนางมิวส์ในใจ ผู้หญิงมักมีบทบาทเป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังมากกว่าจะเป็นศิลปินเอง ภาพจำของมิวส์กับศิลปินที่วนเวียนอยู่กับเพศสองขั้วชายหญิงเช่นนี้ก็ยังสลัดออกได้ยาก ผู้เขียนยังสังเกตว่า แม้มิวส์จะเป็นมนุษย์เหมือนกับศิลปิน แต่ศิลปินจำนวนมากปฎิบัติกับมิวส์เหมือนกับว่าเป็นกลุ่มก้อนแรงบันดาลใจ เป็นละอองความคิดอะไรสักอย่างที่ต้องกักเก็บด้วยผลงานศิลปะของตนมากกว่าจะเป็นคน ๆ หนึ่งที่มีเลือดเนื้อเช่นเดียวกัน ด้วยลักษณะของศิลปะและขนบของมิวส์ดังกล่าวชวนให้นึกถึงทฤษฎี male gaze ที่ชี้ว่าผู้หญิงในสื่อไม่ต่างอะไรไปจากวัตถุที่ศิลปินและผู้ชมชายจับจ้อง จัดวาง และหยิบไปเพ้อฝันต่อ นอกจากประเด็นที่ความสัมพันธ์ระหว่างมิวส์กับศิลปินเลี่ยงบทบาทที่ต้องมีผู้เป็นวัตถุดิบและเชฟได้ยาก หลาย ๆ ครั้งเจตจำนงของศิลปินนั้นแรงกล้าจนละเลยความเป็นมนุษย์ของมิวส์ แม้เรา ๆ จะคุ้นเคยกันว่าศิลปินจำนวนไม่น้อยอุทิศชีวิตให้ศิลปะ ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสร้างผลงานชิ้นเอกขึ้นมา แต่คงมีน้อยคนที่จะรู้ว่ามิวส์เองก็ต้องแลกเลือด เนื้อ กระดูก และหัวใจเพื่อศิลปินด้วย ผู้เขียนจึงอยากเล่าถึงมิวส์เหล่านี้ให้รู้จัก
Elizabeth Siddal และ Ophelia (1851)
อลิซาเบธ ซิดดัล เป็นจิตรกร กวีชาวอังกฤษ และยังเป็นแบบให้จิตรกรหลายคนรวมไปถึง จอห์น เอเวอเรตต์ มิเล ผลงานของอลิซาเบธไม่ค่อยเป็นที่สนใจเท่ากับผลงานชิ้นเอกของจอห์นที่มีเธอเป็นมิวส์และแบบอย่าง “โอฟิเลีย” (หากลองค้นหาในอินเทอร์เน็ตดู ภาพโอฟิเลียจะขึ้นมาก่อนภาพผลงานของเธอเสียอีก) ภาพวาดตัวละครจากโศกนาฏกรรมเชคสเปียร์เรื่องแฮมเล็ต ฉากที่โอฟิเลียกำลังลอยคอจมตัวเองลงไปในแม่น้ำหลังจากเสียสติเพราะความตายของบิดา โดยไม่รู้ว่าฆาตกรคือแฮมเล็ต คนรักที่กล่าวโทษตนเมื่อคราวที่พบกันครั้งสุดท้าย จอห์นว่าจ้างอลิซาเบธมาเป็นแบบวาดภาพ โดยให้เธอสวมชุดเดรสลงแช่ในอ่างน้ำที่สตูดิโอในลอนดอน ช่วงฤดูหนาว จอห์นจุดตะเกียงน้ำมันและเทียนไว้ใต้อ่างให้ความอบอุ่น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ระยะเวลาและความเย็นของน้ำที่อลิซาเบธต้องแช่ลดลงไป อีกทั้งยังมีช่วงที่จอห์นมุ่งมั่นวาดภาพจนไม่ทันสังเกตว่าไฟดับไปหมดแล้ว สุดท้ายอลิซาเบธก็ล้มป่วยเป็นโรคปอดบวม แม้ครอบครัวของเธอจะเรียกร้องค่ารักษาจากจอห์น อลิซาเบธก็ต้องรับยา laudanum หรือทิงเจอร์ฝิ่นเพื่อรักษา อาการป่วยครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอต้องพึ่งสารฝิ่นจนกระทั่งเสียชีวิตจากทิงเจอร์ฝิ่นเกินขนานในปี 1862 เมื่ออายุเพียง 32 ปีเท่านั้น
Yoko Wanibe/Miyoshi และ From Window (1974)
โยโกะ วานิเบะ (ปัจจุบันเปลี่ยนนามสกุลเป็น มิโยชิ) เคยเรียนการแสดง ทำงานพาร์ทไทม์ที่แกลเลอรีศิลปะ และเป็นอดีตภรรยารวมถึงมิวส์ของ มาซาฮิซะ ฟุคาเซะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น โยโกะเป็นสิ่งที่มาซาฮิซะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพตลอดชีวิตคู่ที่จบลงด้วยคำขอหย่าจากโยโกะในปี 1976 “ตลอดสิบกว่าปีที่เราใช้ชีวิตด้วยกันมา เขามองฉันผ่านแค่เลนส์กล้อง” โยโกะเขียนเอาไว้ในบทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Camera Mainichi ปี 1973 ระหว่างที่โปรเจกต์ภาพถ่าย From Window ยังดำเนินอยู่ ทุก ๆ เช้ามาซาฮิซะจะถ่ายรูปโยโกะตอนกำลังออกไปทำงานจากหน้าต่างอะพาร์ตเมนต์ชั้น 4 ของทั้งคู่ และนำไปตีพิมพ์ใน Camera Mainichi ช่วงปี 1964 จนไปถึงปี 1976 นับได้ว่ากินเวลาตั้งแต่แต่งงานจนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตคู่ ในบางรูปโยโกะโพสต์ท่าดูเหมือนกำลังเล่นกล้อง แต่ในบางรูปก็เห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ชัดเจน บางรูปโยโกะก็ไม่ได้มองกล้องเสียด้วยซ้ำ เธอกล่าวว่าอดีตสามีกดดันให้เธอต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำอยู่เป็นครึ่งค่อนเดือน ต้องแต่งหน้าแต่งตัวออกจากบ้านมากครั้งกว่าปกติในหน้าฝน ต้องโพสต์ท่าทางต่าง ๆ ท่ามกลางสายตาของคนผ่านไปผ่านมา โยโกะกล่าวว่า มาซาฮิซะจงใจเลือกทุกรูปที่เธอดูแย่เหมือนลิงหรือคนแก่อารมณ์เสีย โยโกะยังเขียนไว้ในบทความข้างต้นอีกว่า “แล้วภาพที่เขาถ่ายฉันเอาไว้ทั้งหลาย ก็เป็นภาพของตัวเขาเองนั่นแหละ”
ผู้เขียนและมิวส์ของฉัน
มิวส์คนแรกของผู้เขียนคือฉันเอง ผู้เขียนมองว่าตัวเองเป็นมิวส์ในแง่ที่ว่าแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ของฉันล้วนแล้วมาจากข้างในตัวเอง และปฎิบัติกับตัวเองอย่างมิวส์มาค่อนชีวิต กล่าวคือ ใช้ชีวิตอย่างโหลว่าง ๆ ใบหนึ่งที่มีไว้กักเก็บแนวคิด ไอเดีย วัตถุดิบน่าสนใจเอาไว้ในตัวเพื่อรอวันจะนำออกมาละเลงในผลงาน เวลาได้ประสบการณ์อะไรก็จะคิดในมุมมองตัวละครแทนที่จะเป็นตัวเอง จนกระทั่งผู้เขียนได้พบมิวส์คนถัดมา เขาเป็นอดีตเพื่อนรักคนหนึ่ง หลังจากสนิทกันอย่างรวดเร็ว ฉันก็รู้สึกตัวเป็นครั้งแรกในชีวิตว่าตัวเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ ไม่ใช่เพียงมวลคอนเซปต์ที่สักวันจะเปลี่ยนรูปกลายเป็นงานศิลปะ แถมเขาเองเคยบอกว่า ฉันก็เป็นมิวส์ของเขาเช่นกัน และด้วยความคิดและความเห็นที่สะสมมาตลอดชีวิต สิ่งที่ฉันตกตะกอนจากเรื่องราวของมิวส์ทั้งหลายคือ ฉันจะไม่มองมิวส์ของตัวเองเป็นแค่แบบวาดรูปและแหล่งกำเนิดแรงบันดาลใจ มิวส์ของฉันเองก็เป็นมนุษย์ที่มีเลือด เนื้อ กระดูก และหัวใจไม่ต่างไปจากฉันเลย เป็นเพื่อนที่ใช้ชีวิตไปด้วยกัน แล้วยังเป็นคนที่ดึงแสงสว่างหลากสีสันออกมาจากตัวฉัน ฉันไม่อยากให้บทบาทศิลปินและมิวส์ของเราพาไปพบจุดจบอย่างที่อลิซาเบธ ซิดดัลต้องเจอ ส่วนใหญ่แล้วฉันเป็นคนสร้างผลงานจากตัวมิวส์ ไม่ว่าจะวาดรูป เขียนกลอน แต่งเพลง (มิวส์ของฉันเคยบอกว่าจะทำผลงานรูปแบบเหล่านี้เกี่ยวกับฉันออกมาเช่นกัน แต่สุดท้ายก็ไม่เคย เขาเป็นคนขี้โม้อย่างนี้แหละ) ส่วนกิจกรรมสรรค์สร้างที่เราทั้งสองทำเหมือนกันเองก็มี เรามักจะถ่ายรูปให้กันเสมอ ฉันยังตกลงกับเขาไว้ว่าฉันสามารถถ่ายรูปแคนดิด (ถ่ายตอนเจ้าตัวเผลอ) ได้ทุกเมื่อ ก่อนหน้านั้นผู้เขียนจึงสบายใจว่าเราคงไม่ลงเอยอย่างโยโกะ วานิเบะ และมาซิฮิซะ ฟุคาเซะ ที่ดูเหมือนจะมองคนที่อยู่กินกันมานานเป็นแค่หัวข้อใหญ่ในผลงาน เพราะเราต่างคนต่างผลัดกันเก็บความทรงจำของกันและกันเอาไว้
แต่สุดท้ายฉันและอดีตเพื่อนรักก็หนีไม่พ้นชะตากรรมของมิวส์ แม้ตัวตนของเราสองคนจะอยู่ใต้ร่มคำว่าเควียร์ ฉันที่เป็น “ผู้หญิงผมสั้น” มิวส์ที่เป็น “ผู้ชายผมยาว” ก็ยังคงอยู่ในโลกที่ยังยึดติดกับระบบเพศสองขั้วชายหญิง ถึงฉันจะสลับบทบาทตามขนบเป็นศิลปินหญิงที่มีมิวส์เป็นผู้ชาย แต่ตัวตนของอดีตเพื่อนรักของผู้เขียนก็ยังแยกเป็นส่วน “มนุษย์” และ “มิวส์” อยู่ดี สิ่งที่แย่ที่สุดคือ มิวส์ของฉันเองก็มองฉันเป็นคอนเซปต์ ในวันธรรมดาวันหนึ่ง หลังเราใช้เวลาทั้งบ่ายด้วยกัน อดีตเพื่อนรักคนนั้นพูดขึ้นมาว่า “นี่เอาไปใช้ในงานได้เยอะเลยนะเนี่ย” ฉันตอบไปว่า “ที่มาอยู่ด้วยวันนี้ไม่ใช่เพราะเธอเป็นมิวส์สักหน่อย” แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เข้าใจ หลังจากนั้นเวลาผ่านไป เราทะเลาะกันบ่อยขึ้นทุกวัน ๆ ความสัมพันธ์ของเราแย่ลงเรื่อย ๆ ครั้งสุดท้ายที่เราทะเลาะกันยิ่งย้ำชัด ว่าฉันกลายเป็นอะไรสักอย่างที่มิวส์ของฉันจะแต่งเรื่อง กล่าวโทษฉันให้เป็นตัวอะไรก็ได้ในหัวเขา อย่างกับลืมไปแล้วว่ารู้จักตัวฉัน แล้วยังมองข้ามความรู้สึกและสิ่งที่ฉันพยายามสื่อสารไปโดยสิ้นเชิง…
ฉันนึกถึงบ่ายวันนั้น ก่อนหน้าบทสนทนาที่ว่า อดีตเพื่อนรักพูดออกมาว่าฉัน “เหมือนเทพธิดาเลย…” เป็นคำพูดหนึ่งที่มีความหมายต่อฉันมาก เมื่อฉันกลับบ้านไป แรงบันดาลใจนี้ที่ได้มายังแรงกล้าจนฉันต้องถ่ายรูปออกมาได้หนึ่งชุด ฉันรู้สึกสดชื่นจนส่งข้อความไปอธิบายให้มิวส์ได้รู้เป็นคนแรก ว่าไอเดียของรูปนี้มาจากที่ฉันอยากจะจับภาพเทพธิดาองค์นั้นที่ปรากฎกายต่อหน้าเขาเมื่อยามบ่าย จากนั้น มิวส์ของฉันก็ตอบกลับมาว่าฉันเป็นเทพธิดาของเขา–ตลกร้ายเหลือเกิน คนที่เคยเรียกฉันว่าเทพธิดามาวันหนึ่งกลับบอกว่าฉันเลวร้ายต่อเขาต่าง ๆ นานา พูดจาอย่างกับว่าไม่เคยสนิทกันมาก่อน ฉันจึงได้รู้ว่า สำหรับคนอย่างเขา ถ้าฉันเป็นได้ถึงเทพธิดา เขาก็คงจะเปลี่ยนฉันให้เป็นตัวอะไรก็ได้ในหัวตัวเอง
ฉันเสียเขาไปในฐานะเพื่อนรัก แต่เขาในฐานะมิวส์ก็ยังอยู่กับฉันไม่ได้ไปไหน เป็นแรงขับให้ได้ลงมือหยิบเอาเรื่องข้างในออกมาอีกครั้ง คราวนี้ฉันจึงเป็นนักเขียนของบทความที่คุณกำลังได้อ่านอยู่
ผู้เขียนรู้สึกเหมือนเป็นโอฟิเลียในอ่างน้ำเลย
แต่ที่ยังรู้สึกเศร้าจนต้องเขียนออกมา แสดงว่าฉันเป็นมนุษย์จริง ๆ ด้วยนี่นา
บรรณานุกรม
Habens, A. (2024, October 31). A Brief History of the Muses. JSTOR Daily. https://daily.jstor.org/a-brief-history-of-the-muses/
Masahisa Fukase Archive. (2025, April 25). Yoko, 2025. https://masahisafukase.com/yoko-2025/
Millington, R. (2022, December 15). What is an artist-muse relationship really like?. https://ruthmillington.co.uk/what-is-an-artist-muse-relationship-really-like/
Pantall, C. (2025, July 22). Photobook Review: Yoko by Masahisa Fukase. PhMuseum. https://phmuseum.com/news/photobook-review-yoko-by-masahisa-fukase
Zarevich, E. (2023, January 27). Elizabeth Siddal, the Real-Life “Ophelia”. JSTOR Daily. https://daily.jstor.org/elizabeth-siddal-the-real-life-ophelia/
เนื้อหา : รดา
พิสูจน์อักษร : จ. และ paulyne
ภาพ : อาดิเกสวา วีระยุทธราชา