วจีสีเทา ใต้เงาวันวาน ใจร้าวรานในม่านฟ้าหม่น

วจีสีเทา ใต้เงาวันวาน ใจร้าวรานในม่านฟ้าหม่น 


Content Warnings: Violence, Murder, Torture, Blood and Gore, Psychological Trauma


ทันทีที่เห็นคมมีดเคลื่อนเข้าใกล้ ร่างกายชายชราก็สั่นสะท้าน ลมหายใจติดขัดฉับพลัน มือที่ถูกมัดเริ่มขยับไปมาด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเฮือกสุดท้ายที่ยังพอหลงเหลือ เขาเปล่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด ร้องหาความช่วยเหลือ ทว่าเสียงที่เล็ดลอดออกมาช่างแผ่วเบาจนเลือนหายไปในกำแพงอิฐหนา

มีดนั้นกวัดแกว่งไปมาต่อหน้า มันสั่นไหว สะท้อนแสงไฟสลัว ประกายของมันบาดลึกเข้ามาในดวงตาของเขา


“ผ…ผมจะทำให้มันรู้ ว่าผมทำสิ่งใดได้…”


แม้การรับรู้จะค่อย ๆ พร่าเลือนไปพร้อม ๆ กับอากาศที่ทะลักออกจากปอด แต่เขาก็ยังได้ยินเสียงสะอื้นไห้จากเงามืด ร่างตรงหน้าร้องออกมาด้วยความทรมานบางอย่าง เสียงนั้นปกคลุมทำให้บรรยากาศในตึกร้างหนักอึ้ง ทาบทับลงมาให้ความหวังแบนราบและสูญสลายไปกับพื้นคอนกรีต


“อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนั้นนะ ทั้งหมดมันเป็นเพราะคุณ คุณเป็นคนเลว…ต้องได้รับโทษสิ…”


เขาหลับตาเมื่อรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ความรู้สึกเจ็บปวดราวถูกนรกแผดเผาทั้งเป็นไหลมารวมกัน ณ ปลายคมมีดที่กระหน่ำแทงลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน ความทรมานของชายชรากลั่นออกมาเป็นของเหลวสีชาดที่ย้อมคมมีดให้เงาวับกว่าเดิม เงาสะท้อนฉายให้เห็นแววตาที่กำลังหวาดกลัวสุดขีด เขาเห็นแววตาเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทว่าครั้งนี้มันกลับเป็นแววตาของเขาเสียเอง กว่าจะรู้สึกเสียใจกับการกระทำในอดีต ลมหายใจก็เริ่มแผ่วลง ก่อนเขาจะศิโรราบให้แก่ความตายที่คืบคลานเข้ามาอย่างเย็นชาใต้แสงสลัวของดวงจันทร์ที่สาดส่อง


“ผมทำถูกแล้ว ฮะฮะ ใช่สิ มันถูกแล้ว ผมไม่ผิด…”


เงาสูงใหญ่ปริศนาค่อย ๆ ย่างกรายเข้ามาหามัจจุราชตนนั้น ดวงจันทร์ที่สว่างกว่าปกติสะท้อนให้เห็นรอยยิ้มน่าขนลุก ก่อนแสงนวลที่ย้อมทั้งตึกจะถูกแทนที่ด้วยไฟจ้าของรถพยาบาล


.


“วันนี้ เมื่อเวลาประมาณบ่ายโมงเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมนายณรงค์ ผู้ต้องหาในคดีสังหารนายวิชิตอย่างเหี้ยมโหด ณ ตึกร้างย่านวิวรณ์ เบื้องต้นนายณรงค์รับสารภาพและจะขึ้นให้การในชั้นศาลต่อไปค่ะ ด้านผู้สื่อข่าวภาคสนามเผย ประชาชนชุมนุมประท้วงกดดันให้ปล่อยตัวนายณรงค์ เนื่องจากเขาต้องอดทนใช้ชีวิตหลบซ่อนจากนายวิชิต มือสังหารโหดที่ไล่ฆ่าคนไปมากกว่าสิบรายมานับสองปี”


.


“ข่าวต่อไป ทั่วประเทศร่วมแสดงความยินดีกับการคิดค้นยาวัชฌา รัฐบาลประกาศให้มีผลบังคับใช้ร่วมกับการประหารฆาตกรเป็นการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับฆาตกรที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคณะรัฐมนตรีย้ำว่า ขอให้ประชาชนทุกคนวางใจและเชื่อใจในรัฐบาล พวกเขาจะสร้างโลกที่ไร้ซึ่งฆาตกรให้ได้ภายในไม่กี่ปี ซึ่งมีรายละเอียด…”


.


.


.


เขากำจดหมายในมือไว้แน่น เมื่อไล่สายตาสำรวจมันจนครบ พบว่าหน้ากระดาษเต็มไปด้วยรอยเปื้อน เนื้อความข้างในมีไม่มากนัก แต่อักษรทุกตัวกลับทำหน้าที่เล่าความรู้สึกของคนที่เขารักได้สมบูรณ์แบบ มันมากมายเสียจนเขาต้องลุกออกไปอาเจียนเพื่อขย้อนก้อนอารมณ์นั้นออกมา


‘...หากเอ็งรับรู้เรื่องทั้งหมดนี่ ก็จงใช้สติพิจารณาอย่างสุขุมเถิด ข้าหวังว่าในภายภาคหน้า เอ็งจะจัดการมิให้มีผู้ใดถูกกระทำเช่นข้าอีก ข้าเฝ้านับทุกคืนวัน รอให้ความทรมานนี้สิ้นสุด แต่เมื่อมันมาถึงจริง ๆ ข้ากลับกลัวไม่น้อยเทียว แต่ข้าสุขสบายดี จงอย่าปล่อยให้ความแค้นทำลายชีวิตเอ็ง ข้าจะเฝ้ามองดูเอ็งเติบโตทุกชั่วขณะ จงทำให้ข้าภูมิใจแม้จะไม่มีข้าอยู่เคียงข้าง เอ็งจะไม่เป็นไร เชื่อเถิด เอ็งจะไม่เป็นไร’


โครม!


เสียงของบางอย่างกระทบกันปลุกเขาให้ตื่นจากฝันร้าย เขาลูบหน้าเบา ๆ อย่างเหน็ดเหนื่อยพลางหันมองไปที่ลิ้นชักไม้ข้างเตียง จดหมายฉบับนั้นยังคงหลับใหลอยู่ด้านใน ล็อกกุญแจแน่นหนาปกป้องให้ส่วนสุดท้ายของพ่ออยู่กับเขาให้นานที่สุด ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มไม่กล้าแม้กระทั่งจะสัมผัส เขากลัวที่จะต้องรับรู้ถึงมันมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เขาได้ยินในรถคันนั้นยังคงตามมาหลอกหลอนแม้จะผ่านมาสองวันแล้ว เขาจำใจสัมผัสความเจ็บปวดผ่านตัวอักษรซ้ำไปมา หลอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเรื่องคืนนั้นไม่มีจริง แม้เขาจะตัดสินใจทำเรื่องน่ารังเกียจไป แต่เขาก็ไม่เสียใจแม้เพียงนิด ในเมื่อเรื่องคืนนั้นไม่มีจริง สิ่งที่เขาทำก็ไม่เกิดขึ้นจริงเช่นกัน…

เขาเป็นผู้ชายที่จมอยู่ในห้วงอดีต แม้จะผ่านมาหลายสิบปี แต่เขาก็ไม่เคยลืมเรื่องราวในวันนั้น ณ แท่นประหาร เด็กน้อยถูกไล่ราวสัตว์จร มิทันได้เห็นหน้าพ่อเป็นครั้งสุดท้าย สิ่งเดียวที่จำได้คือเสียงตะโกนร้องอย่างทรมานที่ไล่หลังมา ต่อให้เขาพยายามทำตัวเข้มแข็งมากแค่ไหนไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน แต่เขาก็รับรู้ได้ว่าภายในตัวตนของเขามันเปราะบางมากเหลือเกิน และไม่เคยมีสิ่งใดเยียวยาเขาได้เลยแม้เพียงนิด

อ่า…ไม่สิ สิ่งที่ช่วยเยียวยาเขาได้ก็พอมีอยู่บ้าง


“คุณตื่นเพราะผมหรือไม่”


“ผมพักสายตาเพียงนิดหน่อยเท่านั้น โธ่ ดูคุณสิ จะให้พักผ่อนยามคนรักเหงื่อท่วมเช่นนี้หรือ ผมนี่ช่างเป็นคนรักที่แย่น่าดูเชียว ทำไมไม่ปลุกให้ผมช่วยกันเล่า”


คนตรงหน้าสวมผ้ากันเปื้อนผืนโปรดที่เราเคยเลือกด้วยกัน เขาวางมีดทำครัวที่ถือติดมือมาไว้บนลิ้นชัก ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ ชายหนุ่มสำรวจไปทั่วตัวคนรัก เห็นว่าเนื้อตัวเปื้อนไปด้วยคราบบางอย่าง ซึ่งเดาไม่ยากนักเมื่อได้กลิ่นหอมหวนของอาหารที่เดือดระอุจากในครัว


“ผมตั้งใจทำอาหารเพื่อฉลองการเลื่อนตำแหน่งของคุณ แล้วผมก็มีเรื่องอยากจะขอด้วย”


เขาสังเกตได้ว่าคนรักของเขาตาแดงก่ำ แม้ใบหน้าจะเปื้อนรอยยิ้มอยู่ก็ตาม ในใจไม่สงบนิ่งเช่นเคย แต่เขาทำได้เพียงส่งยิ้มไปอย่างโง่เง่าเท่านั้น


“เรื่องใหญ่ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ เหตุใดจึงร้องไห้อีกแล้ว คุณก็รู้นี่นาว่าผมให้คุณได้ทุกสิ่ง”


นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ธาวินร้องไห้ และสาเหตุของการเสียน้ำตาคือความใจดีอันบริสุทธิ์ของเขา ธาวินบอกว่า แม้นวันนี้สิ่งที่เขาทำจะถูกคนนับล้านคนเหยียบย่ำ แต่สักวันหนึ่ง คนพวกนั้นจะต้องขอบคุณที่ธาวินสามารถสร้างสังคมที่สงบสุขได้ เขามักเห็นธาวินไป ๆ มา ๆ ที่อาคารของรัฐบาลเสมอ แม้เขาจะไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าธาวินจะทำสิ่งใด แต่เขาเชื่อมั่นสุดดวงใจว่าธาวินจะเสียสละเพื่อสังคมอีกครั้ง แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาดเช่นนี้ก็ตาม


“คุณช่างสังเกตดีจริง แต่ผมไม่เป็นไรหรอก คุณก็น่าจะรู้ดีว่าผมเคยชินเสียแล้ว”


“ผมจะปล่อยให้คุณเคยชินกับความเศร้าได้อย่างไร มิใช่หน้าที่ของคนรักหรอกหรือที่พึงเช็ดน้ำตาให้คุณได้” 


ธาวินคือแสงสว่างเดียวในชีวิตของสารวัตรเหมันต์ นับตั้งแต่ผู้เป็นพ่อเสียชีวิต เขาก็จมอยู่กับความมืดมิดนานนับอนันต์ พ่อบอกให้เขาอยู่รอด และเขาก็อยู่รอด แต่เขาไม่เคยเข้าใจว่าจะอยู่รอดไปเพื่อสิ่งใด ภายในของเขาช่างว่างเปล่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขายังมีลมหายใจคือไฟความแค้นและความคับเคือง เขาเติบโตมาอย่างภาคภูมิตามคำขอของพ่อในจดหมาย ได้เป็นตำรวจ ได้คืนความยุติธรรมแก่เหยื่อและลากตัวคนที่ผิดจริง ๆ เข้าคุก กระทั่งเขาได้พบกับธาวิน เขาเป็นแพทย์นิติเวชที่เข้าไปตรวจสอบสภาพศพ ขณะที่เหมันต์ก็เป็นหนึ่งในทีมสอบสวนเพื่อหาผู้ร้ายที่ลงมือฆ่าศพนั้น ทั้งสองแทบไม่ได้พูดคุยกัน แต่เมื่อสบตา กลับรู้สึกราวได้พบส่วนเติมเต็มบางอย่างที่เข้ามาเติมเต็มความเงียบงันนั้น

ธาวินใจดี ใจดีกับตนและพวกพ้องมาก ๆ จนบางครั้งก็ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเพื่อนพี่น้องของตน กระนั้นคน ๆ นี้ก็ไม่เคยหยุดยิ้ม รอยยิ้มของธาวินปลอบประโลมเหมันต์นับครั้งไม่ถ้วน รอยยิ้มนั้นทำให้เหมันต์รู้สึกอยากปกป้อง และไม่อยากเสียมันไปให้ใครอีกแล้ว

ธาวินไม่เคยเล่าเรื่องในอดีตให้เขาฟัง เขาก็ไม่เคยเช่นกัน เหมันต์ไม่อยากสะกิดบาดแผลของอีกฝ่ายให้ต้องเจ็บช้ำอีกครั้ง และธาวินก็เคารพความเจ็บปวดของเขาเป็นอย่างดี ความสบายใจราวแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ส่องลงบนพื้นหญ้าทำให้ทั้งคู่ตกลงปลงใจคบกัน สร้างชีวิตธรรมดาไปด้วยกันท่ามกลางสังคมที่ไม่ได้ยินดีในรักของพวกเขามากนัก


“เช็ดน้ำตาอะไรกันเล่า ผมไม่ใช่เด็กเสียหน่อย” ถึงอีกคนจะว่าเช่นนั้น แต่เหมันต์ก็อดเอื้อมมือไปเช็ดมิได้ เขาประคองใบหน้าอันบอบบางของอีกฝ่ายไว้เบา ๆ พินิจมองหน้าผู้เป็นที่รัก ท่าทางกระอักกระอ่วนบางอย่างของคนตรงหน้าทำให้เขาเม้มปากแน่น พยายามสะบัดภาพคืนนั้นให้หายไปจากความคิดแล้วส่งยิ้มให้อีกคน


ภายนอกรั้วบ้านมีเสียงกู่ร้องลอยล่องมาตามสายลม จะเป็นผู้ใดได้อีกนอกเสียจากขบวนประท้วง หลายปีที่ผ่านมา บริเวณอาคารรัฐสภามักแน่นขนัดไปด้วยมวลชน ในขณะที่ประชาชนผู้สูญเสียคนรักในคดีฆาตกรรมเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการที่เด็ดขาดรับมือกับปัญหาอาชญากรล้นเมือง ในอีกด้านหนึ่ง มีประชาชนจำนวนไม่น้อยชูป้ายประท้วงการบังคับใช้ยาวัชฌาและเรียกร้องให้ยกเลิกการประหารด้วยวิธีการที่ทารุณ พร้อมอ้างถึงสิทธิมนุษยชน คำพิกลที่ได้ยินได้ฟังจากปากพวกนักเรียนนอกเหล่านั้นเพียงไม่กี่คำกลับโหมกำลังไฟความหวังแห่งความเปลี่ยนแปลงให้สุกสว่างเต็มที


‘รัฐบาลโรคจิต เห็นการทรมานคนเป็นความบันเทิง ใครกันเล่าที่ทำให้ประชาชนคลุ้มคลั่งจนกลายเป็นฆาตกร ผลักคนจนลงสู่เหวเพื่อสร้างฐานที่มั่นคงให้คนรวยยืนได้ หากเขาจะออกมาตอบโต้มันผิดนักหรือ’

‘รัฐบาลโรคจิต สังคมสีเทาหรือจะเทียมพวกท่านที่จิตใจมืดสนิท หากไม่มีต้นเหตุแห่งความชิบหาย ความบริสุทธิ์ของประชาชนจะเปื้อนกลายเป็นเทาได้เช่นไร ฆาตกรก็คน พวกเขาล้วนผิดปกติเพราะพวกท่าน’


แต่พวกเขาเข้าใจความหมายของมันดีแล้วหรือ ฆาตกรโฉดชั่วผู้คร่าชีวิตคนไปมากมายกลับได้รับการลดโทษอยู่เนือง ๆ ในสภาวะที่การเมืองตึงเครียดเช่นนี้ การฆ่าฟันกันเป็นผักปลากลับเพิ่มขึ้นทวีคูณ อาชญากรรมล้นเมืองเสียจนคนดีแทบไม่มีที่หลบภัย แล้วเขาจะต้องอดทนกับสถานการณ์เช่นนี้ไปอีกเท่าใดกัน ลำพังแค่เขาจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ ตัวเขาเองไม่สามารถห้ามไม่ให้คนเครียดจนคลุ้มคลั่งได้ ไม่สามารถจัดการเก็บกวาดศพที่เกลื่อนกลาดอยู่ในพงหญ้ารกได้ ไม่สามารถโอบรับมนุษยธรรมเพื่อปกป้องมนุษย์สีเทาเหล่านั้นได้ 


แต่ธาวินทำได้


หลังจากพยายามมาหลายปี ธาวินก็ต่อรองกับรัฐบาลเพื่อพัฒนายาวัชฌาสูตรใหม่ได้สำเร็จ แม้นเหมันต์จะไม่เข้าใจการใช้ความรุนแรงเข้าปะทะความรุนแรงในคราแรก แต่เหมันต์ก็หวังว่าฆาตกรผู้สร้างความทรมานให้ผู้อื่นจะหายสิ้นไป และไม่ต้องมีคนตกเป็นแพะรับบาปแทนคนชั่ว ๆ แบบพวกมันเช่นพ่อของเขาอีก


“เหตุใดคุณจึงโศกเศร้าเช่นนี้เล่า ในเมื่องานของคุณลุล่วงไปด้วยดีมิใช่หรือ”


ขณะนี้ผลการทดลองดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ทันทีที่ฉีดตัวยา WCh ที่ 25 cc ผู้ทดลองจะค่อย ๆ เข้าสู่ภาวะอัมพาตทั้งตัว ในระยะนี้ ผู้ทดลองจะรู้สึกเป็นปกติเฉกเช่นก่อนทดลอง ผ่านไปไม่นานร่างกายจะไม่สามารถขยับได้โดยสมบูรณ์ แต่ระบบประสาทยังคงทำงานได้ดีเยี่ยม จากนั้นจึงฉีดตัวยา WChT ที่ 50 cc และเพิ่มปริมาณไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงด้วยค่าคงที่ กระทั่งถึงชั่วโมงที่สอง ในระยะนี้ ผู้ทดลองจะเริ่มรู้สึกร้อนจากภายใน เหงื่อออกมากกว่าปกติ ตัวยาจะทำปฏิกิริยากับเลือดอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิภายในร่างกายจะเพิ่มขึ้นด้วยอัตราคงที่ จนกระทั่งเลือดเข้าสู่สภาวะเดือดระอุ เป็นเสมือนลาวาเผาทำลายการทำงานของอวัยวะภายในให้ค่อย ๆ หยุดทำงาน…


“คุณรู้ได้อย่างไร อา… นั่นสินะ ผมไม่รู้เลยเหมันต์ ทั้งโล่งใจและหวั่นวิตก คุณทราบใช่หรือไม่ว่ารัฐบาลของพวกเรา…”


‘รัฐบาลโรคจิต’ คำกล่าวสีแดงบนป้ายประท้วงลอยขึ้นมาในหัวของเหมันต์


“ท่านครับ ยาของผมจะทำให้พวกมันนิ่งสนิทเหมือนจากไปอย่างสงบในขณะที่ภายในเดือดระอุ ชดใช้บาปที่พวกมันก่อ นโยบายที่ท่านกล่าวไว้จะเป็นจริงได้ในเร็ววัน และการประหารฆาตกรเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดูจะดำเนินต่อไปโดยไร้คำครหาจากประชาชนหากท่านพิจารณารับข้อเสนอนี้ไว้ครับ”


“น่าขันเสียจริงคุณธาวิน นี่จะกล่าวว่ารัฐบาลไร้ความสามารถเสียจนต้องพึ่งพายาเถื่อนจากคุณงั้นหรือ”


“ผมมิได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่-”


“หยุดกล่าววาจาไร้สาระแล้วพิจารณาดูเสีย ประชาชนละทิ้งความไว้วางใจในตัวรัฐบาลก็เพราะยาของตระกูลพวกคุณ ในฐานะตัวแทนจากรัฐบาล การมีตัวตนอยู่ของยานี้จะทำให้ประชาชนระส่ำระสายอย่างไร้ความจำเป็น ผมเชื่อว่าคุณไม่ได้ต้องการเช่นนั้น จึงใคร่ขอแนะนำให้คุณปกปิดเอกสารเหล่านี้อย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสงบสุขแก่บ้านเมืองจะเป็นการดีกว่า”


“ผมไม่เข้าใจครับ ปกปิด ท่านหมายความว่าอย่างไร”


“ประชาชนต่อต้านวิธีการประหารแบบเดิม เหตุก็เพราะความทรมานเป็นภาพอันไม่เหมาะสม เราจะดำเนินการใช้ยาของคุณก็ต่อเมื่อเนื้อหาได้รับการควบคุมแน่นหนา โดยจะดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลว่าเป็นการประหารที่ยุติธรรมและสร้างความสงบแก่นักโทษ คุณเข้าใจหรือไม่”


“ท่านจะหลอกลวงประชาชนงั้นหรือ”


“วาจาคุณดูหมิ่นพวกเรายิ่ง แต่ผมขอยืนยันเช่นเดิมว่าการปกปิดนี้เป็นไปเพื่อประชาชนเท่านั้น และคุณก็มิจำเป็นต้องต่อต้านให้มากความนัก ผมไม่สนใจความรุนแรงอันน่ารังเกียจของยานี่ ผมสนใจเพียงว่ามันจะทดแทนการประหารเดิมที่พวกเขาต่อต้านได้หรือไม่ และเมื่อมันทำได้ เหตุใดกันที่ผมจะไม่จัดการให้ถูกต้อง”


“แต่ความจริงคือสิทธิอันประชาชนพึงรู้นะครับ”


“หน้าที่ของคุณคือทำตามคำสั่งของผม ที่ได้รับความไว้วางใจจากท่านรัฐมนตรีโดยตรง”


“…”


“และเพื่อความปลอดภัย รัฐบาลจะจัดการดูแลโครงการของคุณต่อโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญเอง คุณไปได้แล้ว”


“ผมคิดว่าท่านไม่ควรทำเช่นนี้ ผมเชื่อมั่นในการดูแลโครงการของผม และผมก็คำนึงถึงประชาชนเป็นสำคั-”


“ผมจะไม่พูดเป็นครั้งที่สอง และผมอยากให้คุณรู้ไว้คุณธาวิน ผู้คนทะเยอทะยานใฝ่หาอำนาจอย่างไม่เจียมตัว แต่พวกเขามักไม่ระวังแล้วตัดสินราวคนโง่เขลาว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งมันมิใช่”


อา จำนวนศีรษะนับไม่ถ้วนบรรจงสร้าง จำนวนดาวนับไม่ถ้วนบรรจงขับเคี่ยว ได้มาซึ่งทางเลือกสุดท้ายเป็นความรุนแรงอันน่าขยาด ถึงกระนั้น พวกเขากลับขลาดเกินกว่าจะใช้อย่างเปิดเผยเช่นนั้นหรือ เจตจำนงเสรีในการรับรู้ของประชาชนช่างคับแคบจนอึดอัด มิได้ยิ่งใหญ่เทียมเส้นผมสีดอกเลากับจำนวนดาวประดับนี่กระมัง 


“รับทราบครับท่าน” 


ความขลาดเขลาของผู้มีอำนาจบันดาลให้เกิดการระบาดของโรคร้าย ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในบรรยากาศ อาหาร น้ำ หรือผู้คนที่เรารัก มันหลบซ่อนในมุมมืดอย่างเงียบเชียบ ทว่าเมื่อบังเอิญได้พานพบและสัมผัส ประชาชนผู้แสนใสซื่อกลับดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด กรีดร้องระงมไปทั่วแผ่นดิน

แต่ความขลาดเขลาของผู้ไร้อำนาจนำพามาซึ่งความเงียบอันยิ่งยวด พวกเขาจำต้องลดเสียงลง กระซิบบทเพลงแห่งความเจ็บปวดให้เบาที่สุด เพื่อไม่ให้โรคร้ายนั้นหมายหัวได้ แม้นจะต้องเห็นคนที่รักค่อย ๆ เน่าสลายไปต่อหน้าก็ตาม


.


“มีสิ่งใดที่ผมพอจะช่วยคุณได้บ้าง”


“พวกเราจะทำสิ่งใดได้เล่า ผมเป็นเพียงแพทย์คนหนึ่ง มิใช่นักวิทยาศาสตร์ผู้มากไปด้วยรางวัล มิมีอำนาจทัดเทียมผู้ใด ผมคงทำได้แค่เจียมตัวตามที่เขาบอกก็เท่านั้น”


“ต่อให้คุณจะมิมีสิ่งใดเทียบเท่าพวกเขา แต่คุณยังมีผมที่คอยอยู่เคียงข้างเสมอนะ”


คำพูดเรียบง่ายที่ส่งออกไปด้วยความจริงใจ และเขาก็หวังว่ามันจะแก้ไขทุกอย่างได้จริง ๆ


“งั้นหรือ” ธาวินไม่ว่าเปล่า แต่ปัดมือที่ซับน้ำตาออกเบา ๆ


เพราะเหมันต์ช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน…


.


ในทุก ๆ คืน เหมันต์พบว่า ธาวินจะหายตัวไปเมื่อสองยามเสมอ และเมื่อกลับมา ก็มักจะล้มตัวนอนด้วยท่าทีหวาดวิตก เสียงสะอื้นไห้เบา ๆ ที่เขาได้ยินทุกคืนรบกวนจิตใจของเขาไม่แพ้เรื่องของพ่อ

กระทั่งเขาเลือกตามไป เขาเห็นธาวินเข้าไปในรถคันหรู มันเป็นรถที่จอดแน่นิ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของบ้าน นิ่งสนิทราวกับต้องการหลบหนีจากแสงจันทร์ยามค่ำคืน ทว่ากระจกที่ปิดไม่สนิทนักทำให้เสียงอันมิควรได้ยินลอดออกมา เขามิน่าได้ยินมันเลย…



“ฉันไม่คาดคิดว่าแกจะเอาตัวเองเข้าแลกเพื่อสร้างกรงขังลูกหนูอย่างมัน สมกับเป็นแกจริง ๆ นะธาวิน ฉลาดอย่างน่าขยะแขยง”


“เรามิจำเป็นต้องทำเช่นนั้นก็ได้ จดหมายนั่น ผมจะเจรจากับเขาเอง ถ้าเขารักผม เขาต้องยอมแน่”


“รักงั้นหรือ แกทำให้ฉันขบขันอีกหนแล้ว หากมันมาเห็นร่างเน่า ๆ บนแท่นประหารที่แกไปลักมาทดลอง ร่างเน่า ๆ ของไอ้วิชิตที่แกฆ่าและใช้เส้นสายของฉันที่แกรังเกียจนักหนาปกปิดอารมณ์โรคจิตของแก แกคิดว่ามันจะรู้สึกอย่างไรเล่า พึงใจหรือ หรือชมชื่นในตัวแกที่เป็นวีรบุรุษผู้กำจัดฆาตกรให้สิ้นเสีย”


“ใครกันเล่าที่ทำให้ผมกลายเป็นโรคจิต มิใช่คนที่เรียกตัวเองว่าพ่อแต่ตบตีผมทุกคืนหรือ คุณทำให้ผมต้องฆ่าเขา คุณต่างหากที่ป้ายความผิดให้พ่อของเหมันต์”


“กล่าวโทษเสียจนเป็นนิสัย ฉันตีแกก็เพื่อสั่งสอนให้หลาบจำ แต่แกกลับโง่เง่ามากขึ้นทุกวัน ในวันที่แกลงมือทำเรื่องอัปยศแก่ตระกูลเพียงเพื่อต้องการเอาชนะฉัน เพียงเพื่ออยากเป็นวีรบุรุษผู้กำจัดคนร้ายเช่นในโทรทัศน์ มิใช่ฉันหรอกหรือที่พาแกออกมาจากตึกร้างนั่น พาแกออกมาจากแท่นประหารที่แกพึงได้รับแต่แรก พาแกออกมาเพื่อเป็นแพทย์ชั้นผู้น้อยตามรับใช้ตำรวจต้อย ๆ ราวสัตว์เลี้ยงประดับบารมี แกกล่าวโทษผู้มีพระคุณอย่างไม่เจียมตัวได้อย่างไรเล่า”


“...”


“แกยอมรับเถิด ตัวตนเดียวของแกคือความขี้ขลาด ลองคิดทบทวนให้ดี แกรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นใคร แต่แกยังดันทุรังคบกันมันเพียงเพราะมันเป็นคนเดียวที่รับความโรคจิตของแกได้ มันเป็นคนเดียวที่ประคบประหงมแก แต่สุดท้ายแกก็ทำได้แค่อยู่ในร่มเงาของมัน คอยให้มันจูงจมูกไปมา”


“พอเสียที เลิกพูดเช่นนี้เสียที”


“ลำพังแค่จดหมายเน่า ๆ แกยังฉกชิงมาไม่ได้”


“...”


“ไร้เดียงสาถึงเพียงนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร โลกก็เป็นเช่นนี้ ถ้าผู้อ่อนแอแบบแกไม่ลุกขึ้นมาฆ่ามันก่อน แกนั่นแหละจะถูกมันฆ่าเสียเอง เลิกดื้อดึงเสีย มิเช่นนั้นฉันจะโยกย้ายตำแหน่งที่แกขอให้ผู้อื่น หากขี้ขลาดนักก็จงหลบหลังมันต่อไปเถิด”


“พอเสียที...”


.


ธาวินเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้า ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วผ่อนลมหายใจออกมายาว เหมือนได้ตัดสินใจบางสิ่งแล้ว แววตาที่เคยอ่อนโยนพลันเปลี่ยนไปในชั่วขณะ เขารู้แล้วหรือ…


“นั่นสินะเหมันต์ หากคุณเห็นคุณค่าในตัวผม คุณก็คงทิ้งกระดาษใบนั้นได้ใช่หรือไม่”


ธาวินค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ มือเล็ก ๆ ที่เขาทะนุถนอมกำมีดทำครัวไว้แน่น สายตาเลื่อนลอยที่มีม่านน้ำตาบดบังมองผ่านหลังเขาไป จับจ้องอยู่ที่ลิ้นชักไม้เก่าข้างเตียง

เขารับรู้ได้แล้ว เบื้องหน้าของเหมันต์ไม่ใช่แสงสว่างอีกต่อไป ไม่สิ มันคือแสงสว่างที่เรืองอร่ามจากความร้อนของไฟอเวจี มิใช่แสงอันอบอุ่นของอาทิตย์ยามเช้าเช่นที่เขาเข้าใจ ความเชื่อที่เขาเคยคิดเกี่ยวกับอีกคนพังทลายไปจนหมดสิ้น


“อย่าทำเช่นนี้เลย เรารักกันมิใช่หรือ”


“เลิกเสแสร้งเสียที ผมรู้เรื่องราวหมดทุกสิ่งแล้วเหมันต์ คุณฆ่าพ่อของผมไปแล้วหลังจากที่คุณแอบตามผมมา คุณรับรู้ทุกอย่าง แต่คุณยังแสร้งเล่นละครความรักต่องั้นหรือ คุณทำเช่นนั้นได้อย่างไร คุณฆ่าคนได้อย่างไร…”


“คุณรังเกียจเขาใช่หรือไม่ เหตุใดจึงไม่พึงใจในสิ่งที่ผมทำเล่า ที่ผมทำไปทั้งหมดก็เพราะผมรักคุณ…”


“หยุดหลอกลวงเสียที ที่คุณทำแบบนี้ก็เพื่อชำระความแค้นใช่หรือไม่ คุณรู้ความจริงหมดสิ้นทุกสิ่ง แล้วคุณจะมีเหตุผลอันใดที่จะทำเพื่อผมอีก คนต่อไปที่คุณจะฆ่าก็คือผมใช่หรือไม่ เหมันต์”


“เพราะผมรักคุณ เหตุผลแค่นี้ไม่เพียงพอบ้างเลยหรือ” คำพูดของเหมันต์ทำธาวินนิ่งเงียบ แต่เขาไม่อยากเงียบอีกแล้ว เขาไม่อยากเป็นผู้ไร้อำนาจให้ใครต่อใครมาชี้นิ้วสั่ง ไม่อยากหลบใต้เงาใครเช่นคำของพ่อ และตอนนี้เขาไม่มีพ่อให้ความช่วยเหลือแล้ว เขาต้องยืนหยัดด้วยตัวเองให้ได้


ใช่แล้ว เพราะแค่รักมันไม่พอ…


คนตรงหน้าไม่ตอบ แต่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้น ปลายมีดสั่น ๆ ชี้มาที่ตัวเขา เสมือนเป็นคำตอบกลาย ๆ ที่ทำให้เขารู้ว่า ไม่มีสิ่งใดจะประสานรอยร้าวที่เกิดไปแล้วได้อีก มันกำลังค่อย ๆ ผลิแตก และจะทลายลงมาจนสิ้น 


ธาวินมองตรงไปที่ลิ้นชักเก็บจดหมาย มันมีเนื้อความบ่งบอกชัดเจนถึงความอยุติธรรมของรัฐบาล การสมรู้ร่วมคิดระหว่างท่านรัฐนตรีและตำรวจเพื่อปกป้องความผิดของลูกชายเพียงหนึ่งเดียว


“คุณรักผมใช่หรือไม่ พิสูจน์สิว่าคำพูดของคุณมิใช่ลมปาก ทิ้งจดหมายนั่นมาให้ผม แล้วเราจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม”


เหมันต์นิ่งเงียบ ไม่คาดคิดว่าวาจาเช่นนี้จะออกมาจากปากคนที่ตนรัก


“ได้โปรด จดหมายนั่นคือลมหายใจสุดท้ายของผม เห็นแก่ความรักที่เราเคยมีให้กันเถิด” เขาก้มลงไปกับพื้น ทรุดตัวลงที่แทบเท้าของคนที่เขารัก ร่างกายมีเรี่ยวแรงพอให้ต่อต้าน ทว่าหัวใจกลับบีบคั้นแน่น ตรึงร่างทั้งร่างให้นิ่งสนิท


“อย่าทำเช่นนี้เลยเหมันต์ หากคุณเห็นแก่ความรัก ใยจึงมิเลือกผมแทนที่จะเป็นอดีตเล่า”


“แล้วคุณเคยเลือกผมบ้างหรือไม่ ธาวิน มีสักครั้งบ้างไหมเล่า”


“...” ธาวินชะงักไป


“พ่อของผมผิดอะไร เหตุใดเขาจึงกลายเป็นผู้ชดใช้ความเจ็บปวดของคุณ”


“ผ…ผมไม่ได้ตั้งใจ แต่คุณไม่ใช่ คุณตั้งใจฆ่าพ่อของผม หากไม่มีเขาผมจะได้ตำแหน่งนั่น- อ่า ช่างเถิด คุณส่งจดหมายนั่นมาเสียเถิด”


“ผมผิดอะไรนักหรือ ผมฆ่ามันเพราะคุณเกลียดมัน ผมปล่อยวางอดีตเพราะผมรักคุณ แต่คุณ คุณยังหันคมมีดมาที่ผมเช่นนั้นหรือ”


“เงียบ ผมไม่ผิด คุณเลิกพูดเสียที… ไม่ใช่…”


“ผมผิดอะไรนักหนาธาวิน คุณรู้มาตลอดว่าผมคือใคร หากคุณมิก้าวเข้ามาในชีวิตผมแต่แรก หัวใจดวงนี้คงไม่เจ็บปวดขนาดนี้” น้ำตาหยดหนึ่งร่วงสู่พื้น มันกลั่นออกมาอย่างอึดอัด ผ่านความเคียดแค้น ผ่านความรัก ผ่านความรังเกียจ ผ่านดวงใจดวงหนึ่งที่แตกสลายซ้ำ ๆ จนยากจะประกอบกลับคืน


“ผม…” 


“ผมรักคุณไปแล้วธาวิน คุณจะทำอย่างไร ผมไม่เหลือสิ่งใดให้คุณพรากไปแล้ว ไม่มีแล้ว…” 


“...”


เขาโหยหาแสงสว่างในชีวิตมาตลอด แต่ดูเหมือนโลกใบนี้กำลังย้ำเตือนว่าเขาได้อ้อนวอนร้องขอสิ่งที่เกินตัว และลงโทษคนไม่เจียมตัวเช่นเขาด้วยวิธีนี้


“โลกมันก็เป็นแบบนี้เหมันต์ ผมขอโทษ… แต่ความรักของคุณมันไม่เพียงพอ ผมขอโทษจริง ๆ ผมไม่ได้ตั้งใจอยากให้เราเป็นเช่นนี้เลย แต่ผมจำเป็นต้องทำ”


“ความจำเป็นของคุณคืออะไร อำนาจสำคัญกับคุณขนาดนั้นเลยหรือ”


“พวกเขาสัญญาจะยกตำแหน่งรัฐมนตรีให้ผม ผ…ผมจำเป็นจริง ๆ ถ้าผมได้จดหมายนั่น ผมจะไม่ต้องยืนอยู่ใต้ร่มเงาของใครอีก แม้แต่พ่อ แม้แต่คุณ”


“คุณคือธาวินคนที่ผมรักจริง ๆ หรือ”


“...”


“หรือที่ผ่านมา คุณคือธาวินคนที่พ่อคุณกล่าวว่ามาโดยตลอด” 


“เงียบเสียทีเหมันต์ คุณไม่เคยเข้าใจผมแม้เพียงนิด ผมอึดอัดแทบตายกับการแสร้งเป็นคนดีต่อหน้าคุณ ผมไม่เคยอยากผลิตยางี่เง่านั่น ผมแสร้งทำเพื่อคุณ เพราะผมรู้ว่าคุณเกลียดฆาตกรขนาดไหน คุณชอบคนดี ผมก็เป็นให้ สังคมชอบคนดี ผมก็เป็นให้ ทุกอย่างที่ผมทำมันคือการเสแสร้งทั้งสิ้น พอใจหรือยังเล่า”


“...”


“มนุษย์สีเทาที่ทุกคนกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่ หรือเพราะผมไม่ได้ยากจน ไม่ได้เกิดมาอย่างลำบาก ไม่ได้ทุ่มเทด้วยแรงตัวเองมากพอให้คนเชิดชูเล่า สิ่งที่ผมทำ เขาก็ได้ประโยชน์ตอบแทน ผมขอแค่พื้นที่ในสังคมและการยอมรับ แค่เพียงเท่านี้ ทำไมมันถึงยากเย็นนักเล่า ทำไมไม่มีใครเข้าใจผมเลย”


“ธาวิน…”


“แม้แต่คุณก็มิสามารถเข้าใจคนแบบผมได้ เพราะฉะนั้นจงเลิกพูดจาไร้สาระแล้วส่งจดหมายนั่นมาเสียเถิด ถือว่าผมขอร้องก็ได้” 


เสียงสะอื้นไห้ดังสอดประสานกันในห้องสี่เหลี่ยม ธาวินยืนตัวสั่น กระนั้นก็ไม่ลังเลที่จะปัดป่ายมีด เขาขยับตัวเข้าใกล้ลิ้นชักไม้มากขึ้นทุกที ขณะที่เหมันต์ได้แต่ยืนนิ่ง เขาไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรอีกต่อไปแล้ว ความเจ็บปวดที่สาหัสกว่ารอยมีดที่คนรักกรีดผ่านผิวหนังทำให้เขาพูดไม่ออก เขาพูดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มันเจ็บมากเหลือเกิน เจ็บจวนเจียนจะขาดใจตายอยู่ตรงนั้น ทว่าเขายังมีลมหายใจ เขายังรับรู้ ได้ยิน ได้เห็น ได้กลิ่น เขารับรู้มันได้ทุกอย่าง รับรู้ได้แม้กระทั่งใบหน้าที่บิดเบี้ยวผิดรูปไปเรื่อย ๆ

ธาวินที่เขารัก กำลังกลายเป็นใครสักคนที่เขาไม่รู้จัก

ร่างนั้นหวั่นวิตก หันสลับไปมาระหว่างเขาและกุญแจล็อก ไม่นานร่างนั้นก็หยิบกล่องไม้ขีดออกมา ประกายไฟที่เสียดสีกับแถบข้างสีชาดสะท้อนเข้ามาในดวงตาของเขา ลิ้นชักไม้ติดไฟเพียงชั่วพริบตา

ลุกโชติช่วง…

หากเป็นเช่นนั้น ใยเขาจึงรับรู้ได้เพียงความมืดมิดเล่า

นั่นใคร…

อ้ายขี้ขลาดนั่นมันเป็นใคร บังอาจเข้ามาแตะต้องของรักของเขาได้อย่างไร

ร่างตรงหน้าบิดเบี้ยวผิดรูป ทว่าเหมันต์เพ่งมองอย่างตั้งใจ ได้ยินเสียงบางอย่าง แต่ก็จับใจความมิได้มาก 

เขารู้สึกแปลกประหลาด เหมือนควบคุมร่างกายไม่ได้ ได้ยินเสียงรถฉุกเฉินดังระงม ดังแข่งกับเสียงเนื้อกระทบกับโคมไฟตั้งโต๊ะ มือเขากำมันอยู่นี่นา โคมไฟนั่น ภายในรู้สึกราวสูญเสียบางสิ่ง เขาจึงพยายามไขว่คว้าหาสิ่งนั้นท่ามกลางควันและหยดเลือดนองพื้น

มันคืออะไรกันแน่..

มีคนมากมายบุกรุกเข้ามาในบ้านของเขา บ้านที่พ่อกับเขาช่วยกันสร้าง พ่อให้เขาในวัยเด็กวาดแปลนบ้าน เขาลงชื่อสลักไว้เป็นหลักฐานใต้ภาพนั้น เหมันต์รักพ่อณรงค์ แต่เส้นสีเทียนยุ่งเหยิงลากไปมาคดเคี้ยวเสียจนพ่อหัวร่อ พ่อบอกเขาว่าบ้านหลังนี้จะเป็นเกราะป้องกันภยันอันตรายทั้งปวง ในวันที่พ่อไม่อยู่…

มีคนเขามาล็อกตัวเหมันต์แน่น เขาพยายามร้องเรียกหาพ่อของเขา ทำไมพ่อถึงไม่อยู่ ทำไมพ่อถึงหายไปจากบ้านของเรา ทำไมบ้านหลังนี้ถึงปกป้องเขาเช่นพ่อว่ามิได้ ความคิดนับร้อยหมุนวนเป็นเกลียวในหัวเล็ก ๆ ของเขา


“ผมขอโทษ ขอโทษที่เติบโตมาเป็นเช่นคำพ่อขอมิได้…”


.


.


.


“เมื่อเวลาย่ำรุ่งวานนี้ ได้มีผู้แจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งย่านวิวรณ์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้จัดการดับเพลิงไหม้ด้วยความรวดเร็ว และบุกเข้าจับกุมพันตำรวจตรีเหมันต์ ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมท่านรัฐมนตรีธเณศ และพยายามฆ่านายแพทย์ธาวิน เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้บาดเจ็บเข้ารักษาอย่างเร่งด่วน พร้อมเร่งสืบสวนต่อไป ด้านพันตำรวจโทวิสุธ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบคดีระบุว่า ขอให้ประชาชนอย่าหวั่นวิตกและเชื่อมั่นในความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกล่าวเน้นย้ำถึงนโยบายสังคมปลอดฆาตกรของพรรครัฐบาล และให้คำสัญญาว่า ผู้ต้องหาในคดีนี้จะเป็นฆาตกรรายสุดท้ายในประเทศนี้…”


.


ภาพและชื่อของเหมันต์ฉายซ้ำไปมา มิเพียงแต่ในจอโค้งสีขาวดำ แต่ยังล่องลอยในโสตประสาทของธาวินด้วย

เหมันต์กลายเป็นตำรวจเลว ขืนใจธาวินอย่างพวกลักเพศ และจงใจสังหารครอบครัวธาวินเพื่อปิดปาก เสียงของประชาชนแตกเป็นสองทาง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เห็นอกเห็นใจและออกมาต่อต้านการประหาร เสียงส่วนใหญ่แสดงท่าทีรังเกียจและหวาดกลัว–เสียงเดียวกันกับผู้ประท้วงหน้ารัฐสภา เสียงเดียวกันกับการกู่ร้อง มนุษยธรรม ที่แทบไม่รู้จักดี

และธาวินก็โอบรับภาพผู้เจ็บปวดที่ประชาชนยื่นให้ด้วยความเต็มใจ นี่คือพื้นที่ใหม่ของเขา ที่ซึ่งสว่างจ้า ไร้ร่มเงาใด ๆ มาบดบัง…

ธาวินละสายตาจากหน้าจอสู่กองกระดาษหนา ตัวอักษรนับไม่ถ้วนระบุรายละเอียดการทดลองระยะสุดท้าย การทดลองตัวยาวัชฌาสูตรใหม่จะดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยในวันพรุ่งนี้ 

ธาวินพลิกกระดาษไปหน้าสุดท้าย รายชื่อผู้เกี่ยวข้องมากมายปรากฏขึ้นในสายตา ทว่า ส่วนสุดท้ายยังคงว่างและรอได้รับการเติมเต็ม ชื่อผู้เป็นเจ้าของโครงการ…

มือสั่นเทาบรรจงเขียนชื่อ หมึกที่จรดลงไปเป็นสีน้ำเงิน ทว่าเพียงพิศให้ละเอียดถี่ถ้วน สีน้ำเงินกลับผิดแผกพิกล สีน้ำเงินที่ควรจะเรืองไปด้วยฤทธาอำนาจกลับประกายแสงสีแดง แดงที่เรืองไปด้วยหยาดเลือด หลั่งไหลรินจากความอยุติธรรมที่ตัวเขาเป็นผู้สร้าง แดงจากความผิดบาปที่เขาก่อไว้พร้อม ๆ กับเนื้อความในจดหมายที่ไหม้เป็นเถ้าถ่าน ธาวินใช้หลังมือถูหน้าอย่างลวก ๆ เช็ดหยดน้ำตาที่กำลังจะหลั่งรินสู่หน้ากระดาษ เขาไม่ควรจะทำให้มันเปื้อน ความรู้สึกอันไม่จำเป็นควรถูกฝังกลบลึกลงไปใต้เงาของปลายปากกา 


รัฐบาลอนุญาตให้ประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมรับชมการประหารเหมันต์ เสียงในสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีเหตุให้ต้องเรียกร้องมนุษยธรรมให้แก่ตำรวจชั่วผู้ไม่เคารพในหน้าที่อีก


‘ตำรวจโรคจิต กล้าดีอย่างไรจึงพรากชีวิตบุคคลสำคัญของชาติ ท่านเป็นถึงรัฐมนตรีผู้คิดค้นตัวยารักษาโรคร้ายแรง หากไม่มีท่านพวกเราจะอยู่อย่างไรเล่า’

‘ตำรวจโรคจิต ครอบครัวของท่านรัฐมนตรีสร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติมิรู้เท่าไร ทั้งยา ทั้งงานวิจัย เทคโนโลยีชีวหาร และยุทโธปกรณ์ ลำพังปกป้องประชาชนยังมิได้ ยังจะสร้างความเดือดร้อนเป็นถ้วนทั่ว’


พวกเขาว่าเช่นนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ครอบครัวของธาวินได้รับป้ายตราหน้าว่า นักวิทยาศาสตร์สติเฟือน ผู้ร่วมมือกับรัฐบาลสร้างยาปิดปากคนจน ไร้มนุษยธรรมหรือ ช่างน่าขันยิ่งนัก ธาวินนึกอิจฉาเหมันต์อยู่ลึก ๆ ที่จะไม่ได้รับรู้ความเน่าเฟะนี้–แม้กระทั่งตัวตนของเขาที่ทุกคนพร้อมลุกฮือเพื่อต่อรองกับความเปราะบางของศีลธรรม ใช้เหตุผลเป็นเหมือนลูกตุ้มถ่วง ทาบทับตาชั่งแห่งความยุติธรรมให้โน้มเอียงไปในด้านที่เขาต้องการ แต่พวกเขาหาได้สนใจไม่ว่าลูกตุ้มนั้นอาจจะมิใช่โลหะหนักอันบริสุทธิ์ แต่เป็นศีรษะที่ถูกบั่นเพื่อชดเชยแด่ความบริสุทธิ์ที่ถูกย้อมจนหม่นเทา

ธาวินยกกระดาษขึ้นมา ปิดบังใบหน้าที่ซ่อนความตระหนกไม่อยู่ แม้จะพยายามลืมเลือน แต่ความเจ็บแปลบหลังหัวค่อย ๆ ทวีขึ้นเมื่อสายตาประสานกับคนตรงหน้า

คนตรงหน้ายังเป็นเหมันต์ที่ตนรัก เป็นเหมันต์ที่พยายามฆ่าเขา และจะเป็นเหมันต์ที่ต้องตายด้วยน้ำมือของเขาเอง


‘ผ่านไปไม่นานร่างกายจะไม่สามารถขยับได้โดยสมบูรณ์ แต่ระบบประสาทยังคงทำงานได้ดีเยี่ยม’


สายตาเราทั้งคู่ประสานกัน ภายใต้ความสงบนิ่งที่ประชาชนเห็น ธาวินเห็นแววตาสั่นระรัวที่มองมาที่เขา


‘ผู้ทดลองจะเริ่มรู้สึกร้อนจากภายใน เหงื่อออกมากกว่าปกติ ตัวยาจะทำปฏิกิริยากับเลือดอย่างรวดเร็ว’


เขาเห็นคนที่เขารักขยับนิ้วมือ แต่ความพยายามกลับไม่เป็นผล น้ำตาที่ไหลออกมาทำให้มือของธาวินสั่นระรัวจนไม่สามารถเขียนผลการทดลองให้เป็นคำได้

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ธาวินไม่ต้องพยายามหลอกตัวเองว่าทุกอย่างจะต้องดีขึ้น ไม่ต้องพยายามหาข้ออ้างว่าตนไม่มีทางเลือกอย่างหมาจนตรอก ไม่ต้องพยายามหลีกหนีความผิดเพื่อแสร้งว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องสวมภาพมนุษย์สีเทาเพื่อปกปิดเฉดสีอื่นภายใน เพราะเขารับรู้ได้ทั้งหมดว่า ทุกสิ่งที่ตนทำผ่านความตั้งใจและทบทวนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ในวันที่ฆาตกรคนสุดท้ายได้ตายลง ผู้คนยังคงใช้ชีวิตกันต่อไป

ในวันที่ฆาตกรคนใหม่ถือกำเนิด ผู้คนก็ยังคงใช้ชีวิตกันต่อไป

และธาวินก็ยังคงใช้ชีวิตต่อไปกับภาพสุดท้ายของคนที่เขารัก ภาพที่อำนาจในมือก็ไม่สามารถลบเลือนให้หายไป…ตลอดกาล


เนื้อหา : วาตรำพึง

พิสูจน์อักษร : Middlemist's Red และ หงส์ปีกไหม้

ภาพ : Bossibility