หลังม่านของ “หลังฝน” เมื่อชีวิตของนักเรียนศิลปะต้องแบกฝันอวลความหวัง

ปลายนิ้วมือของฉันถูกย้อมเป็นสีน้ำเงินเมื่อสัมผัสกับหน้ากระดาษ ขณะกวาดสายตาอ่านชีวิตใต้ท้องทะเลสาบสงขลา บนผืนกระดาษฉายภาพเรื่องราวของโลมาอิรวดีฝูงสุดท้ายในประเทศไทย ที่นอกเหนือจากการออกตามหาแม่แล้ว ยังต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อปกป้องทะเลสาบซึ่งเป็นบ้านหลังสุดท้าย ภาพโลมาตาหวานขัดกับเรื่องราวแสนขมขื่นยิ่งทวีให้อยากเอาใจช่วย เมื่อเรื่องราวในหน้ากระดาษไม่ได้ไกลตัวไปกว่าโลกความเป็นจริง ฉันพลิกหน้ากระดาษย้อนกลับไปถึงหน้าปกจึงปรากฏลายมือเขียนว่า “ความหวังฝูงสุดท้าย” A Pod of Hope–ชื่อหนังสือการ์ตูนทำมือในมือของฉัน

“โลมาก็เหมือนคนละมั้ง ทะเลสาบสงขลาปิดตาย ออกไปไหนไม่ได้ เหลือแต่น้ำโคลน น้ำตื้น สารเคมี เหมือนกับเราที่ต้องใช้ชีวิตกันในสังคมแบบนี้เลยรู้สึกว่าเราก็ไม่ต่างกันนี่นา” เธอกล่าวขณะคนมัตจะกับฟองนมเข้าด้วยกันพลางนึกย้อนถึงที่มากว่าจะมาเป็นหนังสือการ์ตูนเล่มดังกล่าว เธอคือ “หลังฝน” นักศึกษาสาขาดิจิทัลอาร์ตปีสุดท้าย ก่อนจะกลายสถานะเป็น “แรงงาน” ที่ไหนสักแห่ง ฉันรู้จักเธอครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน เราเป็นผู้สมัครในโครงการเดียวกัน โชคดีของเราทั้งคู่ที่ผ่านเข้ารอบมาด้วยกันจนได้มีโอกาสพูดคุยกันอีกหลายต่อหลายครั้ง ฉันจึงรู้ว่าเธอเป็นนักเรียนศิลปะ แต่ความฝันและความหวังที่เธอแบกไว้กลับค่อย ๆ เลือนรางใกล้จางหาย เพราะรัฐไม่อาจเอื้อให้ฝันเป็นจริงได้ 


ก่อนพระอาทิตย์จะอุดมด้วยไฮโดรเจน ก็อุดมด้วยขีดจากสีไม้มาก่อน

การเดินทางของหญิงสาวในเสื้อเชิ้ตสีสุภาพตรงหน้าฉันจะว่าไกลแสนไกลก็ว่าได้ เธอว่าเธอเป็นคนช่างสังเกตตั้งแต่เด็ก เวลาวาดรูปอะไรก็ใส่ใจรายละเอียด มีเวลาว่างเมื่อไรก็จะหยิบกระดาษดินสอสีมาตวัดวาด สร้างสีสันและโลกจินตนาการเสมอ รอยยิ้มพริ้มพรายฉายขึ้น ยามเธอย้อนรำลึกถึงวัยที่ยังเป็นเพียงเด็กหญิง “ตอนประถมสนุกกับการวาดรูปที่สุดแล้ว อยากวาดอะไรก็วาด” จากเพียงความสุขก็ริเริ่มเป็นความจริงจัง หลังฝนกลายเป็นนักเรียนสายประกวด มีโอกาสแข่งขันวาดรูปหลายรายการ บางวันจำต้องลาเรียนเพื่อเก็บตัวฝึกฝน เธอวาดรูปแล้วรูปเล่า ก่อนช่วงเวลาเหล่านี้จะเลือนรางไปกลายเป็นเพียงความทรงจำ เมื่อเธอตัดสินใจเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมสายวิทยาศาสตร์

“ตัดสินใจเข้าคณะศิลปะเพราะบลูพีเรียด แต่ก็ทะเลาะกับที่บ้านว่าเรียนวิทย์คณิตมา ทำไมไม่เรียนหมอเรียนพยาบาล” สุดท้ายการ์ตูนญี่ปุ่นก็สร้างแรงบันดาลใจให้เธอกลับมาจับดินสออีกครั้ง ดังเรื่องราวของยางุจิ ยาโทระ เด็กหนุ่มผู้ค้นพบความหลงใหลในโลกศิลปะจนนำไปสู่การมุ่งมั่นฝึกฝนเพื่อได้เป็นนักเรียนศิลปะมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยศิลปะอันดับหนึ่งที่มีการแข่งขันสูงลิ่ว แม้ว่าเขาจะเริ่มต้นจากศูนย์และไม่มีพื้นฐานเลยก็ตาม ฉันเห็นภาพของหลังฝนซ้อนทับเข้ากับภาพของยาโทระ ตัวเอกจากการ์ตูนบลูพีเรียดที่เธออ่าน เมื่อหลังฝนเองก็มุ่งมั่นเรียนรู้การวาดรูป เตรียมผลงานด้วยตัวเองตลอดและยืนหยัดเพื่อความฝันไม่ต่างกัน ชีวิตในฐานะนักเรียนศิลปะของหลังฝนจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งแม้ต้องขัดกับความคาดหวังของคนที่บ้านก็ตาม

 

ก่อนความฝันจะเป็นจริง ปัญหาเชิงโครงสร้างต้องได้รับการแก้ไขเสียก่อน

ทว่าความเป็นจริงคงไม่ได้สวยงามเช่นนั้น เมื่อมหาวิทยาลัยที่ควรเป็นพื้นที่ต่อยอดความสนใจ ได้เพิ่มพูนทักษะฝีมือ กลับไม่ใช่พื้นที่ให้เรียนรู้อย่างที่เธอคิด “มหา’ลัยไม่ใช่พื้นที่ให้ได้เรียนรู้เลย หลายคนไม่มีพื้นฐาน อยากวาดรูปแต่สุดท้ายก็ไม่มีสอน รับนักเรียนมาเยอะแต่ก็สอนไม่ทั่วถึง”

การเรียนการสอนศิลปะในประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาเพราะโครงสร้างสังคมไทยที่ไม่เอื้อ ดังความคิดเห็นของ ผศ.วันทนีย์ ศิริพัฒนานันทกูร อาจารย์ประจำสาขาสื่อผสม คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มองว่ารัฐไม่ได้ให้การสนับสนุนที่มากพอ เมื่อรัฐตัดงบในสาขาที่ไม่ได้ถูกมองว่าจำเป็น ผู้สอนก็จำเป็นต้องหาผู้เรียนมากขึ้นเพื่อให้มีงบมากพอ นักเรียนศิลปะจึงมีจำนวนมากกว่าตลาดที่รองรับและไม่เอื้อต่อกระบวนการสอนที่ต้องเจาะจงเฉพาะรายบุคคล เช่นเดียวกับหลังฝนที่ก็มองว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับสาขาวิชาอื่น ๆ อย่างศิลปะเช่นเดียวกับสาขาวิทยาศาสตร์ เพราะบางทีหากเธอและใครอีกหลาย ๆ คนได้รับการสนับสนุนมากกว่านี้ ศิลปินอาจไม่ต้อง “ไส้แห้ง” อย่างที่ใคร ๆ เขาว่ากัน


ก่อนศิลปะจะเฟื่องฟู รัฐต้องเหลียวมองมาก่อน

“ตอนเด็กรู้สึกมั่นใจในตัวเองและสนุกกับทุกอย่างที่ทำ แต่ตอนนี้เหมือนไม่สนุกกับการวาดรูปอีกแล้ว” เมื่อการเติบโตพาเธอออกเดินทางมาไกลแสน การวาดรูปที่เคยเป็นเรื่องสนุกกลับมาพร้อมกับแรงกดดันและความคาดหวัง ศิลปะของหลังฝนจึงย้ายสถานะมาเป็นช่องทางหนึ่งในการสื่อสารแทน ดังผลงานธีสิสหนังสือการ์ตูนเรื่อง “ความหวังฝูงสุดท้าย”  A Pod of Hope ที่นำเสนอประเด็นเรื่องวิกฤตการณ์เสี่ยงสูญพันธุ์ของฝูงโลมาอิรวดีและปัญหาสิ่งแวดล้อม จากที่ไม่กล้าเผยแพร่ผลงานก็อยากให้ทุกคนได้แวะเวียนเข้ามาชม เข้ามาอ่าน เพื่อตระหนักรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและส่งต่อความรักในศิลปะสื่อสิ่งพิมพ์ของเธอ “ตอนไปออกนิทรรศการ ธีสิสก็แจกฟรี รู้สึกอยากเข้าถึงคนให้เยอะที่สุด” หลังฝนยังคงหวังว่าจะได้สร้างสรรค์ผลงานนำเสนอเรื่องแรงงานข้ามชาติต่อไปในอนาคต หากมีเวลาเหลือจากการ “ทำงานหลัก” และมีทุน “สนับสนุน” ในการจัดทำมากพอ

“รู้สึกว่าพวกศิลป์ คนก็ให้ค่าเป็นแค่งานอดิเรกพอ เหมือนเป็นงานหลักไม่ได้ เราอยากวาดรูปแหละแต่ก็ต้องหาเงินก่อน” เนื่องจากสังคมไทยยังมีพื้นที่ตลาดรองรับแรงงานศิลปะอยู่จำกัด นักศึกษาศิลปะจำนวนมากจึงไม่ได้ไปต่อกับเส้นทางอาชีพนี้ แต่หากภาครัฐเข้ามาลงทุนกับระบบนิเวศแห่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เอกชน บางทีภาพที่ฝันไว้อาจไม่ไกลเกินเอื้อม ดังความคิดเห็นของอาจารย์วันทนีย์ที่ว่า “ในวงการนี้มันมีทั้งคิวเรเตอร์ อาร์ตเอเจนซี คอลเล็กเตอร์ แล้วก็มีอาร์ตอินสตอลเลอร์ที่มาช่วยติดตั้ง หรือมีแม้กระทั่งที่รับฝากผลงาน มีอีกเป็นสิบเป็นร้อยอาชีพที่อยู่ในนี้ได้ ถ้าคุณจัดการมันเป็นหรือส่งเสริมให้ถูกทาง มันก็จะเติบโต แล้ววงการนี้จะทำให้มีตลาดขึ้นมาได้จริงจัง” เมื่อวันนั้นมาถึง หลังฝนและนักเรียนศิลปะคนอื่น ๆ คงหยัดยืนในสายอาชีพที่ตนรักได้ไม่ต่างกัน

 

บรรณานุกรม

กองบรรณาธิการ The 101 World. (2565, 11 ตุลาคม). เมื่อโครงสร้างประเทศไทยกำลังทำลายการเรียนการสอนศิลปะ. The 101 World. https://www.the101.world/fine-arts-must-survive/