
พ่อของผมเป็นยอดนักสะสมปฏิทิน
ผมตกตะลึงกับภาพกล่องปฏิทินของพ่อไม่หาย ปฏิทินแบบแขวนม้วนใส่กล่องลังมากถึงสามสิบกว่าม้วน พ่อบอกว่าปฏิทินของพ่อมีสิบแปดม้วน ส่วนที่เหลือเป็นของปู่ที่พ่อเก็บสะสมไว้หลังปู่เสียประมาณสิบเจ็ดม้วน แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ทั้งปฏิทินของพ่อและปู่มีรอยปากกาสีแดงขีดกากบาททับวันที่ในทุกเดือน พ่อและปู่ไม่ได้ขีดว่าแต่ละวันจบลงไปด้วยกิจกรรมอะไรบ้าง ไม่ได้นับถอยหลังรอวันสำคัญหรือวันที่หมอนัดตรวจสุขภาพ แต่นับถอยหลังเพื่อรอคอยใครบางคนกลับมา…
ปฏิทินของพ่อปรากฏรอยขีดถึงแค่เมื่อวานเท่านั้น ผมถามพ่อว่าของวันนี้ไม่ได้ขีดหรอกหรือ พ่อตอบกลับผมด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบว่าไม่ขีดแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่พ่อต้องทำต่อ ทว่าความสงสัยของผมยังไม่จบลง ผมถามพ่อต่ออีกว่าพ่อเริ่มขีดกากบาทในปฏิทินตั้งแต่เมื่อไหร่ ครั้งนี้พ่อไม่ตอบ แต่กลับหยิบปฏิทินเก่าจนฝุ่นจับมาให้ผม
รอยกากบาทสีแดงเริ่มต้นขึ้นเมื่อราวสิบแปดปีก่อน ตรงกับวัน เดือน และปีเดียวกันกับช่วงเวลาที่ผมออกจากบ้าน
(1)
ประโยคแรกที่พ่อพูดกับผมในวันที่ผมลืมตาดูโลก พ่อพูดกับผมว่าอะไรกัน
เอาจริง ๆ ผมไม่เคยนึกสงสัยว่าพ่อพูดอะไรกับผมในวันที่ผมเกิด แต่การกำลังจะมีลูกทำให้ผมคิดถึงพ่อ ผมนึกอยากจะโทรไปถามพ่อ ผมเชื่อว่าเวลาแบบนี้พ่อยังคงไม่นอน หากมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่พัทลุง พ่อจะเอื้อมคว้าไว้แล้วถามทันทีว่า “คลอดแล้วใช่ไหม ผู้ชายหรือผู้หญิง” น้ำเสียงของพ่อคงตื่นเต้นไม่ต่างจากผม
แต่นั่นคงเป็นภาพที่ผมจินตนาการปลอม ๆ ภาพที่ปั้นขึ้นมาหลอกตัวเอง ความเป็นจริงพ่อคงถามว่า “คุณเป็นใคร” เสียมากกว่า เวลานี้พ่อคงจำผมไม่ได้เสียแล้ว เพราะบ้านกับผมห่างกันนานเกินสิบปี
นาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนสามสิบห้านาที ประตูห้องคลอดยังไม่เปิด ผมนั่งและลุกเดินวนไปวนมาอยู่หน้าห้องคลอดจนเบื่อ ผมเลยมองออกไปนอกระเบียงอาคาร เบื้องหน้าเต็มไปด้วยความมืดมิดและความเงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงมนุษย์ มีเพียงแค่แมลงส่งเสียงร้อง ราวกับมีแค่โรงพยาบาลซึ่งสลัวแสงดำรงอยู่ ผมเงยหน้ามองขึ้นบนท้องฟ้าปรากฏภาพดวงดาวนับล้านดวงส่องแสงระยิบระยับ มันคงเป็นภาพดาวดวงเดียวกันกับที่พ่อเรียกผมออกไปดู ก่อนที่ผมจะโบกมือลา
ภาพความทรงจำย้อนกลับไปในวันที่ผมยังอาศัยอยู่กับพ่อที่บ้าน บ้านของพ่ออยู่ที่พัทลุงและตั้งอยู่ริมทะเล จริง ๆ แล้ว ผมชอบบ้านพ่อที่ติดทะเล เพราะตลอดทั้งวันมีลมพัดเข้ามาในบ้านตลอด อากาศในบ้านจึงเย็นสบายโดยไม่ต้องพึ่งพาพัดลม ผมจำได้ว่าคืนนั้นเป็นคืนที่คลื่นทะเลสงบ ท้องฟ้าปลอดเมฆบดบังดวงดาว พ่อตะโกนเรียกผมไปออกดูดาวที่กำลังส่องแสงเป็นประกายทั่วท้องฟ้า
วันนั้นพ่อให้หนังสือผมมาด้วย พ่อเป็นคนชอบอ่านหนังสือ พ่อจึงสร้างห้องหนังสือไว้สำหรับสะสมหนังสือที่พ่อซื้อเอาไว้ อีกทั้งพ่อมักจะชอบให้ผมขลุกตัวอยู่แต่ในห้องหนังสือกับพ่อ แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกแย่หรือไม่ชอบแต่อย่างใด อาจเป็นเพราะตั้งแต่เล็กจนโตผมถูกปลูกฝังจากพ่อให้อยู่กับหน้าหนังสือ หนังสือที่พ่อให้เป็นคู่มือการดูดาวขั้นต้น พ่อบอกว่าอยากดูดาวให้เป็นจะได้เอาไว้ไปจีบสาว รวมไปถึงจีบแม่ด้วยเช่นกัน เพราะใต้แสงดาว ตัวเราซึ่งเล็กจ้อยอยู่ในพื้นจักรวาลอันกว้างใหญ่ย่อมจะเปิดเผยความรู้สึกต่ออีกฝ่ายที่นั่งอยู่เคียงข้างได้อย่างง่ายดาย และสองเราภายใต้แสงดาวก็จะตกหลุมรักกันในที่สุด พ่อผมว่าอย่างนี้
ผมไม่รู้ว่าพ่อจะให้หนังสือเล่มนี้กับผมทำไม ตอนแรกผมก็เฉย ๆ กับหนังสือคู่มือการดูดาวของพ่อ เพราะผมไม่ได้สนใจว่าดาวแต่ละดวงจะขึ้นตกตอนไหนหรือมีชื่อหมู่ดาวว่าอะไร อีกอย่างผมก็ไม่เข้าใจว่าการจีบสาวด้วยการดูดาวจะเป็นวิธีการที่ได้ผลมากน้อยแค่ไหน คงเป็นวิธีการสร้างบรรยากาศให้โรแมนติกของคนสมัยก่อน ทว่ามันกลับเป็นหนังสือเล่มเดียวที่ผมหยิบติดมาด้วยจากบ้านของพ่อที่พัทลุง และผมก็เรียนรู้วิธีการดูดาวในหนังสือเพื่อจีบสาวหรือภรรยาของผมจริง ๆ
จู่ ๆ เสียงประตูห้องคลอดเปิด…
ผมหันไปอย่างรวดเร็ว พยาบาลคนหนึ่งเดินออกมาส่งยิ้มแล้วบอกว่า “ภรรยายังเจ็บท้องคลอดไม่ถี่มาก คงใช้เวลาอีกสักพักนะคะ”
ผมคงต้องยืนรอต่อไป รอเวลาที่พยาบาลสาวสวยคนนั้นจะคุยกะหนุงกะหนิงกับเด็กทารกที่ห่อด้วยผ้าขาวอ่อนนุ่ม และอุ้มอย่างทะนุถนอมนำออกมาให้พ่อของเด็กได้ชื่นชมหน้าตาลูกของตนเอง
พยาบาลคนนั้นจะพูดอะไรกับลูกผมบ้างนะ แต่ที่แน่ ๆ ผมคงพูดประโยคที่เธอคาดไม่ถึง เธออาจตกใจ เพราะการเรียกร้องจากคนอื่น ๆ คนส่วนใหญ่ก็ทำกัน
(2)
วันนี้หนังสือในห้องของพ่อคงเพิ่มขึ้นอีก สำหรับพ่อหนังสือเป็นสมบัติล้ำค่า พ่อเล่าว่าสมัยก่อนที่บ้านปู่ไม่มีหนังสือแม้แต่เล่มเดียว บ้านของปู่อยู่บนหุบเขากลางป่าลึกที่สตูล เป็นบ้านไม้หลังเก่ายกใต้ถุน ด้านหลังบ้านเป็นไร่ข้าวและมีฟางสีเหลืองกองเต็มไปหมด แต่รายละเอียดอื่น ๆ ผมจำไม่ได้แล้ว แม้ผมจะเคยเดินทางไปสัมผัสบ้านปู่ด้วยตาของผมเองครั้นตอนที่ปู่เสีย
ปู่เป็นชาวนา ฟังจากที่พ่อเคยเล่า ปู่น่าจะเป็นคนเก่งและแข็งแกร่งพอตัวเลยทีเดียว ถึงแม้ปู่จะไม่เคยเรียนหนังสือหรือไปโรงเรียน แต่ปู่ก็สอนให้พ่อนับเลขเป็น พ่อเรียนนับเลขจากจำนวนไก่ในเล้าและกองฟางสูงใหญ่ อีกทั้งปู่ยอมเดินเท้าเป็นสิบ ๆ กิโลเพื่อเข้าเมืองไปขายของและซื้อของที่จำเป็น
พ่อเติบโตจากท้องทุ่งนา ไม่เคยต้องตื่นเช้าไปโรงเรียนเหมือนผม แค่ตื่นเช้ามาให้อาหารไก่ และเดินเป็นเงาตามหลังปู่เพื่อหยอดเมล็ดข้าวในนา หากวันไหนปู่มีผักหรือของที่อยากขายก็จะเดินตามปู่ไปช่วยขายของที่ตลาด หรือไม่ก็พาควายไปเดินเล่นกินหญ้าและแช่ในโคลนปลักระบายความร้อนให้สำราญใจ ชีวิตของพ่อเป็นเช่นนี้เรื่อยมา กระทั่งพ่อบอกปู่ว่าอยากเรียนหนังสือ อยากจะนับเลขให้เก่งกว่าที่ปู่สอนให้นับนิ้วหรือนับจำนวนไก่
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า พ่อโดนสายตาอันเหยียดหยามของเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันดูถูกว่าอ่านหนังสือไม่ออก ตอนนั้นพ่อไปช่วยปู่ขายของแถวในเมือง พ่อแอบเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในร้านหนังสือเก่า พ่อทอดสายตามองไปรอบร้าน จนหยุดนิ่งตรงชั้นวางหนังสือการ์ตูน สะดุดตากับหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโรญี่ปุ่น พ่อเอื้อมมือหยิบขึ้นมาแล้วเปิดอ่าน แม้จะไม่เข้าใจว่าข้อความในนั้นอ่านว่าอะไรหรือต้องการสื่ออะไร แต่พอจะเข้าใจได้บ้างจากภาพประกอบ กระทั่งกลุ่มเด็กละแวกนั้นเดินเข้ามาขอร้องให้ช่วยหยิบหนังสือที่อยู่สูงเกินกว่าที่พวกเขาจะเอื้อมถึง
แน่นอนว่าพ่อสูงพอที่จะเอื้อมมือหยิบถึง แต่พ่ออ่านหนังสือไม่ออกว่าหนังสือเล่มนั้นคือเล่มไหน พ่อได้แต่ทำหน้างุนงง พอบอกพวกเขาไปว่าอ่านหนังสือไม่ออก เลยไม่รู้ว่าหนังสือเล่มไหน พวกเขาก็หัวเราะลั่นพูดจาดูถูกและถากถางว่าไร้การศึกษา แม้จะพยายามแก้ต่างว่าปู่ไม่มีเงินส่งไปเรียน แต่พวกเขาก็ไม่แยแสต่อคำพูดใด ๆ มีเพียงแต่เสียงหัวเราะและสายตาที่เหยียดหยามพ่อ นับตั้งแต่วันนั้น สายตาของพ่อก็เปลี่ยนไป ในสายตาของพ่อ ชีวิตบนหุบเขาไม่มีข้อดีอีกเลยแม้แต่น้อย
พ่อบ่นเบื่อและรังเกียจชีวิตตอนนี้มากที่สุด พ่อเริ่มไม่อยากจูงควายไปกินหญ้าหรือพามันไปแช่โคลนเหมือนเคย จากนาข้าวเหลืองอร่ามยามออกรวงที่ดูเมื่อไหร่ก็สุขใจ แต่ตอนนี้นาข้าวกลับทำให้พ่อทุกข์ใจเสียมากกว่า เงินที่ขายข้าวได้ไม่เหลือพอที่จะส่งตัวเองเรียน พ่อจินตนาการไปถึงภาพห้องเรียนและบ้านหลังใหญ่ทันสมัยที่อยู่เมื่อไหร่ก็สุขสบาย
พ่อจมปลักอยู่กับโคลนแห่งความทุกข์ ตกดึกพ่อมักนึกถึงแต่เรื่องในร้านหนังสือจนตัวสั่นเทา น้ำตาไหลพรากราวกับฟ้ารั่ว พ่อไม่อาจข่มตาให้นอนหลับจึงตัดสินใจลุกออกไปหาปู่ที่กำลังผ่าฟืนใส่กองไฟลุกโชนเพื่อคลายความหนาว พ่อเล่าว่าถูกเด็กแถวตลาดดูถูกว่าไม่มีการศึกษาและบอกอย่างขลาด ๆ ว่าจะเข้าเมืองไปเรียนหนังสือ
แม้ปู่จะพยายามเกลี้ยกล่อมพ่ออยู่สักพัก แต่ก็ไม่สำเร็จ ปู่อ้างว่ามันเป็นเคราะห์กรรม ชีวิตลำบากเกินไปที่จะส่งพ่อไปเรียนหนังสือ เงินที่มีอยู่ก็พอจะประทังชีวิตไปได้ไม่กี่มื้อ แต่พ่อไม่อยากยอมแพ้ต่อโชคชะตา อยากหนีความจนไปเสียให้พ้น ๆ พ่อจึงไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับเจ้าอาวาสที่วัด
จุดแตกแยกของทั้งสองคนห่างแค่บ้านกับวัดเท่านั้นเอง พ่อบวชเณรอยู่ที่วัด วันแรกที่หลวงตาสอนพ่ออ่านหนังสือออกนั้น พ่อดีใจจนน้ำตาไหลไม่หยุด พ่อเริ่มอ่านหนังสือเหมือนคนอดอยากอาหาร สวาปามอาหารจนเกลี้ยง อ่านหนังสือจนหมดวัดแล้วพ่อก็รู้ว่าอยากทำอะไรต่อไปในอนาคต พ่อแน่วแน่ว่าจะไม่กลับมาบ้านบนหุบเขานี้อีก จนกว่าจะมีบ้านหลังใหม่และที่ดินอันกว้างขวาง พ่อจึงตัดสินใจซื้อตั๋วรถไฟไปกรุงเทพฯ ทันที ทิ้งไว้เพียงจดหมายที่เขียนสัญญาใจไว้ให้กับปู่ว่า พ่อจะกลับมาในวันที่ความหมองหม่นจากความยากจนได้จางหายไปจากชีวิต
ทว่าไม่ทันที่ปู่จะได้ชื่นชมความสำเร็จของลูกตนเอง ปู่ก็ด่วนจากไปเสียก่อน ครั้งหนึ่งพ่อเคยพาผมข้ามหุบเขาหลายลูกไปบ้านปู่เป็นครั้งแรก ผมมารู้เอาภายหลังว่าพ่อปฏิเสธมรดกของปู่ทั้งหมดและประกาศขายบ้าน นาข้าว และที่ดินตรงนั้น แต่มีอย่างเดียวที่พ่อเก็บไว้คือปฏิทินแขวนเก่า ๆ มีรอยปากกาแดงกากบาทไว้แต่ละวันเหมือนกำลังนับถอยหลังรอบางสิ่ง
ผมจำได้ว่าปฏิทินอันนั้นพ่อเป็นคนเก็บกลับมา ตอนที่พ่อเห็นปฏิทินแขวนอยู่ข้างที่นอนปู่ พ่อถึงกับทรุดตัวลงและร้องไห้โฮ ตอนนั้นผมยังเด็ก แม้ผมจะไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อต้องร้องไห้ให้กับปฏิทินที่มีแต่รอยขีดเต็มไปหมด แต่ผมเห็นแววตาของพ่อเจ็บปวดราวกับหัวใจแตกสลายเป็นเสี่ยง ๆ ผมโผเข้ากอดพ่อ พ่อกอดผมแน่นและพูดอะไรบางอย่างกับผมซึ่งอาจเป็นประโยคเดียวที่พ่อพูดกับผมครั้งแรกเมื่อตอนผมเกิด
(3)
เสียงประตูห้องคลอดดังขึ้นอีกครั้ง… ผมสะดุ้งตกใจ รีบหันไปมอง แต่ก็แค่นางพยาบาลคนหนึ่งเดินเข้าไปในห้อง บรรยากาศเงียบสงัดดังเดิม ผมเปิดโทรศัพท์ปรากฏเวลาเที่ยงคืนห้าสิบนาที
เกือบจะตีหนึ่งแล้ว พ่อจะนอนหรือยังนะ ผมเห็นพ่ออ่านหนังสือเพลินจนดึกดื่นเป็นประจำ อย่างที่ผมบอก หนังสือคือสมบัติสำหรับพ่อ พ่อทำอาชีพครูซึ่งจะได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ในหนังสือเต็มที่เสมอ ทว่าความรู้ในโลกหนังสือของพ่อก็กลายเป็นระยะห่างของผมกับพ่อ แค่ตอนนั้นเราทั้งคู่ยังไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวผมก็ห่างบ้านไปไกลเสียแล้ว
พ่อเป็นครูของโรงเรียนเล็ก ๆ ที่พัทลุง ทำงานเป็นครูเกินยี่สิบปี ช่วยเหลือเด็กนักเรียนมานับไม่ถ้วน จนได้รับรางวัลทั้งครูดีเด่นประจำปี รางวัลยกย่องครูผู้เสียสละ และรางวัลอื่น ๆ จากคุรุสภา ทุกคนในโรงเรียนต่างก็เคารพในสติปัญญาและคุณธรรมของพ่อ ผมยอมรับว่าครั้งหนึ่งในวัยเยาว์ผมเคยยกย่องว่าพ่อเป็นวีรบุรุษของคนทั่วบ้านทั่วเมือง ผมเคยชอบอ่านหนังสือใกล้ ๆ ฟังวีรบุรุษเล่าเรื่องในอดีต เรื่องของคุณปู่ และนัยต่าง ๆ ในหนังสืออย่างฉะฉาน แต่พอผมเห็นโลกอันกว้างขวางมากขึ้น สายตาผมก็เริ่มเปลี่ยน
สายตาของผมเริ่มมีปัญหา เมื่อตอนที่พ่อบังคับให้เรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้าน ในอนาคตผมจะได้เป็นครูผู้ทรงภูมิเฉกเช่นเดียวกับพ่อ ทว่าผมวาดฝันไว้ยิ่งใหญ่กว่านั้น ภาพตัวผมในอนาคตจะไม่ยอมติดอยู่กับเมืองเล็ก ๆ เพียงแค่นี้ เป็นไปได้ผมอยากมีชีวิตโลดแล่นในเมืองหลวง อยากมีคอนโดโอ่อ่าใจกลางเมือง หรือยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น ผมอยากจะติดปีกบินลัดฟ้าไปเรียนต่างประเทศ อีกอย่างผมไม่ได้อยากเป็นครูเหมือนพ่อ ผมอยากทำงานอย่างอื่นที่ไม่ใช่ครู และที่บ้านพ่อก็ไม่มีความเจริญก้าวเท้าเข้ามาเลยสักก้าวเดียว
โลกเปลี่ยนโฉมจนน่าตกใจ ดวงตาของผมเริ่มจับผิดสิ่งซึ่งเป็นข้อด้อยของบ้านพ่อมากขึ้น บางทีมันทำให้ผมต้องเบือนหน้าหนีสวนยางนับร้อยต้นเมื่อนึกเทียบกับตึกสูงระฟ้าเรียงรายในเมืองกรุง เวลาเห็นใครขับรถกระบะเก่าคร่ำคร่า ผมก็นึกไปถึงรถเบนซ์สีเงินวาว นับตั้งแต่นั้นผมเริ่มมีปากเสียงเถียงพ่อ พ่อบอกว่าไม่มีเงินพอที่จะส่งผมเรียน และอ้างว่าชีวิตในเมืองกรุงไม่ได้สวยงามเหมือนที่ผมวาดฝันไว้ แต่ผมไม่อยากยอมแพ้เหมือนที่พ่อยอมแพ้ให้กับโชคชะตา ผมเถียงพ่ออีกอย่างว่าพ่อไม่เคยไปใช้ชีวิตแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าสวยงามหรือว่าไม่สวยงาม เพราะพ่อเอาแต่หมกมุ่นอยู่ในโลกของหนังสือ
จริง ๆ แล้วผมไม่ได้เถียงพ่อเพราะผมไม่ได้รักพ่อ ไม่ได้เถียงเพราะบังเอิญรู้เรื่องนั้นดีกว่าพ่อ แต่ผมเถียงเพราะพ่อไม่มีความรู้เรื่องนั้น ๆ ถ้าผมพูดอย่างนี้กับพ่อ พ่อคงตกใจไม่น้อย แต่เชื่อเถิดว่าครั้งหนึ่งในชีวิตผมเคยคิดแบบนี้จริง ๆ
เสียงประตูห้องคลอดดังขึ้น คราวนี้พยาบาลก้าวเดินออกมาพร้อมกับห่อผ้าสีขาวฟูนุ่มในอ้อมแขน เธอส่งยิ้มให้กับผม
“คุณได้ลูกชายค่ะ ยินด้วยนะคะ”
ผมเปิดโทรศัพท์ดูเวลา ตีหนึ่งสิบห้านาที
(4)
ผมตื่นเต้นว่ากำลังจะมีลูก แต่ตอนนี้ลูกของผมอยู่ตรงหน้าแล้ว ผมโอบกอดลูกด้วยแขนแนบอก เขาเป็นลูกชายของผมจริงแท้แน่นอน โครงหน้าเหมือนกับผมไม่มีผิดเพี้ยน ดวงตากลมโตคล้ายพ่อผม และมีบางส่วนที่คล้ายปู่ทวดของเขาด้วย เขาคือทายาทของตระกูลที่ทอดทิ้งกันมาชั่วอายุคน
พ่อเดินออกจากบ้านปู่เพื่อหาหนทางเข้าเรียนหนังสือ ผมก็ออกจากบ้านเพื่อเรียนในสิ่งที่คิดว่าดีและเจริญกว่า เราทั้งสองคนอยากเห็นสิ่งที่ดีกว่าเก่า แต่ระหว่างเส้นทางไม่ง่ายสักนิด พ่อต้องหนีออกจากวัด เพราะปู่ตามตัวไปช่วยทำนา จากนั้นพ่อเดินทางเข้ามาที่สงขลาและไปต่อที่พัทลุงเพื่อเรียนหนังสือต่อที่วัดหลวง แล้วสึกไปเรียนต่อในหนทางของฆราวาส ก่อนจะถึงวันที่เลือกปักหลักที่พัทลุง นับตั้งแต่นั้น พ่อก็ไม่ได้กลับบ้านเกิดอีกเลย พอผมเกิด พ่อเห็นว่ามีมหาวิทยาลัยและโรงเรียนหลายแห่งที่พอส่งเสียลูกเข้าเรียนได้
แต่ผมไม่เลือก และไม่เรียนตามที่พ่อคาดหวัง ผมอยากเห็นความศิวิไลซ์ของเมืองหลวง ผมเขียนจดหมายบอกลาพ่อกับแม่และนั่งรถไฟเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่เส้นทางมันไม่ง่ายอย่างที่พ่อบอกจริง ๆ สติปัญญาผมไม่อาจสู้กับคนอื่นได้ ผมอดทนกัดฟันเรียนจนจบแม้เกือบจะถูกรีไทร์ก็ตาม จากนั้นผมใช้ชีวิตแหวกว่ายอยู่ในสายธารอันบ้าคลั่งและสับสนของมหานครศิวิไลซ์ ปัญหาใหม่ ๆ ดาหน้าเข้ามาให้ฟันฝ่า ภาระของชีวิตเพิ่มพูนขึ้นอย่างเงียบงันและไร้ปรานี แต่ผมไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ผมจะไขว่คว้าทุกโอกาสเพื่อเติบโตและมีชีวิตมั่นคงในเมืองให้ได้
ผมเริ่มทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ พออดทนทำงานมาหลายปีเข้าก็เริ่มมีเงินเก็บพอตัว ผมจึงซื้อที่ดินและสร้างบ้านหลังเล็ก มีสวนหลังบ้านไว้พักผ่อน และแต่งงาน ท้ายที่สุดผมตัดสินใจลาออกมาเปิดร้านกาแฟเป็นของตัวเอง เมื่อผมเริ่มเปิดร้าน ภรรยาผมก็ตั้งท้องพอดี
เกินสิบปีแล้ว ผมไม่เคยกลับบ้านไปหาพ่อเลยสักครั้ง เช่นเดียวกับพ่อที่ไม่เคยกลับบ้านไปหาปู่ ยังดีหน่อยที่ผมก็ยังส่งเงินไปให้พ่อใช้ทุกปี แต่สำหรับพ่อแล้วเงินคงไม่มีค่าพอเท่ากับการได้เห็นหน้าลูกใช่ไหมพ่อ…
วินาทีนั้นน้ำตาก็ไหลออกมา ผมก้มกระซิบตรงหัวใจของเขา
“อย่าทิ้งพ่อไปไหนเลยนะลูก”
ผมจูบลูก และอุ้มพากลับไปในห้องที่แม่ของเขานอนรออยู่ เธอหลับไปด้วยฤทธิ์ยาและความอ่อนเพลียตลอดทั้งคืน ผมนั่งอยู่ในห้องสักพักและออกมา เดินผ่านห้องพยาบาลเด็กแรกเกิด ลูกชายผมนอนหลับสนิท ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ผมคงต้องไปพักผ่อนเสียบ้าง แต่ก็ยากที่จะข่มตาหลับ และเชื่อว่าพ่อก็ยังไม่นอน
ผมจินตนาการถึงท่าทางตื่นเต้นดีใจของพ่อที่จะได้รู้ว่าตนเองกำลังมีหลาน พ่อคงหัวเราะและยิ้มแก้มปริมากทีเดียว แต่หากมองตาพ่อก็รู้ว่าพ่อเหงาแค่ไหน แม้จะมีแม่อยู่ข้าง ๆ ก็ตามที พ่อคงคิดถึงผมและกากบาทลงบนปฏิทินเหมือนปู่ นับรอคอยวันเวลาที่ผ่านไปทีละวัน ทีละเดือน จนครบหนึ่งปี และต่อเนื่องยาวนานอีกหลายสิบปี ลูกชายที่รักและห่วงแหนก็ยังไม่กลับบ้านราวกับครึ่งหนึ่งของหัวใจได้หล่นหายและอันตรธานไปในความมืดมิด ที่ที่ความรักและคิดถึงส่งไปไม่ถึง ป่านนี้ปฏิทินที่บ้านคงเต็มไปด้วยรอยขีดบนทุกหน้ากระดาษ และบางแผ่นก็อาจมีรอยคราบน้ำตาทิ้งเอาไว้
ผมเองเมื่อเริ่มเป็นพ่อคน ก็เริ่มเข้าใจทั้งสายตาที่มองลูกตนเองออกจากบ้านและความรู้สึกคิดถึงของพ่อและปู่ หากผมพาลูกชายไปเยี่ยมพ่อที่บ้าน พ่อจะรู้ใช่ไหมว่าผมเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว อยากจะถามพ่ออีกอย่างว่าผมเห็นแก่ตัวมากไหมที่พูดประโยคแรกกับลูกว่าอย่าทิ้งพ่อไปไหน ผมกลัวมาก หากวันที่ลูกชายของผมโบกมือลาบ้านไปหลายปีและจูงหลานกลับมาหาผม แล้วเราก็นั่งคุยกันผ่านทางสายตา เวลานั้นปฏิทินที่บ้านผมอาจจะมากกว่าปฏิทินที่บ้านพ่อเสียอีก
วันที่ผมเกิด พ่อก็พูดเหมือนกับผมด้วยใช่ไหม ขนาดพ่อกำชับผมถึงครั้งสองแล้ว แต่ผมก็ไม่ฟังหรือจำใส่สมองเลยใช่ไหมพ่อ พ่อ…ผมขอโทษ
(5)
ยามราตรีที่มีมนุษย์เพิ่มขึ้นหนึ่งคนบนโลก ดวงดาวส่องแสงประกายทั่วท้องฟ้า ผมเงยหน้าแหงนมองผืนฟ้าอีกครั้ง คราวนี้ผมนึกไปถึงประโยคหนึ่งที่ปรากฏในหนังสือดูดาวที่พ่อผมให้มา แม้จะเป็นหนังสือวิธีดูดาว แต่มีประโยคหนึ่งที่เขียนไว้ท้ายเล่มอย่างสวยงามว่า “การดูดาวไม่ต่างอะไรจากการดูอดีต เรื่องราวดี ๆ ในอดีตทำให้มีความสุขได้มากแค่ไหน ดวงดาวก็บันดาลให้เราแค่นั้น แม้จะแยกย้ายไปคนละเส้นทาง แต่เราก็ยังคงมองดาวดวงเดียวกัน ดวงดาวที่บรรจุความทรงจำ”
เหตุผลที่พ่อให้หนังสือเล่มนี้กับผมคงไม่ใช่อยากให้ผมหัดดูดาวให้เป็น หรือให้ผมใช้จีบภรรยา แต่คงเป็นเพราะประโยคท้ายเล่มเป็นแน่ พ่อคงคิดว่าสักวันหนึ่งผมคงจากพ่อไป และเมื่อใดที่แหงนหน้ามองมวลหมู่ดาวที่ทอแสงระยิบระยับมายังผม ประโยคในหนังสือคงกรีดเตือนในหัวใจผมถึงเรื่องราวของพ่อ ใช่ไหมล่ะครับพ่อ
ผมเปิดโทรศัพท์แล้วกดโทรหาพ่อทันที ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าเวลานี้พ่อยังไม่นอน
“ฮัลโหล สวัสดีครับ” ในที่สุดพ่อก็รับสาย นานเท่าใดแล้วที่ผมไม่ได้ยินเสียงพ่อ แต่น้ำเสียงของพ่อยังแฝงความเคร่งขรึมน่าเกรงขามเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
“ฮัลโหล” ผมกล่าวอย่างแผ่วเบา
“ว่าไงลูก” พ่อพูดจบ ไม่ทันไรน้ำตาผมก็ไหลออกมาไม่รู้ตัว
“พ่อ…คือผมอยากจะบอกว่าพ่อว่า
…ผมมีลูกแล้วนะ
เพิ่งคลอดน่ะ”
“จริงหรอลูก ผู้ชายหรือผู้หญิง แล้ว…หลานปู่คลอดเมื่อไหร่ล่ะ” พ่อพูดด้วยความตื่นเต้นดีใจเหมือนที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด
“ผู้ชาย คลอดวันนี้ตอนตีหนึ่งสิบห้าครับพ่อ”
“ลูกรอนานไหม ตอนแม่คลอดลูก พ่อรอลูกนานเกือบสองชั่วโมงเชียว”
“ไม่นานครับพ่อ แค่หนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ เอง ไว้ลูกผมแข็งแรงเมื่อไหร่ผมจะพาหลานไปเยี่ยมพ่อกับแม่นะ”
“ได้สิลูก กลับบ้านมาหาได้เสมอเลยนะ” น้ำเสียงพ่อเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ผมสัมผัสได้ว่าหยาดน้ำตาของวีรบุรุษในวัยเยาว์ของผมไหลอาบแก้ม
บทสทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ แต่จริง ๆ แล้วผมยังพูดประโยคหนึ่งกับพ่อไม่สมบูรณ์ “ไม่นานครับพ่อ แค่หนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ เอง ขนาดพ่อยังต้องรอลูกชายมาเกือบทั้งชีวิตเลย”
.
ผมใช้เวลาไปกับการนั่งนับวันและเวลาที่ผมเดินจากพ่อไปไม่นาน สมองผมคำนวณจนได้ผลลัพธ์มาว่า 18 ปี 9 เดือน 25 วัน คือระยะเวลาทั้งสิ้นที่ผมจากบ้านพ่อไปจนถึงวันที่ผมพาหลานกลับมาเยี่ยมพ่อที่พัทลุง
เนื้อหา : บวก ลบ คูณ หาร
พิสูจน์อักษร : กรณิศ และ วิสุทธิ์
ภาพ : ณภัทร มานะเมธีกุล
