
ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผู้ใช้งานแอ็กเคานต์ X ที่ชื่นชอบวรรณกรรมหลายท่านอาจเห็นเนื้อหาโพสต์เกี่ยวกับวรรณกรรมเด็กกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงวรรณกรรมเด็กในความทรงจำที่เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้ง ก็ได้พบว่าเนื้อหาของเรื่องนั้นน่ากลัว ดาร์ก และเข้มข้นไม่แพ้หนังสือผู้ใหญ่อย่าง อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย (A Series of Unfortunate Events) หรือการกล่าวถึงการศึกษาวรรณกรรมสำหรับเด็กในระดับปริญญาตรีที่ตอนนี้มีแค่แห่งเดียว คือ สาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ในฐานะนักอ่านที่สถาปนาตนเป็นแฟนวรรณกรรมเด็กและเยาวชน จึงขอฉวยคว้าวาระโอกาสนี้พูดถึงวรรณกรรมเด็กเล่มโปรดที่มักไม่ถูกพูดถึงนักในแวดวงนักอ่านไทยอย่างหนังสือภาพนิทานฝึกอ่านสำหรับเด็กชุด Frog and Toad เขียนและวาดโดยอาร์โนลด์ โลเบล (Arnold Lobel) ในชุดประกอบด้วยหนังสือ 4 เล่ม ได้แก่ Frog and Toad are Friends (1970), Frog and Toad Together (1972), Frog and Toad All Year (1976) และ Days with Frog and Toad (1979) หนังสือเด็กชุดนี้พาผู้อ่านไปพบกับมิตรภาพของตัวละครสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 2 ชนิด อย่าง ฟร็อก (Frog / กบ) และ โทด (Toad / คางคก) ที่ดูแลกันและกันในฐานะ “เพื่อนสนิท” และการใช้ชีวิตเล่นสนุกไป “วัน ๆ” ของทั้งสอง
ก่อนจะพูดถึงเนื้อหาในแต่ละเล่ม เราควรทำความรู้จักกับผู้เขียนและวาดหนังสือภาพชุดนี้เสียก่อน อาร์โนลด์ โลเบล (Arnold Lobel) เป็นนักเขียนและนักวาดภาพประกอบหนังสือเด็กชาวอเมริกัน เขาเกิดในปี 1933 ในช่วงชีวิต 54 ปีของโลเบล เขาวาดภาพประกอบหนังสือเด็กมากถึงเกือบ 100 เรื่อง มีชื่อเสียงกว้างขวางในฐานะผู้เขียนและวาดภาพประกอบของหนังสือชุด Frog and Toad ยิ่งไปกว่านั้น Frog and Toad Together หนังสือเล่มที่สองของชุดยังได้รับรางวัลนิวเบอรี (Newbery Honor Book) ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่หนังสือเด็กที่โดดเด่นที่สุดในสหรัฐอเมริกาแต่ละปี
อาร์โนลด์ โลเบลได้แรงบันดาลใจในการเขียน Frog and Toad จากลูก ๆ ของเขาที่ชอบไล่จับสัตว์ในช่วงวันหยุดฤดูร้อน หนังสือชุดนี้ไม่เพียงถ่ายทอดวิถีชีวิตในชนบทซึ่งเป็นฉากหลังของเรื่อง ความอบอุ่นของมิตรภาพเพื่อนสนิท และการให้คุณค่ากับความสุข ณ ปัจจุบันขณะเท่านั้น แต่การเขียนหนังสือชุดนี้ยังเปรียบเสมือนเส้นทางให้โลเบลได้ค้นพบตัวตนและนำไปสู่การเปิดเผยต่อครอบครัว ภรรยาและลูก ๆ ว่าตนเป็นเกย์ภายหลังจากที่หนังสือเล่มแรกของชุดนี้ได้รับการตีพิมพ์ 4 ปี
หนังสือชุด Frog and Toad จึงจัดเป็นหนังสือเด็กที่แสดงให้เห็นการแตกแถวจากขนบการเขียนหนังสือเด็กในช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นผลมาจากความคิดและรสนิยมทางเพศของโลเบล กล่าวคือ Frog and Toad เน้นความสำคัญของมิตรภาพตัวละครหลักอย่างฟร็อกและโทดซึ่งเป็นเพศเดียวกัน โครงเรื่องที่ไม่หวือหวา เหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องเกิดขึ้นภายในช่วงระยะหนึ่งถึงสองวัน และมักจะจบลงด้วยความสุขความพอใจของทั้งสองที่ได้ใช้เวลาในวันนั้นจัดการปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตให้ผ่านไปได้ด้วยดี ผู้เขียนบทความเชื่อว่าหากใครได้อ่านหนังสือเด็กชุดนี้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เราอาจเกิดความสงสัย (เช่นเดียวกับผู้เขียนบทความ) ว่าความห่วงใยและความรักของฟร็อกและโทดในเรื่องนี้พิเศษเกินมิตรภาพของชายสองคนหรือไม่ เช่น ใน Frog and Toad Together หนังสือเล่มที่สองของชุด ตอน The Dream โทดได้หลับฝันว่าตัวเองประสบความสำเร็จเป็นนักแสดงและนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ ทว่า ในขณะที่โทดประสบความสำเร็จมากขึ้น ฟร็อกก็ตัวหดเล็กลงไปเรื่อย ๆ จนหายไปในที่สุด ตอนนี้จบลงที่โทดร้องเรียกตามหาฟร็อกและยอมสละชื่อเสียงทุกอย่าง เพราะโทดรู้ดีว่าตนคงโดดเดี่ยวมากหากชีวิตของเขาไม่มีฟร็อก และเมื่อโทดตื่นขึ้นมา โทดก็พบว่าฟร็อกมาหาเขาที่บ้าน โทดดีใจและบอกฟร็อกว่า “ฉันดีใจมากที่เธอมาหา” (I am so glad that you came over.) หลังจากนั้นทั้งสองก็อยู่ด้วยกันจนหมดวัน
ดังที่ได้กล่าวไป การวางโครงเรื่องเช่นนี้เป็นการแหกขนบภาพจำวรรณกรรมเด็กในศตวรรษที่ 18 ซึ่งเน้นความสำคัญของสถาบันครอบครัวและการเตรียมตัวเด็กให้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สร้างผลิตผลให้กับสังคม หรือพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ วรรณกรรมเด็กในช่วงเวลาดังกล่าวพยายามปลูกฝังแนวคิดว่าเด็กผู้ชายจะต้องตั้งใจเรียนเพื่อโตไปมีหน้าที่การงานที่ดี เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม ส่วนเด็กผู้หญิงก็ต้องเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ โดยมีรางวัลตอบแทนเป็นการได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดี เพื่อในที่สุด เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงเหล่านี้จะสร้างครอบครัวและมีลูกหลานต่อไป วิธีการปลูกฝังแนวคิดดังกล่าวเห็นได้ชัดในงานวรรณกรรมเด็กอย่างเรื่อง The History of Little Goody Two Shoes ซึ่งเป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิงกำพร้าแต่ก็ใฝ่ดีตั้งใจเรียน รวมถึงขยันทำประโยชน์ให้สังคมโดยการอาสาออกไปสอนหนังสือให้เด็ก ๆ ในละแวก ท้ายที่สุด เด็กหญิงคนนี้ก็ได้รับการตอบแทนที่ “คุ้มค่า” กล่าวคือ ได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดีและมีลูกที่น่ารัก
โครงเรื่องของวรรณกรรมเด็กในศตวรรษที่ 18 มีลักษณะเป็นเส้นตรง (Linear Plot) ซึ่งหากพิจารณาในกรอบทฤษฎีเควียร์แล้ว ลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะเวลาและประวัติศาสตร์ของกลุ่มชายหญิงที่ชอบเพศตรงข้าม (Heterosexual) ชีวิตของคนกลุ่มนี้มีเส้นทางตามขนบของสังคมชัดเจน และหากประพฤติปฏิบัติตาม ก็จะได้รับการยอมรับจากคนในสังคมเป็นการตอบแทน อย่างไรก็ตาม โครงเรื่องของ Frog and Toad กลับท้าทายขนบการใช้ชีวิตของชายหญิงด้วยการบอกเด็ก ๆ ที่อ่านหนังสือชุดนี้ว่า ความสุขในแต่ละวันก็เป็นตอนจบที่สวยงามเช่นกัน
น่าสังเกตว่า นอกจากตอนจบของเรื่องที่ท้าทายกรอบสังคมแล้ว โลเบลเลือกถ่ายทอดชีวิตของฟร็อกและโทดให้มีแค่กันและกัน กล่าวคือ ในหนังสือเด็กของโลเบลชุดนี้มีตัวละครเสริมไม่มากนัก และหากมีก็จะเป็นแค่ตัวละครที่ไม่มีบทพูดแต่มีบทเพียงเพื่อช่วยฟร็อกหรือโทดในการทำอะไรบางอย่างที่ไม่มีสาระสำคัญมากนัก อย่างใน Frog and Toad Are Friends ตอน The Letter เราได้พบกับตัวละครคุณหอยทากที่มีบทเพียงช่วยฟร็อกส่งจดหมายไปหาโทด หลังจากโทดตัดพ้อเสียใจที่ไม่มีใครส่งจดหมายให้ตน ในมุมนี้ เราอาจกล่าวได้ว่าหนังสือเด็กชุดนี้สะท้อนที่ทางของเควียร์ในช่วงเวลาที่โลเบลเขียนหนังสือชุดนี้ออกมาว่ายังต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่สามารถแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาได้อย่างเต็มที่
หากพิจารณาประโยชน์ของวรรณกรรมเด็ก นอกจากการสร้างความบันเทิงและสอนบทเรียนบางอย่างให้กับเด็กแล้ว ฟรานซิส สปัฟฟอร์ด (Francis Spufford) นักเขียนหนังสือสารคดีได้เขียนถึงประโยชน์ของหนังสือเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ใหญ่ได้กลับมาอ่านหนังสือเด็กซ้ำอีกครั้งใน The Child That Books Built หนังสือที่เล่าความทรงจำของเขาว่าการอ่านวรรณกรรมเด็กเปรียบเสมือน “ประวัติศาสตร์ของการทำความเข้าใจตนเอง” (The History of Self-Understanding) ในแง่นี้ หนังสือเด็กจึงไม่ได้จำกัดกลุ่มผู้อ่านไว้เพียงแค่เด็กเท่านั้น แต่เราในฐานะผู้ใหญ่ก็สามารถอ่านหนังสือเด็กเพื่อทำความเข้าใจตนเอง เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเราและประวัติศาสตร์ค่านิยม รวมถึงความคาดหวังของผู้ใหญ่ต่อ “อนาคตของชาติ” ในแต่ละยุคสมัยได้เช่นกัน
โลเบลได้ค้นพบและเปิดเผยตัวตนของเขาผ่านวรรณกรรมเด็กอันเป็นประเภทวรรณกรรมที่มักถูกลืมและไม่ได้รับความสนใจ เขาใช้พื้นที่บนหน้ากระดาษวาดและเขียนชีวิตที่เขาปรารถนาให้สังคมยอมรับผ่านตัวละครสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เรื่องที่โลเบลเขียนขึ้นไม่เพียงแต่เป็นบทนำของการยอมรับว่าตัวเองเป็นเกย์เท่านั้น แต่ยังปูทางเปิดพื้นที่ให้เด็กจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ปรารถนาจะเดินทางไปบนถนนเส้นตรงยาวเหยียดด้วยความหวังว่าจะมีครอบครัวพ่อแม่ลูกรออยู่ปลายทาง เด็กน้อยที่เพียงอยากมีใครสักคนส่งจดหมายให้กัน เด็กน้อยที่ไม่ได้อยากเป็นนักแสดงหรือนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ โลเบลแสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้จากการซื่อสัตย์ต่อตัวตนของเราในโลกที่เต็มไปด้วยมาตรฐานมากมาย ผู้เขียนบทความหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านทุกคนจะได้รู้จัก Frog and Toad เพื่อให้ในวันที่ผู้อ่านอยากหยุดพักจากการวิ่งไล่ตามกรอบมาตรฐานของสังคม ผู้อ่านจะนึกถึงตัวละครสองตัวนี้ที่ไม่มีอนาคตใด ๆ แต่ก็มีความสุขได้ไป “วัน ๆ”
อ้างอิง
Britannica Kids. (n.d.-a). Arnold Lobel. https://kids.britannica.com/students/article/Arnold-Lobel/312214
Britannica Kids. (n.d.-b). Newbery Medal. https://kids.britannica.com/students/article/Newbery-Medal/331230
Edelman, L. (2004). No future: Queer theory and the death drive. Duke University Press.
Homerton College Library. (2021, February 17). LGBT History Month 2021: Celebrating Arnold Lobel. Homerton College Library Blog. https://homlib.wordpress.com/2021/02/17/lgbt-history-month-2021-celebrating-arnold-lobel/
Lobel, A. (1970). Frog and Toad Are Friends. Harper & Row.
Lobel, A. (1972). Frog and Toad together. Harper & Row.
Rosenberg, T. (2012, September 18). Arnold Lobel’s Frog and Toad together as a primer for critical literacy. Oxford Handbooks Online, 71–91. https://doi.org/10.1093/oxfordhb/9780195379785.013.0004
The history of Goody Two-Shoes. (1765). Printed by and for Thomas Richardson.
Valderrama-Negrón, N., et al. (2009, May). Linear temporality: A cultural perspective of the origin of life. Origins of Life and Evolution of Biospheres, 39, 388. https://ui.adsabs.harvard.edu/abs/2009OLEB...39..388V/abstract
เนื้อหา : พิมพ์อักษร
พิสูจน์อักษร : วิสุทธิ์ และ นิชนันท์ ภาษยะวรรณ์
ภาพ : juillet.
