
Out-Of-Place Artifacts : เมื่อเราเองก็รู้สึกเหมือนเป็นวัตถุหลงยุคบนโลกใบนี้เช่นกัน
OOPArts หรือ โอพาร์ทส อาจเป็นคำที่ไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไรนักสำหรับคนหมู่มาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก ทั้งยังไม่ได้มีบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่หากได้รู้จักชื่อเต็มอย่าง “Out-Of-Place Artifacts” ก็คงพอเข้าใจแนวคิดของคำนี้ได้มากยิ่งขึ้น พูดให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ เจ้า OOPArts คือโบราณวัตถุที่ดูล้ำหน้าเกินกว่าที่ผู้คนในยุคสมัยนั้น ๆ จะสามารถสร้างขึ้นมาได้ (MacIsaac, 2020) การขุดพบพวกมันสร้างความปวดหัวให้กับนักประวัติศาสตร์มานักต่อนักแล้ว เนื่องจากวัตถุเหล่านี้มีพลังพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เราร่ำเรียนและยึดถือกันมาตลอดหลายปีได้ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดมากมายตามมา ตั้งแต่เรื่องที่ว่าไดโนเสาร์อาจยังไม่ได้สูญพันธุ์จริง ๆ เรื่องการมีอยู่ของอารยธรรมมนุษย์ใต้ผืนแผ่นดินหลัก ความเชื่อที่ว่ามนุษย์สามารถย้อนเวลากลับไปยังอดีตได้ ไปจนถึงการมองว่าสิ่งมีชีวิตที่มาจากดาวอื่นอย่างเอเลี่ยนเป็นผู้ประดิษฐ์วัตถุเหล่านี้ขึ้นมา
ในปัจจุบัน แม้ทฤษฎีสมคบคิดบางส่วนจะมีหลักฐานมาหักล้างได้แล้วว่าเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นวัตถุสมัยใหม่ที่เกิดจากกระบวนการกลายเป็นแร่ธาตุ (Mineralized) ซึ่งอาจทำให้ดูเก่ากว่าที่ควร หรือที่พบบ่อยสุดคือการเข้าใจวัตถุประสงค์ในการทำงานของมันล้ำหน้าเกินไป เนื่องจากใช้เลนส์ของผู้คนสมัยใหม่ไปตัดสิน (Harvey, 2025) อย่างไรก็ตาม ยังคงมีทฤษฎีมากมายของโบราณวัตถุอีกหลายชิ้นที่ไม่สามารถหาข้อสรุปชัดเจนได้ และยังเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงทุกวันนี้ สายหนึ่งมองว่าประวัติศาสตร์เป็นสิ่งไม่แน่นอนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อพบหลักฐานใหม่ จึงไม่ควรยึดติดว่าสิ่งที่เชื่อกันอยู่ในปัจจุบันถูกต้องที่สุดจนปิดกั้นความเป็นไปได้อื่น ๆ ในขณะที่อีกสายมองว่าสิ่งนี้มีรากมาจากอคติในการยืนยันความเชื่อ (Confirmation Bias) ซึ่งหมายถึงการที่ผู้คนยึดถือเพียงความเชื่อของตัวเอง จนหลายครั้งก็มองข้ามข้อเท็จจริงอื่นที่ขัดแย้งกับสิ่งที่คิดไว้แต่แรกไป (สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ, 2567) ตัวจิตวิทยานี้แหละที่ถูกมองว่าเป็นจุดกำเนิดของวิทยาศาสตร์เทียม (Pseudoscience)
ตัวอย่างของ OOPArts ที่มีชื่อเสียงมาก เช่น “แบตเตอรี่แห่งกรุงแบกแดด” ซึ่งถูกค้นพบกระจัดกระจายอยู่ตามไซต์ขุดทางโบราณคดีไม่ไกลจากกรุงแบกแดด (ประเทศอิรักในปัจจุบัน) โดยนักโบราณคดีชาวเยอรมัน ลักษณะภายนอกของมันดูเหมือนกับไหปกติทั่วไปไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าภายในนั้นประกอบด้วยแท่งเหล็กเคลือบแผ่นทองแดงม้วนซึ่งถูกกรดกัดกร่อน รวมถึงพบจุกปิดยางไม้ด้านบนด้วย โครงสร้างโดยรวมของวัตถุชิ้นนี้ดูอย่างไรก็คล้ายกับแบตเตอรี่ แถมเมื่อนำไปทดลองแล้วยังพบว่าไหนี้สามารถสร้างประจุไฟฟ้าได้ถึง 2 โวลต์ แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อนักโบราณคดีระบุไว้ในปี 1938 ว่าไหพวกนี้มีอายุราว 3-4 พันปี ทั้งที่เราเชื่อกันมาโดยตลอดว่าแบตเตอรี่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกก่อนหน้านั้นเพียงร้อยกว่าปีต่างหาก ในช่วงแรกมีคำอธิบายต่าง ๆ นานา เช่น ผู้คนในสมัยนั้นอาจซ่อนมันไว้ในรูปปั้นเทพเจ้า เพื่อให้เวลาแตะโดนจะได้รู้สึกเหมือนพระเจ้ากำลังมอบพลังบางอย่างให้ หรือมองว่าอาจมีการใช้ไหเหล่านี้ในทางการแพทย์เพื่อรักษาและบรรเทาความเจ็บปวด ก่อนที่ต่อมา นักประวัติศาสตร์กระแสหลักจะสรุปให้เจ้าวัตถุหลงยุคชิ้นนี้เป็นเพียงแค่ไหเก็บคัมภีร์เท่านั้น เนื่องจากพบเศษกระดาษปาปิรุสอยู่ภายใน แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังมีผู้คนมากมายที่ไม่ได้ปักใจชัดเจนว่าตกลงแล้วคำอธิบายใดถูกต้องมากที่สุด (Monday Mystery Club, 2569)
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ “กลไกแอนติคีเทรา” หรือที่รู้จักกันในนามคอมพิวเตอร์โบราณซึ่งกล่าวขานกันว่า “หากไม่เกิดการค้นพบ ก็คงไม่มีใครเชื่อว่าสิ่งนี้จะมีอยู่ในยุคนั้นได้จริง เพราะมันช่างซับซ้อนและล้ำสมัยไปมากเหลือเกิน” กลไกนี้ถูกพบเมื่อปี 1901 ในซากเรือจมนอกชายฝั่งเกาะแอนติคีเทรา (ประเทศกรีซในปัจจุบัน) ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มันมีอายุมากถึง 2,000 ปี ภายในพบฟันเฟืองจำนวนมากเรียงต่อกันเหมือนกับฟันเฟืองนาฬิกาที่เราคุ้นเคยกัน ในปัจจุบัน นักวิจัยสามารถไขปริศนาการทำงานของมันได้บางส่วนแล้วว่าน่าจะเป็นเครื่องมือที่ใช้พยากรณ์ทางดาราศาสตร์ แต่สิ่งที่ยังคงเป็นข้อสงสัยชวนฉงนอยู่เหมือนเดิมคือ ด้วยระดับความก้าวหน้าในยุคโบราณแบบที่เราเข้าใจกันมาตลอด ผู้คนในสมัยนั้นจะสามารถสร้างเครื่องมือที่บอกปรากฏการณ์และเส้นทางการโคจรของดวงดาวละเอียดแม่นยำถึงขนาดนี้ได้จริงหรือ (BBC News ไทย, 2564) ด้วยเหตุนี้ แม้จะรู้ช่วงเวลาที่กลไกดังกล่าวถูกประดิษฐ์ขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัดว่ามีขึ้นเพื่ออะไร ทำให้ถูกมองว่าอยู่ผิดที่ผิดทางและแทบจะเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง
นอกจากวัตถุสองชิ้นข้างต้นนี้แล้ว ยังมี OOPArts อีกมากมายนับไม่ถ้วนที่ผู้เขียนสามารถยกมานำเสนอได้ หากแต่ตนเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เท่าไรนัก จึงจะขอละเรื่องราวของพวกมันไว้เพียงเท่านี้ พร้อมกับพาผู้อ่านทุกท่านไปสู่คำถามที่ว่า ในขณะที่วัตถุเหล่านี้ยังคงเดินทางไปมาระหว่างความเป็นจริงกับความเชื่อที่ถูกกำหนดขึ้นโดยมนุษย์ สถานะและความรู้สึก “หลงยุค” เช่นนี้ มีแค่พวกมันจริงหรือที่ต้องเผชิญ หรือพวกเราเองต่างก็ล่องลอยไปมาบนโลกใบนี้เช่นกัน เพราะในหลาย ๆ ครั้งเรากลับไม่ได้รู้สึก “เป็นส่วนหนึ่ง” (Belong) เสมือนกำลังอยู่ผิดที่ผิดทางอย่างไรอย่างนั้น
ผู้เขียนได้รู้จักกับคำว่า โอพาร์ทส ครั้งแรกเมื่อประมาณเกือบสามปีที่แล้วจากเพลง OOPARTS ของวง Hitsujibungaku ซึ่งเป็นวงดนตรีจากประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อด้านการนำเสนอโลกทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์และงดงามดั่งวรรณกรรม (ล้อไปกับชื่อวงที่แปลตรงตัวได้ว่า วรรณกรรมแกะ หรือ Sheep Literature) และตนเองรู้สึกเตะตาต้องใจกับท่อนที่ร้องว่า “ดาวเคราะห์โลกคือ OOPArts เป็นฝันกว่าหนึ่งหมื่นล้านปี” ทำไมดาวดวงนี้ที่เราอาศัยอยู่ถึงเป็น OOPArts กันนะ เมื่อผู้เขียนได้ลองไปหาความหมายของชื่อเพลงดูก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างในคำคำนี้ตั้งแต่วันนั้น และยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงสำนึกจนทุกวันนี้ เป็นที่มาของหัวข้อบทความชิ้นนี้นั่นเอง ตนเองคิดว่า ไอ้เจ้าก้อนความรู้สึกผิดที่ผิดทางนี้มีความเป็นสากลที่ไม่ว่าใครก็คงจะเคยสัมผัสสักครั้งในชีวิต บ้างอาจไม่บ่อยนัก แต่บ้างก็อาจรู้สึกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แม้แต่ในขณะที่เรากำลังดำเนินชีวิตประจำวันไปอย่างเป็นปกติธรรมดา บางทีก็ดันเกิดรู้สึกขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ว่าตารางชีวิตที่หมุนวนไปเรื่อย ๆ นี้จะพาตัวเราไปถึงไหนกันนะ ท่ามกลางผู้คนมากมายอัดแน่นจนเต็มขบวนรถไฟ ขณะที่ร่างกำลังสั่นไหวไปตามแรงรถพร้อมด้วยไหล่อันหนักอึ้ง บางทีกลายเป็นว่าความรู้สึกนี้ก็ย้ำเตือนขึ้นมาในหัวว่า เราต่างเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจ้อยที่ไม่อาจต้านทานแรงเหวี่ยงของรถไฟได้ด้วยซ้ำ เราต้องเผชิญกับชีวิตอันเร่งรีบจนไม่แม้แต่จะได้มีจังหวะพักหายใจ ต้องพยายามต่อสู้ในโลกยุคปัจจุบันที่วัดคุณค่าของบุคคลด้วยความสำเร็จ มีหน้าที่การงานและการลงทุนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าเข้ามาช่วงชิงเวลาในชีวิตไปเกือบหมด อีกทั้งเทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกลกลับไม่อาจช่วยให้มนุษย์รู้สึกใกล้ชิดกันได้เลย หลายครั้งสิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกถูกตัดขาดจากตัวเอง เหมือนกำลังใช้ชีวิตด้วยโหมดอัตโนมัติ (Autopilot) หรือหนักเข้าก็รู้สึกเหมือนว่าไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง เสมือนเป็นเพียงตัวละครในเกมจำลองสถานการณ์ (Simulation) ที่มีใครสักคนกำลังควบคุมบังคับอยู่ เป็นเอเลี่ยนในร่างกายของตนเสียเอง เอเลี่ยนที่รู้สึกว่านี่ไม่ใช่ที่ของเรา เอเลี่ยนที่รู้สึกแปลกแยกจากสังคม (Alienated) และถึงแม้จะไม่ใช่เอเลี่ยนในความหมายเดียวกับสิ่งมีชีวิตจากดาวอื่นที่ผู้คนสงสัยว่าเป็นผู้ประดิษฐ์วัตถุหน้าตาประหลาดดังได้กล่าวถึงไปข้างต้น แต่ในความหมายของความรู้สึกเป็นอื่นบนดาวโลกดวงนี้ เอเลี่ยนกับเราก็คงเหมือนกันกระมัง
แต่จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ ในเมื่อเราทุกคนต่างถูกโยนเข้ามาในสังคมนี้ ถูกพลังของคำพูด ภาพมายาของชัยชนะ อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และวิทยาการที่ขับเคลื่อนให้โลกหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนมนุษย์แทบตามไม่ทัน ชักจูงให้ต้องเดินตามไปทางนู้นทีทางนี้ทีไม่มีหยุดหย่อน แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีวัฒนธรรมและค่านิยมบางอย่างที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็ตาม เราจึงรู้สึกเหมือนยืนอยู่จุดกึ่งกลางอย่างช่วยไม่ได้ เป็นทั้งคนที่ตามไม่ทันและเดินหน้าเร็วเกินไป เป็นทั้งคนล้าสมัยและล้ำยุค เป็นมนุษย์ “หลงยุค” เช่นเดียวกับวัตถุหลงยุคพวกนั้น พลันนึกไปถึงครั้งยังเป็นเด็ก ตนเองได้ชมภาพของซูเปอร์ฮีโรต่อสู้กับเหล่าวายร้ายเพื่อพิทักษ์ความยุติธรรมบนจอโทรทัศน์ แต่ภายหลังเมื่อเติบโตขึ้น จึงได้เรียนรู้ว่าความยุติธรรมยังเป็นสิ่งที่ต้องเรียกร้องอยู่เลยในโลกทุกวันนี้ ชัยชนะที่เคยเห็นในการ์ตูนเหมือนจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นในชีวิตจริง เพราะเมื่อกดปุ่มบนรีโมตเพื่อเปลี่ยนไปดูช่องข่าว เรากลับต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าเศร้าว่าการทำความดีต่อผู้อื่นไม่ได้หมายความว่าตนจะได้รับมันกลับคืนมาเช่นนั้นเสมอไป และผู้คนที่นั่งอยู่ ณ ที่ที่สบายที่สุด หลายครั้งไม่ได้ไปถึงจุดนั้นเพราะเป็นคนดีแต่อย่างใด
เมื่อทุกสิ่งไม่เหมือนดั่งตนเคยเชื่อ แล้วอย่างนี้อะไรคือความจริงที่เราควรจะยึดถือ หรือว่าแม้แต่ความจริงก็ไม่เที่ยงแท้เช่นเดียวกัน คนเราต่างมีสิ่งที่ใฝ่ฝันแต่ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง เมื่อเดินมาถึงปลายทางของเป้าหมายแล้ว ก็ยังคงคอยถามตัวเองในหัวทุกวันว่าสิ่งนี้ใช่สำหรับเราจริงหรือเปล่า เพราะมนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งการเสียใจภายหลัง บางครั้งจึงอดไม่ได้ที่จะนึกภาพถึงทางเดินอีกสายที่ตนไม่ได้เลือก ถ้าทำสิ่งนั้นจะดีกว่านี้ไหม ถ้าวันนั้นเชื่อคำพูดของคนที่บ้านทุกอย่างจะง่ายกว่านี้หรือเปล่า ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย... สุดท้ายแล้วพวกเราจึงหลงทาง พยายามไขว่คว้าหาอะไรสักอย่างเพื่อยืนยันกับตนเองให้ได้ว่าตรงที่ยืนอยู่ตอนนี้มันถูกต้องแล้ว ทั้งที่ความจริงคงไม่มีใครให้คำตอบที่แน่นอนได้ แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นตัวของเราเองก็ตามที
คำว่า “ยุคสมัย” ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์กับ “กาลเวลา” ทั้งสิ้น กรอบของเวลาครอบตัวเราเอาไว้อย่างไม่อาจหลีกหนีได้ เมื่อท้องหิวก็ต้องกิน เมื่อน้ำในร่างกายเยอะเกินไปก็ต้องขับถ่ายออก เมื่อใช้ชีวิตมาทั้งวันแล้วต่อให้พยายามฝืนแค่ไหนก็ต้องข่มตานอนหลับเพราะความง่วงอยู่ดี เล็บที่ค่อย ๆ งอกจากโคนทีละน้อย เส้นผมที่ยาวขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน เวลาไม่เคยหยุดนิ่งรอใคร ต่อให้มีอำนาจคับฟ้าเพียงใดก็ไม่อาจหยุดเวลาไว้ได้ เหมือนกับระยะเวลาหลายต่อหลายปีที่ OOPArts เหล่านั้นเคลื่อนผ่านมา ตั้งแต่ยุคโบราณก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงโลกร่วมสมัยในปัจจุบัน เจ้าสิ่งที่เรียกว่า เวลา นอกจากจะเป็นต้นกำเนิดของยุคสมัยแล้ว ยังเป็นตัวตัดสินว่าวัตถุพวกนั้นไม่เข้าพวกกับสิ่งรอบตัว ทุกอย่างที่ตนได้เขียนไปก่อนหน้านี้เหมือนจะบอกกับผู้อ่านทุกท่านว่า ไม่มีอะไรเป็นความจริงแท้แน่นอน แต่น่าเศร้าที่คงต้องขอบอกว่า สิ่งเดียวที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงก็คือเวลานี่แหละ เวลาที่ดูเหมือนว่ากำลังเดินไปข้างหน้า ทว่าความจริงแล้วกำลังนับถอยหลังต่างหาก พวกเราทุกคนต่างอยู่ในระหว่างการเดินทางไปสู่จุดจบของชีวิต วัตถุต่าง ๆ ที่เหมือนจะเดินทางข้ามเวลาได้ ความจริงแล้วก็ล้วนเคลื่อนที่ไปสู่ความเสื่อมสลายทีละเล็กละน้อยเช่นกัน เข็มนาฬิกาที่หมุนวนกับเงาที่ทอดยาวออกไปต่างกันตั้งแต่เช้า กลางวัน เย็น หัวค่ำ จนถึงกลางคืนอันมืดมิด สุดท้ายแล้วช่วงเวลาอันจำเจเหล่านี้ก็ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป สักวันหนึ่งนาฬิกาชีวิตของเราจะหยุดหมุน เสียงติ๊กต็อก ๆ ที่ได้ยินอยู่เสมอก็จะสงบลงเหลือเพียงความเงียบงันไร้สุ้มเสียงใด แล้วถ้าทุกอย่างมันถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกแบบนี้ ชีวิตยังเป็นของเราอยู่จริงหรือเปล่า ทั้งชีวิตและความตาย ทุกอย่างมันจะไปมีความหมายอะไรกันนะ
ในบางครั้ง ขณะที่กำลังใช้เวลาร่วมกับเพื่อน ๆ กับครอบครัว กับคนที่ตนเองรักและห่วงใย ทั้งที่หวงแหนช่วงเวลาเหล่านั้นเหลือเกิน ทั้งที่มีความสุขเสียจนเก็บสีหน้าไม่อยู่ แต่เผลอแป๊บเดียวกลับกลายเป็นรู้สึกเศร้าสร้อยและเหงาใจขึ้นมา แต่ก็เพียงแค่สั้น ๆ เท่านั้น ความคิดแวบไปแวบมาเหมือนงูกินหางที่ยังจับตัวไม่ได้ ความคิดที่ว่าเดี๋ยวช่วงเวลานี้ก็จะจบลงสักวันเหมือนกัน เราหวังว่าเวลาจะเดินช้าลง เราหวังว่าจะสามารถแก้ไขอดีตได้ แต่ต่อหน้ากฎของธรรมชาติ มนุษย์ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย ทั้งความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทั้งทรัพย์สินเงินทอง ทั้งเพลงโปรดเพลงนี้ที่ฟังจนท่องจำเนื้อเพลงทั้งหมดได้ขึ้นใจ ทั้งสิ่งที่พวกเราสร้างขึ้นด้วยเช่นกัน ความยิ่งใหญ่โอ่อ่า ตึกสูงระฟ้า ไหหน้าตาประหลาด และคอมพิวเตอร์โบราณ เมื่อถึงเวลาหนึ่งมันก็จะหายไปจากห้วงความทรงจำของตัวเองพร้อมกับร่างกายที่สลายกลายเป็นฝุ่นผง พอรู้แบบนี้แล้วอดไม่ได้จริง ๆ ที่จะรู้สึกว่ากำลังหลุดลอย เหมือนลูกโป่งสีสันสดใสในงานวัดที่เด็กน้อยเผลอปล่อยหลุดมือ ยอมให้ห้วงเวลาไหลผ่านไป พร้อมกับถามตนเองว่า อะไรคือเหตุผลของทั้งหมดนี้กันแน่
โลกใบนี้มีแต่สิ่งย้อนแย้งเต็มไปหมด ความจริงกับความฝัน ชีวิตกับความตาย ชัยชนะกับความพ่ายแพ้ ความดีกับความชั่ว ทุกอย่างไม่ได้แยกออกเป็นขาวกับดำอย่างชัดเจน แต่กลับหลอมรวมแทบเสมือนเป็นสิ่งเดียวกัน เหล่ามนุษย์ทั้งหลายล้วนใช้ชีวิตอยู่บนเส้นแบ่งเบลอ ๆ นี้ จึงไม่แปลกเลยที่จะรู้สึกเหมือนไม่มีที่ยืนหรือมีนิยามไหนเหมาะสมกับตนเองที่สุด เพราะขนาดสิ่งต่าง ๆ บนโลกใบนี้เรายังจัดประเภทให้มันได้แสนกำกวมเหลือเกิน และถึงแม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างอาจดูไร้ความหมายไปหมด แต่หากลองมองในมุมกลับกัน ใครกันเป็นคนกำหนดว่าชีวิตต้องมีความหมาย ถึงแม้จะไม่รู้ว่ากำลังทำสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร แต่หากมีช่วงเวลาที่ทำให้ยิ้มออกมาได้บ้างก็เพียงพอแล้ว ไม่ใช่เข็มทิศชี้ทาง ไม่ใช่หนังสือฮาวทูใช้ชีวิตในแง่บวกอันสมบูรณ์แบบ แต่มันเป็นคำตอบเดียวที่สามารถให้กับตนเองได้ในตอนนี้ ตนเองที่เป็นทุกข์กับการคิดหาความหมาย รวมถึงเป็นคำตอบที่สามารถปลอบประโลมใจได้อย่างพอดิบพอดี และบางทีแล้วการมีจุดจบนี่แหละที่ทำให้ระหว่างทางนั้นน่าจดจำขึ้นมา
เช่นเดียวกับเหล่า OOPArts ที่มนุษย์เราต่างพยายามเฟ้นหาคำอธิบายให้กับพวกมันอย่างไม่หยุดหย่อน ค้นคว้าหาคำตอบถึงปริศนาที่ซุกซ่อนอยู่ ทั้งที่แท้จริงแล้ว ความหมายว่าพวกมันมีขึ้นเพื่ออะไรนั้นอาจไม่ได้สลักสำคัญเท่าความงดงามและน่าทึ่งที่พ่วงมากับการดำรงอยู่ของมันเลย วัตถุที่ถูกขนานนามว่าหลงยุคหลงสมัย ความจริงแล้วไม่ใช่เพียงสิ่งแปลกปลอมหรือข้อถกเถียง แต่ยังถือเป็นความเป็นไปได้อันไม่สิ้นสุดอีกด้วย ทั้งพวกเราและพวกมันต่างสามารถเป็นอะไรก็ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นถึงแม้จะใช้ชีวิตอย่างหลงทางบ้างก็ไม่เป็นไร ความสิ้นหวังกับความหวังนั้นคือสองด้านของเหรียญเดียวกันนั่นแหละ
เมื่อย้อนกลับมายัง OOPARTS หรือบทเพลงที่ได้กล่าวถึงไว้ก่อนหน้า มีท่อนหนึ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบเป็นอันดับหนึ่งคือ “ล้อมรอบด้วยแผ่นดิสก์นับไม่ถ้วน ฉันบันทึกช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดเอาไว้ จักรวรรดิของฉันเป็นเพียงความฝันเกือบหนึ่งร้อยปีเท่านั้น” ถ้ามีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์กับวัตถุหลงยุคเหล่านั้นแตกต่างกัน ก็คงเป็นความจริงที่ว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่ต้านกระแสของกาลเวลาได้นานขนาดนั้น ใช้เวลาเพียงไม่นานนัก ร่องรอยของเราก็จะคงเหลือไว้แต่เพียงรูปถ่ายดูต่างหน้า โลกใบนี้มีอายุกว่าหลายล้านปี แต่ช่วงชีวิตของพวกเราบนโลกนี้มีเพียงเกือบร้อยปีเท่านั้น เราต่างเป็นเหมือนเศษฝุ่นเล็ก ๆ ในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ แต่หากต้องกับแสงขึ้นมา แม้แต่สิ่งที่เล็กที่สุดก็สามารถเปล่งประกายได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นพวกเราจึงเลือกที่จะลงมือทำอะไรบางอย่าง เหมือนที่ตนเลือกจะเขียนสิ่งนี้ขึ้น เขียนเพื่อบันทึกเรื่องราว บันทึกความคิด เพื่อยืนยันว่าเราเคยมีตัวตนจริงในช่วงเวลานี้ ทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้นานขึ้นอีกสักนิดว่าครั้งหนึ่งก็เคยมีชีวิตอยู่บนโลกอันล่องลอยใบนี้เช่นเดียวกัน สุดท้ายแล้วทั้งความรู้สึกและคำถามทุกอย่างก็มาจากความคิดที่ว่า “อยากจะมีชีวิตอยู่” หรือเปล่านะ เพราะว่าเราอยากจะมีชีวิตอยู่ จึงดิ้นรน จึงร้องไห้ จึงหัวเราะ จึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะได้ลืมตาตื่นขึ้นมาในวันพรุ่งนี้เช่นกัน เพราะโลกนี้คือวัตถุหลงยุค คือความฝันกว่าหนึ่งหมื่นล้านปี หากจะรู้สึกหลงทางบ้างก็ไม่เป็นไร เพราะเราทุกคนไม่ได้กำลังหลงทางอยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่อย่างใด และเวลาที่พวกเรามีมันช่างแสนสั้น แทนที่จะมานั่งคิดหาความหมาย แค่ลงมือทำสิ่งที่ทำให้หัวใจสั่นไหวและเต้นแรงในอกข้างซ้ายนี้ก็เพียงพอแล้ว
10 9 8 7 6 5 4 3 2 1…
ถูกชักจูงโดยวาทศิลป์อันสวยหรู
ถูกหลอกลวงจากความแน่นอนของชัยชนะ
จักรวรรดิของพวกเรากำลังเดินบนเส้นทางสู่จุดจบ
ณ สุดปลายของความต้องการที่ไม่สิ้นสุด
ฮีโรกระโจนออกมายังภายนอกของหน้าจอโทรทัศน์
ดาวเคราะห์โลกคือ OOPArts เป็นความฝันกว่าหนึ่งหมื่นล้านปี
นี่ ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็ยังทันนะ
ใครสักคนช่วยฟังที ฉันเพียงแค่อยากมีชีวิตอยู่
คนหนุ่มวิ่งผ่านถนนในเมืองกรุง
คอมพิวเตอร์ หลอดฟลูออเรสเซนต์ และเวลาตีหนึ่ง
พวกเขาต่างก็พารานอยด์ เสียงของพวกเขาส่งไปไม่ถึงใคร
นี่ ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็ยังทันนะ
ใครสักคนช่วยฟังที ฉันเพียงแค่อยากมีชีวิตอยู่
นาฬิกาเดินหน้าส่งเสียง ติ๊กต็อก ติ๊กต็อก
พวกเรากำลังจะหนีไปยังดาวดวงนั้นหรือเปล่า?
เดินหน้าต่อไป ติ๊กต็อก ติ๊กต็อก
นี่เรากำลังจะละทิ้งดาวดวงนี้ไปหรือเปล่า?
ล้อมรอบด้วยแผ่นดิสก์นับไม่ถ้วน
ฉันบันทึกช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดเอาไว้
จักรวรรดิของฉันเป็นเพียงความฝันเกือบหนึ่งร้อยปีเท่านั้น
แม้ว่าทุกสิ่งจะถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วก็ตาม
ใครสักคนช่วยฟังที ตอนนี้ฉันมองเห็นมันแล้ว
นาฬิกาเดินหน้าส่งเสียง ติ๊กต็อก ติ๊กต็อก
พวกเรากำลังจะหนีไปยังดาวดวงนั้นหรือเปล่า?
นี่ ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็ยังทันนะ
ใครสักคนช่วยฟังที ฉันเพียงแค่อยากมีชีวิตอยู่
อนาคตกำลังขยับใกล้เข้ามา ติ๊กต็อก ติ๊กต็อก
พวกเรากำลังจะหนีไปยังดาวดวงนั้นหรือเปล่า?
*เนื้อเพลง OOPARTS โดย Hitsujibungaku แปลเป็นภาษาไทยโดย pny.
เนื้อหา : pny.
พิสูจน์อักษร : saularis และ น้ำไหล(อความารีน)
ภาพ : juillet.
บรรณานุกรม
สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ. (2567, 5 มกราคม). นี่เราดูออกหรือแค่มีอคติ? รู้จัก
Confirmation Bias กับเหตุผลเราเดาอะไรไว้ก็แม่นไปเสียหมด. The MATTER.
https://thematter.co/science-tech/pop-science/confirmation-bias/220036
BBC News ไทย. (2564, 13 มีนาคม). “คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก” อายุ 2,000 ปี
ใช้วงแหวนประดับเพชรพลอยจำลองจักรวาลย่อส่วน. https://www.bbc.com/
thai/international-56385407
Harvey, A. (2025, December 15). The Fascinating Stories Behind 25
Out-Of-Place Artifacts, From The Antikythera Mechanism To Futuristic
Hieroglyphs. All That’s Interesting. https://allthatsinteresting.com/
out-of-place-artifacts
MacIsaac, T. (2020, September 8). 17 Out-of-Place Artifacts Said to Suggest
High-Tech Prehistoric Civilizations Existed. Ancient Origins.
https://www.ancient-origins.net/unexplained-phenomena/
out-place-artifacts-020544
Monday Mystery Club. (2569, 6 กุมภาพันธ์). หลักฐานหลุดมิติ หรือแค่เรื่องที่ถูกปิด
เงียบ Out of Place Artifacts | Nerd Theory Ep.61 [วิดีโอ]. ยูทูบ.
https://youtu.be/ai9LRPvQsi0?si=9CQhlzBH-GxBS6Al
